ตอนที่ 35 กฎแห่งการล่มสลายของโชควาสนา เจ้าแซ่กู้นั่นหาใช่ผู้ที่น่าไว้วางใจไม่
เหตุที่เขายังคงไว้ชีวิตเย่เฉินในขณะนี้ ก็เพราะเย่เฉินยังมิคู่ควรกับคำว่าศัตรู
หากเป็นศัตรูที่แท้จริง เขาย่อมมิปล่อยให้รอดชีวิตมาได้นานถึงเพียงนี้
แต่เมื่อมีผู้ใดกล้ามาลองดีทำให้เขาขุ่นเคืองใจ ก็จะถูกกำจัดด้วยกลวิธีทั้งหลายอย่างไร้ความปรานี ไม่แม้แต่จะเมตตาปล่อยให้มีโอกาสแข็งแกร่งขึ้นมาได้
มิว่าจะเป็นเย่เฉินหรือหลินเทียน แม้จะถูกเรียกอย่างเลิศหรูว่าผู้ครองชะตาฟ้าลิขิต แต่ในความเป็นจริงแล้วก็เป็นเพียงหญ้าไร้ค่า หรือเครื่องมือสำหรับใช้ประโยชน์ของผู้อื่นเท่านั้น
เก็บเกี่ยวไปครั้งหนึ่ง ก็มีมาอีกไม่รู้จบ
ผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตนั้นหมุนเวียนผันเปลี่ยนอย่างมิสิ้นสุด แต่ฝ่ายอธรรมกลับยังคงยืนหยัดมั่นคงมิเสื่อมคลาย
กู้ฉางเกอมิโง่เขลาพอที่จะปล่อยให้สิ่งที่เป็นภัยคุกคามต่อตนเองแข็งแกร่งขึ้นมาได้
แต่โบราณกาลมา ฝ่ายอธรรมมักพ่ายแพ้เพราะวาจาที่มากเกินควร และตกตายเพราะความยโสโอหัง
ทว่าเขาหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เขามิใช่ผู้ที่เอ่ยวาจาฟุ่มเฟือย และมิได้หยิ่งผยองโอหัง เพียงแต่เขามีความรู้ที่ล้ำลึกกว่าผู้อื่น แม้จะยังมิอาจกล่าวได้ว่ารู้ทุกสิ่ง
ทว่าการเล่นงานผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตในโลกเบื้องล่างเหล่านี้ สำหรับเขานั้นกลับเป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
เขามิได้เลือกใช้วิธีการที่ง่ายดายที่สุดอย่างการสังหารทั้งสอง
เพราะตามจริงแล้ว เย่เฉินและหลินเทียนในเวลานี้ หาได้มีความสามารถพอที่จะเป็นภัยอันใดต่อเขาไม่
กู้ฉางเกอจึงเพลิดเพลินกับการยึดครองสิ่งของจากพวกเขาทีละนิด และรีดเค้นคุณค่าจากตัวพวกเขาให้หมดจนหยดสุดท้ายก่อนจะกำจัดทิ้ง พร้อมทั้งถือโอกาสเก็บเกี่ยวแต้มชะตาสวรรค์ไปด้วย
มิเช่นนั้นแล้ว การใช้ชีวิตคงจะไร้รสชาติเกินไป
เมื่อข้ามมิติมาเป็นฝ่ายอธรรม แน่นอนว่าย่อมต้องใช้ชีวิตให้สมบูรณ์และเพลิดเพลินตามที่ปรารถนา
นอกจากนี้ เขายังเพิ่งได้รับข้อมูลจากระบบเกี่ยวกับกฎแห่งการล่มสลายของโชควาสนา
นั่นคือ เมื่อสังหารผู้ครองชะตาฟ้าลิขิตที่แต้มวาสนาถูกลบล้างจนหมดสิ้น ระบบก็จะมอบรางวัลพิเศษซึ่งมอบให้โดยแดนสวรรค์
รางวัลจากแดนสวรรค์นี้ ฟังดูแล้วช่างล้ำค่ายิ่งนัก
อย่างน้อยก็ทำเอากู้ฉางเกอรู้สึกตื่นเต้นอยู่มิน้อย
มิเช่นนั้น ด้วยกลอุบายที่เขาวางแผนไว้กับอาจารย์ของเย่เฉิน การจะตามหาตัวเย่เฉินนั้นก็เป็นเรื่องง่ายดายยิ่ง
ทว่ากู้ฉางเกอเลือกที่จะไม่เร่งร้อนทำเช่นนั้นในทันที
เขายังรอให้เย่เฉินทำหน้าที่เป็นหนูค้นหาสมบัติ ช่วยเขาเปิดเผยที่ตั้งของมรดก และค้นหาตำแหน่งของทวนมารทลายสวรรค์
ให้โอกาสเขาเปล่งประกายและทำหน้าที่จนถึงวาระสุดท้าย
เพราะนี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาเยือนโลกเบื้องล่างของเขา
ขณะที่กู้ฉางเกอครุ่นคิด เสียงเคาะประตูแผ่วเบาก็ดังขึ้นมาจากนอกเรือนพัก
"ชิงเกอ เจ้าไปเปิดประตูให้ข้าที"
กู้ฉางเกอรับรู้ถึงตัวตนของผู้มาเยือน จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวกับซูชิงเกอที่กำลังพลิกอ่านคัมภีร์โบราณอยู่ไม่ไกล
"เจ้าค่ะ คุณชาย"
ซูชิงเกอวางคัมภีร์ในมือลง ก่อนจะก้าวเดินอย่างนุ่มนวลไปยังประตู
ที่หน้าประตูเรือนพัก หลินชิวหานในชุดกระโปรงยาวสีฟ้าอ่อนยืนอยู่ ใบหน้านางแต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมบางเบา ยิ่งขับเน้นให้นางงดงามจนยากจะละสายตา
ในมือของนางถือกล่องขนมเล็กๆ ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนลอยอวลออกมา
“นี่คือขนมปราณวิญญาณที่ชิวหานลงมือทำเองกับมือ หากคุณชายกู้รู้สึกหิวในยามค่ำคืน จะได้ลิ้มรสขนมนี้เพื่อบรรเทาความอยาก”
หลินชิวหานกล่าวกับซูชิงเกอด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีระเรื่อ
นางก็มิอาจเข้าใจตัวเองได้ว่าเหตุใดถึงคิดทำขนมพวกนี้ขึ้นมา
ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรนั้นสามารถที่จะละเว้นการกินได้
แต่ความอยากลิ้มรสอาหารนั้นก็ยังมิอาจหักห้ามใจได้
และด้วยนางมีฝีมือการทำขนมที่ไม่เลว จึงคิดทำขนมนี้มามอบให้กับเขา
"เข้าใจแล้ว ขอบคุณคุณหนูหลินที่มีน้ำใจ อุตส่าห์นำขนมมาให้ในยามวิกาลเช่นนี้"
“ข้าขอกล่าวขอบคุณคุณหนูหลินแทนคุณชายของข้าด้วยใจจริง”
ซูชิงเกอกล่าวยิ้มรับด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ แฝงความนัยลึกซึ้ง
โดยกล่าวเน้นย้ำคำว่า “คุณชายของข้า” เป็นพิเศษ
สตรีผู้นี้ช่างไร้เดียงสาเสียจริง เพียงแค่พบกันครั้งเดียวก็หลงเสน่ห์คุณชายของนางจนมิอาจถอนใจได้
ซูชิงเกอครุ่นคิดว่าตนควรจะเตือนนางสักหน่อยดีหรือไม่ นางจะได้มิพลาดพลั้งตกลงสู่ห่วงเพลิงแห่งความทุกข์นี้
แต่เมื่อคิดว่าตนอาจจะถูกกู้ฉางเกอรังแกได้
นางก็ตัดสินใจล้มเลิกความคิดนี้ไป
หลินชิวหานหาได้เข้าใจในนัยความหมายที่ซ่อนอยู่ในคำพูดของซูชิงเกอไม่
เนื่องด้วยนางหาได้เฉลียวฉลาดเทียบเท่ากับซูชิงเกอ
"รบกวนเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์ชิงเกอด้วย เช่นนั้นข้ามิรบกวนการพักผ่อนของคุณชายกู้แล้ว"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินชิวหานก็รู้สึกประหม่าเล็กน้อย ก่อนจะยื่นกล่องขนมให้ซูชิงเกอ แล้วจากไปอย่างรวดเร็วราวกับจะหนีจากสถานการณ์ตรงหน้า
“เพียงพบกันครั้งแรก ก็ทำให้คุณหนูหลินหลงใหลได้ปลื้มถึงเพียงนี้แล้ว ฝีมือในการเล่นกับจิตใจผู้คนของคุณชายนั้นช่างลึกล้ำเสียจริง
ซูชิงเกอกลับเข้ามาในเรือน ก่อนเดินมายังข้างกายกู้ฉางเกอ และกล่าวพลางเปิดกล่องขนมให้กับเขา
ฟึ่บ!
ทันใดนั้น กลิ่นหอมพลันฟุ้งกระจายพร้อมกับแสงสีรุ้งจางๆ พวยพุ่งออกมา อีกทั้งบนขนมปราณวิญญาณยังปรากฏภาพมายาอันแปลกตา แสดงให้เห็นถึงความพิเศษและคุณค่าของวัตถุดิบที่ใช้ทำขนม
"ฝีมือของคุณหนูหลินนั้นไม่เลวเลยทีเดียว ชิงเกอ เจ้าก็ควรจะเรียนรู้ไว้บ้าง"
กู้ฉางเกอกล่าวด้วยท่าทีที่มิใส่ใจต่อคำพูดที่ตรงไปตรงมาของนาง
เขาลิ้มรสขนมด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข ก่อนจะเอ่ยชม
“ในเมื่อคุณชายชอบ เช่นนั้น เหตุใดไม่ให้นางอยู่รับใช้ข้างกายไปเลยเล่า เช่นนี้จะมิสะดวกกว่าหรือ” ซูชิงเกอกล่าว
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ กู้ฉางเกอก็หันไปมองนางด้วยสายตาแฝงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางเอ่ยขึ้นว่า "ชิงเกอ เจ้ากำลังหึงข้าอยู่หรือ แม่นางที่ขี้หึงหวงเช่นนี้ดูไม่เหมือนเจ้าเอาเสียเลยนะ"
“อย่างนั้นจะเป็นที่โปรดปรานได้อย่างไรกันเล่า”
ซูชิงเกอส่ายหน้าก่อนตอบกลับว่า "จิตใจของคุณชายนั้นล้ำลึกเกินกว่าที่ชิงเกอจะเข้าใจ ชิงเกอรู้ตัวดีว่ายากที่จะได้รับความรักจากคุณชาย การหึงหวงจึงมิใช่เรื่องสำคัญอันใด"
แม้จะพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่ก็มิอาจปิดบังความน้อยใจที่ซ่อนอยู่ได้
"ตั้งแต่เมื่อใดกันที่เจ้ากลายเป็นคนปากมิตรงกับใจเช่นนี้"
กู้ฉางเกออดที่จะหัวเราะออกมามิได้
…
หลินเทียนมองเห็นหลินชิวหานเดินกลับมาจากหมู่เรือนที่ตั้งลึกอยู่ภายในตระกูลหลินจากระยะไกล
และทิศทางนั้นพอดิบพอดีกับเป็นเรือนที่กู้ฉางเกอพำนักอยู่
สตรีนางหนึ่ง จะออกไปทำอันใดในยามวิกาลเช่นนี้กัน
ใบหน้าของเขาฉายแววโกรธเคือง พลันกำหมัดแน่น
"เสี่ยวเทียน เจ้ามาทำอันใดที่นี่ แล้วช่วงบ่ายวันนี้เจ้าหายไปที่ใดมา ข้าตามหาเจ้าจนทั่วแต่ก็ไม่พบ"
หลินชิวหานในตอนแรกที่ยังมีท่าทีอิ่มเอิบด้วยความยินดีและความเขินอายผสมปนเปกับความกระวนกระวายใจ
แต่ทันทีที่เห็นหลินเทียน นางก็รีบเก็บซ่อนอารมณ์เหล่านั้นไว้ และถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
หลินเทียนกัดฟันกรอด ไฟแห่งความอิจฉาริษยาลุกโชนขึ้นในใจ แต่เขาก็ฝืนบังคับตนเองให้สงบลงแล้วเอ่ยขึ้น “แล้วในยามวิกาลเช่นนี้ท่านพี่ไปที่ใดมา หรือว่าจะไปพบคุณชายกู้กัน”
เขาเองก็มิอาจเข้าใจได้ว่าตอนนี้ตนเองรู้สึกเช่นไร
เศษเสี้ยวแห่งจิตยึดมั่นที่ยังคงอยู่ หากมิถูกขจัดออกไป ย่อมส่งผลกระทบต่อจิตใจ สติปัญญา และการตัดสินใจของเขาอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
เรื่องนี้ เขาต้องรีบหาวิธีแก้ไขโดยเร็ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินชิวหานก็พลันมีท่าทีตื่นตระหนก ราวกับความลับในใจถูกเปิดเผย
แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังคงรักษาท่าทีที่เข้มงวด และกล่าวว่า "เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้า จงสนใจเรื่องของตนเอง มุ่งมั่นฝึกฝนตนให้ดีเถิด”
“เจ้าแซ่กู้นั่นหาใช่ผู้ที่น่าไว้วางใจไม่ เจ้าอย่าได้หลงเชื่อรูปลักษณ์ภายนอกของเขา ดูจากท่าทางแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นพวกล่อลวงสตรี หลินชิวหาน เจ้าจงมีสติให้มาก”
หลินเทียนกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ถึงกับเรียกชื่อของหลินชิวหานออกมาห้วนๆ
เขามิอาจปล่อยให้นางถลำลึกไปมากกว่านี้ และหากจำเป็นจะต้องใช้วิธีการรุนแรงแล้ว เขาก็ต้องทำ
“คุณชายกู้มิใช่คนดีตรงไหน” เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินชิวหานก็ขมวดคิ้ว เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้ามิพอใจ
หลินเทียนกล้ามาสั่งสอนนางได้อย่างไรกัน
ยิ่งไปกว่านั้น จากที่นางได้สัมผัสกับคุณชายกู้ในวันนี้ นางกลับมิเห็นว่าเขาจะมีข้อเสียที่ตรงไหน แต่กลับเป็นผู้ที่ทั้งสุภาพและอ่อนโยนเสียด้วยซ้ำ
ถึงแม้จะมีพื้นเพที่น่าครั่นคร้าม แต่กลับมิได้มีท่าทีถือตัวแต่อย่างใด
“เจ้าหยุดกล่าวร้ายคุณชายกู้ได้แล้ว หากเจ้ามีคุณสมบัติเพียงหนึ่งในร้อยของคุณชายกู้ ข้าก็คงจะวางใจได้มากกว่านี้”
หลินชิวหานกล่าว นางคิดว่าหลินเทียนนั้นเพียงคิดมากไปเอง
"เหตุใดเจ้าจึงโง่เขลาเช่นนี้ มิอาจมองเห็นความจริงได้เลยหรือ"
หลินเทียนพลันมีท่าทีโกรธเคืองขึ้นมา
แม้เขาจะพูดเตือนนางเช่นนี้แล้ว แต่หลินชิวหานก็ยังคงมีท่าทีหลงใหลมิยอมเปลี่ยนแปลง
เจ้าแซ่กู้นั่นใช้วิธีการอันใดถึงทำให้นางตกอยู่ในภวังค์ได้ถึงเพียงนี้กัน
"ช่วงนี้เจ้าเป็นอันใดกัน การกระทำใดๆ ล้วนแปลกประหลาดนัก แม้ว่าคุณชายกู้จะมิใช่คนดีอันใด แต่เขาจะมีกลอุบายคิดร้ายอันใดต่อข้าได้เล่า"
หลินชิวหานกล่าวด้วยความรู้สึกจนใจ ก่อนจะก้าวเท้าจากไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลินเทียนก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป
จริงสิ เขาคิดจะทำสิ่งใดกันแน่
แต่ในขณะที่เดินไปได้ครึ่งทาง หลินชิวหานก็พลันนึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องที่ยังมิได้ถามหลินเทียนให้กระจ่าง
นั่นคือ เขาเรียนรู้การปรุงโอสถและการบำเพ็ญเพียรมาจากที่ใดกัน
และช่วงบ่ายวันนี้เขาหายไปที่ใดมา
เหตุใดจึงหาตัวเขาไม่พบเลย