"เป็เขาจริง ๆ หรือ!" เจิ้นกั๋วกงสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
เดี๋ยวก่อน—
"เ้าไปสืบมาจากที่ไหนกัน"
"หลานได้ยินมาว่าซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋องเผชิญกับโจรูเาระหว่างเดินทางเข้าเมืองหลวง จนป่านนี้ยังไม่รู้เบาะแส จึงสงสัยว่าจะเป็คนที่ท่านปู่บังเอิญช่วยชีวิตไว้พอดีหรือไม่ จึงให้อาขุยไปสอบถามคุณชายท่านนั้นดู เขาเองก็ยอมรับแล้วเ้าค่ะ" สวี่ิอี้หาข้ออ้างส่งเดช
เื่แต่งงานแก้เคล็ด นางต้องรีบขัดขวางให้จบสิ้นโดยเร็ว
เจิ้นกั๋วกงฟังแล้วนอกจากจะตกตะลึง ยังอดเงียบงันไปไม่ได้
แค่เด็กคนเดียวยังระแวดระวังและเคลื่อนไหวได้เร็วกว่าเขาอีก!
และที่สำคัญก็คือ... เขาดันไปช่วยชีวิตหลานชายคู่อริกลับมาเสียนี่!
แถมยังตั้งใจจะรับอีกฝ่ายมาเป็หลานเขยอีกต่างหาก!
ยังมีเื่ไหนน่าอึดอัดใจไปกว่านี้อีกไหม!
"เมื่อวานปู่ถามเขาว่าเป็คนที่ไหน เ้าเด็กเมื่อวานซืนนี่ดันบอกแค่ว่าตัวเองเป็คนหนิงหยาง! แล้วยังบอกอีกว่าพ่อเขารับราชการเป็ขุนนางอยู่ในเมืองหลวง!"
ใช่ เื่พวกนี้ย่อมไม่นับว่าโกหก ทุกคำล้วนเป็ความจริง... แต่เื่ที่สำคัญที่สุดกลับไม่ยอมปริปากพูดเลยแม้แต่ครึ่งคำ!
อย่ามาพูดกับเขาเชียวนะว่า 'เขาถามอะไรอีกฝ่ายก็ตอบอย่างนั้น'— นี่มันเื่ที่คนปกติเขาทำกันหรือไง!
"...ไอ้เด็กนี่เ้าเล่ห์นัก!" เจิ้นกั๋วกงที่รู้สึกว่าตัวเองถูกปั่นหัวโกรธจัดจนฟาดฝ่ามือลงบนเสาระเบียง
สวี่ิอี้จับราวระเบียงไว้แน่นตามสัญชาตญาณ เกรงว่าวินาทีต่อมาระเบียงทางเดินนี้จะหักโค่นพังทลายลงมา
เวลานั้นเอง กลับได้ยินท่านปู่ของตนหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาสองครั้ง
"หึ ๆ..."
เจิ้นกั๋วกงข่มความโกรธในใจลง เปลี่ยนสีหน้าพลางลูบเครา แล้วกล่าวว่า "เช่นนี้ก็เห็นได้ว่าเด็กคนนี้ไม่ชอบโอ้อวด สุขุมเยือกเย็น ทั้งยังมีความคิดเป็ของตัวเอง..."
สวี่ิอี้มองท่านปู่ของตนที่เปลี่ยนสีหน้าเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้ากระดาษด้วยความรู้สึกสลับซับซ้อน— การแก้ต่างให้คนอื่นอย่างฝืนธรรมชาติเช่นนี้ ช่างหาได้ยากยิ่งในโลกจริง ๆ
แต่จากเื่นี้ก็พอมองออกว่าการตัดสินใจของท่านปู่ที่้าให้อีกฝ่ายมาแต่งงานแก้เคล็ดให้นางนั้นไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย
เื่นี้อยู่ในความคาดหมายของนาง ถึงอย่างไรชาติก่อนท่านปู่ก็ทำเช่นนี้
ทว่าสิ่งที่ครั้งนี้ไม่เหมือนเดิมก็คือ นางสามารถเลือกที่จะปฏิเสธได้
"ท่านปู่ โรคของข้าหาสาเหตุพบแล้วเ้าค่ะ หากกินยาบำรุงรักษาตัวให้ดี อย่างมากหนึ่งเดือนก็หายขาดได้ แท้จริงแล้วไม่มีความจำเป็ต้องทำเื่แต่งงานแก้เคล็ดอีก ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายคือซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋อง การเกี่ยวดองกันระหว่างสกุลอู๋และสกุลสวี่เกี่ยวพันถึงเื่ราวมากมายและสะดุดตาเกินไป ข้อเสียอาจจะมากกว่าข้อดีนะเ้าคะ"
หลังจากสกุลสวี่เกิดเื่ นางถึงขั้นสงสัยว่า หรือการเกี่ยวดองกันระหว่างสองตระกูลจะไปแตะต้องข้อห้ามของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเข้าอย่างจัง จึงได้ชักนำหายนะมาให้
แต่ที่บังเอิญก็คือ ตอนนั้นฮ่องเต้ทรงเป็ผู้ลงนามในราชโองการพระราชทานสมรสด้วยพระองค์เอง
เื่นี้มีส่วนพัวพันและมีเบื้องลึกเื้ัอย่างไรกันแน่ นางไม่เคยมีโอกาสได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ตอนนี้บางทีอาจจะพอลองหยั่งเชิงจากความคิดที่แท้จริงของท่านปู่ดูได้บ้าง
"เจาเจาคิดอ่านรอบคอบจริง ๆ"
แววตาของเจิ้นกั๋วกงมีความครุ่นคิดอยู่บ้าง "ทว่าสิ่งที่อาจารย์เหยาทำนายไว้ คนผู้นี้สามารถช่วยชีวิตเ้า และช่วยให้เ้าพ้นเคราะห์ได้จริง ๆ ตอนแรกปู่ก็ยังสงสัยอยู่ ทว่าพอเขาเข้ามาอยู่ในจวน เื่ราวถึงได้มีจุดพลิกผัน บางเื่แม้จะดูเหมือนไม่มีความเกี่ยวข้องกัน แต่เชื่อไว้ก็ดีกว่าไม่เชื่อ..."
อีกอย่าง ชื่ออู๋ย่างก็พ้องกับคำว่าไร้โรคภัย— นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาคือตัวเลือกชั้นดีสำหรับการแต่งงานแก้เคล็ดหรอกหรือ
สวี่ิอี้อยากเอ่ยโต้แย้งตามสัญชาตญาณ
เื่ถูกวางยาพิษ ต่อให้อู๋ย่างไม่ได้ถูกท่านปู่ช่วยกลับมา นางก็สามารถจัดการได้อย่างราบรื่น
ทว่าพอลองคิดดูอีกที ชาติก่อนบางทีอาจเป็เพราะการมาของอู๋ย่าง การแต่งงานของนางจึงถูกกำหนดขึ้น และเมื่อเห็นว่านางกำลังจะออกเรือน หร่วนซื่อและหลิ่วอี๋ถึงไม่ได้ดำเนินการตามแผนการขั้นต่อไป—
และเป็เพราะนางแต่งเข้าสกุลอู๋ ถึงได้รับการรักษาจากหมอเทวดา
หากพูดเช่นนี้ อู๋ย่างก็ถือว่าได้ช่วยชีวิตนางไว้ครั้งหนึ่งด้วยความบังเอิญจริง ๆ
"แต่เื่การวางพิษก็ได้รับการแก้ไขแล้ว ท่านปู่ยังคงยืนกรานที่จะผลักดันการแต่งงานของข้ากับเขา ไม่รู้ว่ายังมีเหตุผลอื่นอีกหรือไม่เ้าคะ"
เจิ้นกั๋วกงลังเลไปชั่วขณะ เมื่อเห็นสายตาแน่วแน่ของหลานสาว ท้ายที่สุดก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า "ตอนที่รู้ว่าเ้าป่วย ปู่ร้อนใจจนนั่งไม่ติดตลอดทั้งวัน จึงให้อาจารย์เหยาช่วยทำนายดวงชะตาให้เ้า... คำทำนายตอนนั้นคือลางร้ายอย่างใหญ่หลวง และถึงแม้เ้าจะโชคดีรอดพ้นเคราะห์ครั้งนี้ไปได้ แต่อีกหนึ่งปีให้หลังก็ยังมีเคราะห์ถึงฆาตอยู่อีก..."
นี่ถือเป็การล่วงรู้ความลับ์เื่ความเป็ความตาย หลังจากอาจารย์เหยาฝืนทำนายออกมา ก็ล้มป่วยหนักไปถึงสามเดือนเต็ม
"หากอยากคลายเคราะห์ใหญ่ทั้งสองครั้งนี้ จำเป็ต้องหาคนที่สามารถช่วยเ้าให้พ้นเคราะห์ให้พบ" เจิ้นกั๋วกงแววตาสลับซับซ้อน "เพียงแต่ปู่กับอาจารย์เหยาล้วนไม่คาดคิดว่า คนผู้นี้จะเป็ถึงซื่อซุนแห่งติ้งหนานอ๋อง"
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงอดไม่ได้ที่จะเชื่อมโยงเื่ราวไปมากมาย
บางที... ์อาจจะลิขิตชี้นำไว้แล้ว
"เคราะห์ถึงฆาต..."
แววตาของสวี่ิอี้ผันผวนไปมา
เคราะห์ถึงฆาตในอีกหนึ่งปีให้หลัง...
จวนเจิ้นกั๋วกงถูกปะาทั้งตระกูลและริบทรัพย์สินในอีกหนึ่งปีให้หลังพอดี!
อาจารย์เหยาถึงกับอาศัยดวงชะตาของนาง ทำนายเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงของสกุลสวี่ออกมาได้เชียวหรือ!
ในใจของสวี่ิอี้สั่นสะท้านอย่างไม่หยุดยั้ง
ถ้าพูดแบบนี้ ชาติก่อนที่นางรอดพ้นเคราะห์ครั้งนั้นมาได้ ก็เป็เพราะแต่งเข้าสกุลอู๋จริง ๆ...
"สิ่งที่อาจารย์เหยาทำนายมักจะแม่นยำเสมอ เื่นี้เกี่ยวพันถึงความเป็ความตายของเ้า ปู่ในฐานะปู่ของเ้าจะไม่เชื่อก็ไม่ได้" เจิ้นกั๋วกงเกลี้ยกล่อมอย่างอดทน "ก็แค่ปีเดียวเท่านั้น รอให้พ้นเคราะห์ในอีกหนึ่งปีให้หลัง ปู่ก็จะไปรับเ้ากลับบ้าน"
ส่วนเื่ชื่อเสียงของลูกผู้หญิงที่ว่าสำคัญ— สำคัญแค่ไหนจะสู้ชีวิตได้หรือ
ลูกสาวบ้านอื่นเขาไม่สนหรอก แต่ยังไงคุณหนูจวนเจิ้นกั๋วกงของเขาจะไม่มีทางใช้ชีวิตอยู่เพื่อสิ่งที่เรียกว่าชื่อเสียงเด็ดขาด
สวี่ิอี้ฟังแล้วรู้สึกจมูกเปรี้ยวจี๊ดขึ้นมา
ชาติก่อนท่านปู่บอกว่า อีกหนึ่งปีให้หลังหากนางอยู่ที่สกุลอู๋แล้วไม่มีความสุข ก็จะไปรับนางกลับมา
ทว่าหนึ่งปีให้หลัง นางกลับไม่มีบ้านให้กลับอีกแล้ว
นางกลั้นน้ำตาเอาไว้ แล้วกล่าวว่า "แต่นั่นคือจวนติ้งหนานอ๋องนะเ้าคะ เื่ที่สกุลอู๋อาจจะไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานครั้งนี้ก็เื่หนึ่ง เกรงว่าฮ่องเต้เองก็คงไม่สบพระทัยนัก"
ในเวลานี้เมื่อชาติก่อน นางเอาแต่มึนงงสะลึมสะลือตลอดทั้งวัน รับรู้เพียงลาง ๆ ว่าสถานการณ์ตอนนั้นคร่าว ๆ คือ 'สกุลอู๋ไม่เห็นด้วยกับการแต่งงานแก้เคล็ดครั้งนี้เพราะมองว่าเป็เื่ไร้สาระเกินไป' 'สกุลอู๋และสกุลสวี่จึงทะเลาะกันจนมองหน้ากันไม่ติด' 'ฮ่องเต้พระราชทานสมรส สกุลอู๋ไม่มีทางขัดราชโองการได้'—
"เื่พวกนี้ ปู่จะเป็คนหาวิธีจัดการเอง" เจิ้นกั๋วกงปลอบโยนหลานสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือขวากำหมัดวางไว้บนเข่า คล้ายกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง
เดิมทีสิ่งที่เขาคิดไว้คือ ต่อให้อีกฝ่ายไม่เห็นด้วย เขาเพียงแค่ไปขอให้ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ก็พอ
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายคือจวนติ้งหนานอ๋อง ฮ่องเต้จะทรงตอบตกลงพระราชทานสมรสได้อย่างไร...
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่อาจห่วงแต่หลานสาวของตัวเองโดยไม่สนสกุลอู๋ได้— อย่างที่เจาเจาพูด การเกี่ยวดองกันของสองตระกูลสะดุดตาเกินไป ในฐานะขุนนางที่ซื่อสัตย์จริงใจ เขาก็ไม่อาจทำให้สกุลอู๋ต้องถูกฮ่องเต้หวาดระแวงเพราะเื่นี้ได้เช่นกัน
เจิ้นกั๋วกงครุ่นคิดไปมา แววตาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็แน่วแน่
ก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีเสียทีเดียว...
สวี่ิอี้เห็นท่าทางของเขา จึงเอ่ยปากถามว่า "หากสกุลอู๋กับฮ่องเต้ล้วนไม่เห็นด้วย ท่านปู่จะทำอย่างไรเ้าคะ"
แน่นอนว่านางย่อมต้องขัดขวางการแต่งงานครั้งนี้ เพียงแต่นางอยากอาศัยโอกาสนี้ถามถึงความจริงและเื้ัที่ฮ่องเต้พระราชทานสมรสให้ในชาติก่อน—
บางทีอาจเป็เพราะคิดหาวิธีออกแล้ว สีหน้าของเจิ้นกั๋วกงจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง แล้วยิ้มถามหลานสาวว่า "เจาเจาอยากฟังหรือ"
สวี่ิอี้รีบพยักหน้า
นางย่อมอยากฟังอยู่แล้ว!
ชาติก่อนนางรู้น้อยเกินไปจริง ๆ!