แสงอาทิตย์ยามเช้าคล้อยสาดลงบนซากบ้านไม้ที่พังทลายควันจางยังลอยจากเถ้าถ่าน กลิ่นไหม้ผสมเืเก่าค้างอยู่ในอากาศ
ทุกอย่างเงียบงันเหลือเพียงร่องรอยของความโหดร้ายกระจัดกระจายอยู่ทั่วพื้นที่
[ ระบบมาเฟีย -โจเวล ลาเมทัส ]
[ ระดับชื่อเสียง : ERank ]
[ ฉายา : คมดาบแรกแห่งลาเมทัส ]
[ อิทธิพล : C+]
[ ความเกรงขาม : B]
[ เล่ห์เหลี่ยม : B]
[ จิตอสูร : 2,884 ]
[ การปกครอง ]
[ อาณาเขต : FRank ]
[ ลูกน้อง : 2 คน ]
[ หน่วยลาดตระเวน : 2 คน ]
[ ความสามารถ ]
[ พลังออร่า ระดับ 3 : อัตลักษณ์ ]
[ ลมหายใจแห่งคมดาบ : ขั้นกลาง ]
[ กระบวนท่าแห่งลาเมทัส : ขั้นต้น ]
[ หัวใจแห่งผู้ท้าทาย : ขั้นสูง ]
หน้าต่างของค่าสถานะถูกเปิดขึ้นพบว่ารายละเอียดปลีกย่อยยังมีซ่อนอยู่ในหัวข้อหลักอีกหลายรายการ
“…”
โจเวลหยุดเดินปิดระบบแจ้งเตือนสายตากวาดผ่านภาพตรงหน้า ก่อนจะไหววูบเพียงชั่วพริบตา แล้วเอ่ยเสียงต่ำ
“บอกลาพวกเขาให้ถูกต้องกันเถอะ”
ไม่มีคำอธิบายเพิ่ม แต่ทุกคนเข้าใจ
การฝังศพเริ่มขึ้นอย่างเงียบงัน
หลุมถูกขุดเรียงกันใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ยังคงยืนเด่นท่ามกลางซากพังดินถูกตักขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงพลั่วกระทบดินเป็จังหวะเดียวที่ดังอยู่ในหมู่บ้านร้าง
หน่วยลาดตระเวนเหลือรอดเพียงห้าคนทำทุกอย่างด้วยแรงที่มีทั้งหมด ไม่มีเสียงบ่น ไม่มีใครหยุดมือ
เอเมอร์เป็คนอุ้มหัวเด็กคนหนึ่งลงไปในหลุมมือของเขาชะงักไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนจะวางลงอย่างระมัดระวังประหนึ่งกลัวว่าอีกฝ่ายจะตื่น
แซมปาดเหงื่อกับคราบดินออกจากหน้าผากมองไปยังหัวของชายชราที่ถูกวางลงข้างกัน
“พักผ่อนให้สบายนะ ขอรับ”
รอยยิ้มฝืนค้างอยู่ที่มุมปากน้ำตาคลอแทบรินไหล
โจเวลยืนอยู่เหนือหลุมสุดท้ายมองหัวของหญิงคนหนึ่งที่ถูกคลุมไว้ครึ่งหนึ่ง ใบหน้าซีดขาวแต่สงบกว่าตอนพบ
เขาคุกเข่าลง มือแตะดินก่อนจะกำมันขึ้นแน่น
“ขอโทษ…ที่มาช้าไป”
[ เงื่อนไขการเติบโตถูกเติมเต็ม ]
[ ค่าความมั่นคงทางจิตเพิ่มขึ้น ]
เสียงเบาแทบไม่ได้ยินแต่ชัดเจนพอสำหรับคนที่ยืนอยู่ใกล้ ดินก้อนนั้นถูกปล่อยลงไปและหลังจากนั้นทุกอย่างถูกกลบลง
ครึ่งวันผ่านไปโดยไม่มีใครนับเวลาเมื่อดินก้อนสุดท้ายถูกกลบ พวกเขาก็ออกเดินทางกลับด้วยจิตใจที่จมดิ่งภาพของหมู่บ้านร้างถูกทิ้งไว้ด้านหลังเป็ความทรงจำสีซีดที่คอยย้ำเตือนพวกเขาไว้
…
เกวียนสามคันเรียงต่อกันเป็แนว
ล้อเกวียนบดผ่านดินชื้นเป็จังหวะช้าสลับเร็วม้าสองตัวต่อเกวียนลากพาไปด้วยความนิ่งสงบเหมือนรับรู้ถึงจิตใจของทุกคน
คันแรกผ้าหยาบสีหม่นคลุมร่างของอัศวินผู้ล่วงลับไว้รวมถึงศีรษะของหน่วยอื่นที่พบอย่างเรียบร้อยไม่มีคราบเืปรากฏภายนอก มีเพียงรูปทรงของร่างที่นิ่งสนิทใต้ผืนผ้าดาบวางแนบลำตัว ไม่ต่างจากยามยังมีชีวิต
สองคันด้านหลังกลับไร้การปกปิด
คันตรงกลางศพออร์คถูกโยนทับกันยุ่งเหยิงจนแยกไม่ออกว่าแขนขาใครเป็ของใครเืแห้งเกาะตามไม้กระดานเป็คราบดำคล้ำ โซ่เหล็กฝังแน่นลงในเนื้อหนารัดซากขนาดใหญ่ไม่ให้กลิ้งตก เสียงกระทบกันดังครืดคราดทุกครั้งที่ล้อกระแทกพื้น
และคันสุดท้ายที่แซมบังคับอยู่มีศพของจ่าฝูงถูกตรึงไว้กลางคัน ร่างมหึมานอนนิ่ง ดวงตาที่เคยดุดันปิดลงสนิทแผลลึกผ่ากลางลำตัวแยกเนื้อหนาออกจนเห็นด้านใน แม้ตายแล้วแต่กล้ามเนื้อยังดูแน่นราวกับพร้อมจะขยับได้ทุกเมื่อ
กลิ่นเืเหม็นสาปปะปนสนิมเหล็กลอยคละคลุ้งหนักจนลมหายใจแต่ละครั้งต้องฝืนสูดเข้าไป
โจเวลบังคับอยู่คันข้างหน้าคนเดียวนิ่งสงบยิ่งกว่าท้องฟ้าที่ไร้แม้ลมไหว เป็ความเงียบของผู้รอดชีวิตกับน้ำหนักของสิ่งที่พวกเขาแบกกลับมา
“พวกเราจะต้านไหวหรือกองทัพมันเยอะขนาดนั้น” แซมเอ่ยด้วยใบหน้าไม่สู้ดี
“ทำยังไงได้ถ้าพวกเราไม่สู้…ใครจะสู้แทน” เอเมอร์ตบไหล่เพื่อนด้านข้าง
หลังการปะทะเมื่อคืนพวกเขาไม่หยุดการสำรวจ
ร่องรอยเืถูกตามต่อไปจนลึกเข้าไปในป่าเริ่มจากจุดที่ออร์คตัวหนึ่งพยายามหนีไป เพียงขยายวงค้นหาออกไปไม่นานจึงได้พบกับกระโจมทัพของออร์คที่มีจำนวนมากจนน่าขนลุกพวกมันเตรียมพร้อมสำหรับการบุกขั้นต่อไปเรียบร้อยแล้ว
ในไม่ช้าทัพออร์คคงถึงปราการแห่งลาเมทัส
แต่สิ่งที่สร้างความฉงนสงสัยยิ่งต่อพวกเขาคือการจัดรูปแบบแต่ละสัดส่วนของกระโจมเป็ผังเดียวกับกองทัพมนุษย์แทบทุกจุด
อัศวินสองนายบอกกล่าวกับโจเวลว่ามันเป็รูปแบบของทัพที่พวกเขามักใช้กันขอบเขตของการบริหารถูกวางผังไว้ได้แเี วางเป็ลำดับชั้นตามสายการบัญชาการ
เพียงกวาดตามองไม่อาจบ่งชี้จำนวนชัดเจนได้แต่คงมีไม่ต่ำกว่าหลักหมื่นแน่นอน
พวกมันเคลื่อนทัพด้วยจำนวนขนาดนั้นมาได้ยังไงกัน
และสิ่งที่น่าขยะแขยงยิ่งกว่าพวกมันกินมนุษย์เป็อาหาร ร่างของชาวบ้านที่ไม่พบ กองเป็พะเนินอยู่ใจกลางค่ายจึงเป็คำตอบว่าทำไมพวกเขาถึงหาร่างของชาวบ้านไม่เจอเลย
โจเวลเกือบขาดสติพุ่งเข้าใส่หลายครั้งเืขึ้นหน้าจนเส้นเืที่ขมับปูดนูน
โชคดีที่มีเอเมอร์และแซมคอยห้ามปรามไว้ไม่งั้นคงเสียงานใหญ่ไปเรียบร้อยแล้ว
กฎเหล็กในโลกเก่าของเขาที่ยึดถือมาโดยตลอด“หนี้แค้นต้องชำระ”
ความนิ่งนั้นไม่ใช่การยอมจำนนแต่มันคือบางสิ่งที่กดลึกลงไปรอวันปะทุ
[อารมณ์โกรธถูกแปรเปลี่ยนเป็แรงผลักดัน ]
[ความสามารถในการควบคุมสัญชาตญาณเพิ่มขึ้น ]
“…”
ระหว่างที่จมอยู่กับความคิดและสำรวจร่างกายของตัวเองโจเวลเพิ่งรู้ตัวว่า พวกเขามาถึงจุดหมายแล้ว
“ถึงแล้วขอรับ”
ประตูเหล็กสูงของปราการหินแกร่งถูกเปิดเสียงบานพับครางยาวรับรู้ถึงสิ่งที่ถูกพากลับมา
ยามเฝ้าประตูยืนนิ่งสายตาจับจ้องไปที่เกวียน ก่อนจะก้มศีรษะลงโดยไม่ต้องมีคำสั่ง
“หน่วยลาดตระเวนกลับมาแล้ว!”
เื่ราวถูกส่งต่อปากต่อปากเร็วยิ่งกว่าไฟที่ลามในลม
ดวงตาอันเหนื่อยล้าของสมาชิกในกลุ่มบอกทุกอย่างแก่อัศวินที่เฝ้ามองพวกเขาเ่าั้รับรู้ได้ถึงสถานการณ์อันเลวร้ายจากใบหน้าของทุกคนโดยไม่ต้องเอ่ยถามสิ่งใด
“ระวัง!”
อัศวินระดับสูงคนหนึ่งรับร่างที่สลบเกือบตกเกวียนได้ทัน
“พาเขาไปรักษาเดี๋ยวนี้!”เสียงสั่งดังขึ้นทันที
สภาพของโจเวลแทบไม่เหลือเค้าเดิมมือหลายคู่เข้าช่วยพยุงเขาลงจากเกวียนเท้าที่เคยมั่นคงแทบไม่แตะพื้นทั้งตัวหนักคล้ายมีบางสิ่งถ่วงรั้งจากข้างใน
เืแห้งกรังเกาะตามเกราะและิักลิ่นคาวแรงจนบางคนต้องเบือนหน้า
“เดี๋ยว!” คนเดิมะโขึ้นอีกครั้งตราที่อกเผยสถานะหัวหน้าหน่วยพิทักษ์ปราการ
สายตาหลายคู่หันไปยังเกวียนด้านหลังร่างมหึมาของจ่าฝูงออร์คนอนนิ่ง แผลฉีกลึกกลางลำตัวชัดเจนเกินจะมองข้าม
“ใครเป็คนสังหาร”
ไม่มีใครตอบคำถามดังกล่าวเพราะคำตอบ…ได้เดินผ่านพวกเขาไปแล้ว
เอเมอร์ไม่พูด แซมไม่หันกลับทั้งสองเพียงเดินตามร่างของโจเวลไป
[ ชื่อเสียงของท่านเริ่มถูกจดจำ ]
[ อิทธิพลต่อหน่วยอัศวินเพิ่มขึ้น ]
ข่าวแพร่กระจายจากลานประตู สู่โถงหินขึ้นไปถึงชั้นบนของปราการ
หน่วยลาดตระเวนปะทะออร์ค มีผู้เสียชีวิตสังหารจ่าฝูงได้ และชื่อหนึ่งถูกพูดซ้ำ
“โจเวล”
บางคนพูดด้วยความไม่เชื่อบางคนพูดด้วยความเคารพ และบางคนพูดด้วยความหวาดระแวง
ประตูใหญ่ของปราการปิดตัวลงสนิท
ตึง!
ตัดขาดทุกสิ่งจากภายนอกแต่ชื่อของเขาไม่หยุดอยู่ตรงนั้น มันยังคงถูกส่งต่อ กระซิบต่อกระซิบจนกลายเป็บางอย่างที่มากกว่าแค่ชื่อ
…
ในวันถัดมาลานพิธีถูกเตรียมไว้ั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง
ไม้ท่อนหนาถูกวางซ้อนเป็ชั้นอย่างเป็ระเบียบกลายเป็เชิงตะกอนสามแท่นเรียงกัน ผิวไม้แห้งสนิท ชโลมน้ำมันจนชุ่ม
เหนือแท่นร่างของอัศวินผู้ล่วงลับถูกวางเรียงอย่างสมเกียรติเกราะถูกชำระคราบเืจนสะท้อนแสงไฟจากคบเพลิงรอบลาน ดาบถูกจัดวางในมือราวกับยังคงยืนหยัดต่อสู้
ผ้าธงประจำหน่วยคลุมครึ่งร่าง
รอบลาน อัศวินยืนเรียงเป็วงกว้างไม่มีเสียงพูดคุย ไม่มีเสียงขยับเกราะ มีเพียงความเงียบที่หนักกดลง
โจเวลยืนอยู่ด้านหน้าคบเพลิงในมือส่องแสงสั่นไหว เปลวไฟสีส้มวาบขึ้นในดวงตาที่นิ่งเกินไป
ฝีเท้าดังขึ้นหนึ่งจังหวะ
ตึก…
โรเบิร์ตก้าวออกมายืนข้างแท่นศพผ้าคลุมสีดำเข้มไหลตามแรงก้าวอย่างเงียบงัน เขาชักดาบออกจากฝัก
เคร้ง!
เหล็กกล้าเสียดสีดังก้องสะท้อนทั่วลาน
“พวกเขาออกไปในนามของหน้าที่…และยอมวางชีวิตไว้ณ ปลายคมดาบแห่งอัศวิน”
คำพูดเพียงไม่กี่คำกลับสร้างน้ำหนักพอที่จะสะกดให้ทุกคนก้มศีรษะลงโดยไม่รู้ตัว
อัศวินทุกคนคุกเข่ากับพื้นด้วยท่าทางมั่นคงดาบประจำตัวถูกดึงออกจากฝักแล้วปักลงพื้นตรงหน้า
“ขอให้คมดาบนำทางิญญา”
“ขอให้เกียรติศักดิ์คุ้มครองแม้สิ้นวาระสุดท้าย”
“และขอให้ชื่อของพวกเขาจงคงอยู่ไม่เลือนหาย”
“อัศวินแห่งลาเมทัส!”
เคร้ง!
ดาบกระแทกพื้นดังสนั่นพร้อมกัน
“เ้าควรเป็คนส่งพวกเขา”
โจเวลพยักหน้ารับภาระอันหนักอึ้งไว้ด้วยความเต็มใจสองเท้าก้าวออกไป
เปลวคบเพลิงในมือไหวแรงขึ้นเมื่อเข้าใกล้เชิงตะกอน
กลิ่นน้ำมันแรงแตะเข้าจมูกเขาหยุดอยู่หน้าแท่นแรก
สายตากวาดผ่านร่างที่นอนนิ่งภาพเมื่อคืนไหลย้อนกลับเข้ามาโดยไม่ต้องเรียกหา
“วันนี้อาจเจอกันที่ร้านเหล้าพรุ่งนี้อาจเจอกันที่งานศพ” คำพูดของเพื่อนในความทรงจำดังขึ้นย้ำ
ลมหายใจติดขัดเพียงเสี้ยววินาทีแต่มือของเขาไม่ได้สั่นอีกต่อไป
[ เส้นทางเหนือราชันถูกกระตุ้น ]
[ความสามารถในการแบกรับแรงกดดันเพิ่มขึ้น ]
“…”
โจเวลก้มลง เปลวไฟแตะเข้ากับไม้
ฟู่…
ไฟลุกพรึ่บในพริบตาเปลวเพลิงพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว กลืนกินไม้และผ้าอย่างไม่ลังเลแสงสีส้มแดงเคลือบทับบนเกราะจนเหมือนมันยังมีชีวิต
อีกสองแท่นที่เหลือถูกจุดตามกันมาติดๆด้วยโรเบิร์ตและหัวหน้าหน่วยอัศวินอีกคน
เสียงไม้แตกปะทุ เสียงไฟลามเสียงลมหายใจของคนที่ยังอยู่ และความร้อนแผ่กระจายจนิัแสบตึง
แต่ไม่มีใครขยับอัศวินทุกคนลุกขึ้นยืนตัวตรง ไม่มีการหลบหรือก้าวถอย ยืนเฝ้าจนวินาทีสุดท้าย
เอเมอร์หลับตาลงแสงไฟไหวผ่านเปลือกตาเป็สีแดงสลัว มือที่เคยมั่นคงตอนยิงธนูกำแน่นขึ้นช้าๆ
แซมขบกรามแน่นจนสั่นแต่สายตาไม่ละจากเปลวไฟตรงหน้า
โรเบิร์ตยืนนิ่งดั่งรูปแกะสลักมีเหลือบตามองไปยังกลุ่มของโจเวล
โจเวลยืนอยู่หน้าเปลวเพลิงความร้อนปะทะใบหน้า ลมหายใจหนักขึ้น
[ท่านได้ประกอบพิธีส่งิญญาผู้ล่วงลับสำเร็จ ]
[ ค่าศรัทธาจากหน่วยอัศวินเพิ่มขึ้น ]
[ ความมั่นคงทางจิตเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ]
ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าจำนวนมากเป็จังหวะเดียวกันก็ดังแทรกเข้ามา
ตึก…ตึก…ตึก…
อาวุธในมือของอัศวินบางคนขยับเตรียมพร้อมรับสถานการณ์สายตาหลายคู่หันไปยังทางเข้าลาน
แถวทหารเปิดออก
เปลวแสงสีแดงฉาบทับผิวเกราะกองอัศวินกุหลาบเพลิงของตระกูลแบล็กธอร์นก้าวเข้ามาเป็แนว
เกราะสีดำด้านถูกขลิบด้วยลายเส้นสีแดงเข้มดุจถ่านที่ยังคุกรุ่นตราสัญลักษณ์ กุหลาบเพลิง ประทับอยู่กลางอก กลีบดอกแหลมคมดั่งเปลวเพลิง
นำหน้าโดย เมกัส แบล็กธอร์น
ทันทีที่เท้าของเขาแตะพื้นรอบลานเผลอกลั้นลมหายใจไปชั่วขณะ
[ ตรวจพบแรงกดดันระดับสูง ]
[ ความสามารถหัวใจแห่งผู้ท้าทายตอบสนอง]
เมกัสก้าวเข้ามาหยุดยืนประจันหน้ากับโจเวล
[ อิทธิพลระดับสูงกำลังแทรกแซงพื้นที่ ]
[ อาณาเขตของท่านถูกคุกคาม ]
“สภาพดูไม่ได้เลยนะอัศวินแห่งลาเมทัส…โดยเฉพาะเ้า”