ลุงมีผู้ซึ่งก่อนหน้านี้ยังคงแสร้งทำเป็นชายชราขี้ขลาด บัดนี้กลับคืนสู่สภาพจิ้งจอกเฒ่าเจ้าสำราญโดยสมบูรณ์
แกดื่มสุราพลางหัวเราะอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับเล่าเรื่องราววีรกรรม (ที่เกินจริงไปหลายส่วน) ของตนเองให้คำอินทร์ฟังอย่างไม่หยุดหย่อน
ส่วนคำอินทร์นั้น แม้จะร่วมดื่มสุราด้วยแต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
เขาไม่ได้หลงไปกับคารมอันแพรวพราวหรือท่าทีที่เป็นมิตรของชายชราผู้นี้เลยแม้แต่น้อย
เขายังคงจำได้ดีถึงกระแสพลังอาคมอันลึกล้ำที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีที่กะล่อนนั้นและเขาก็ยังคงไม่เข้าใจว่าเหตุใดจอมอาคมระดับสูงเช่นนี้ จึงต้องมาปลอมแปลงตนเองและยอมทนถูกหยามเกียรติถึงเพียงนี้
บุรุษผู้นี้...มีเป้าหมายอะไรกันแน่
"พ่อหนุ่มน้อย" ลุงมีชูจอกสุราขึ้น หลังจากที่เล่าเรื่องที่แกอ้างว่าเคยใช้ "มนต์เรียกเนื้อทราย" เรียกกวางสาวๆ มาเป็นฮาเร็มส่วนตัวจบลง "การเดินทางไปล้านนาของเจ้าน่ะ มันอันตรายและโดดเดี่ยวนะ ให้ลุงผู้มีประสบการณ์โชกโชนและ 'ดวงดี' อย่างเหลือเชื่อคนนี้ร่วมเดินทางไปด้วยเถอะ รับรองว่าหนทางข้างหน้าจะต้องมีแต่เรื่องสนุกๆ และปลอดภัยหายห่วงแน่นอน"
คำอินทร์วางจอกสุราลงช้าๆ สายตาของเขาจ้องมองลุงมีอย่างตรงไปตรงมา ปราศจากอารมณ์ใดๆ
"ท่านลุง" เขากล่าวเสียงเรียบ "ท่านเป็นใครกันแน่ ทำไมท่านถึงรู้ว่าข้าจะไปล้านนา"
มันเป็นคำถามที่ตรงไปตรงมาจนลุงมีถึงกับชะงักไปชั่วขณะ รอยยิ้มที่เคยประดับอยู่บนใบหน้าจางหายไปเล็กน้อย
ชายชราอึ้งไปสักพัก
"จอมอาคมระดับปรมาจารย์ไม่จำเป็นต้องมาซ่อนตัวอยู่ในเมืองเล็กๆ เช่นนี้ และไม่จำเป็นต้องยอมให้ใครมาทำร้ายร่างกายเพื่อปิดบังพลังของตนเอง" คำอินทร์กล่าวต่อ
ทุกคำพูดของเขาเหมือนคมมีดที่ค่อยๆ กรีดเปิดเปลือกนอกของลุงมีออกทีละชั้น "ท่านมีจุดประสงค์อะไร ที่ต้องการจะร่วมเดินทางไปกับข้า"
บรรยากาศพลันตึงเครียดขึ้นทันที
ลุงมีมองหน้าเด็กหนุ่มที่นั่งอยู่ตรงข้าม แกถอนหายใจยาว แล้วหัวเราะออกมาเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่แตกต่างไปจากเดิม มันไม่ใช่เสียงหัวเราะที่กะล่อนแต่เป็นเสียงหัวเราะของผู้ที่ยอมรับในความพ่ายแพ้
"สายตาของเจ้า มันแหลมคมเกินกว่าที่ข้าคาดไว้จริงๆ อสุราน้อย" ลุงมีกล่าว เป็นครั้งแรกที่แกเรียกสมญานามของเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง "เอาล่ะ...ในเมื่อเจ้าจับได้แล้ว ข้าก็จะไม่ปิดบังอีกต่อไป"
แกวางจอกสุราลง แล้วประสานมือไว้บนโต๊ะ แววตาที่เคยขี้เล่น บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความลึกซึ้งและปริศนาที่ยากจะหยั่งถึง
"ข้ามีนามว่า 'มี'...แต่คนที่ฝึกอาคมมักจะเรียกข้าว่า 'จิ้งจอกเฒ่ามีฤทธิ์' ข้าเป็นนักพเนจร เป็นผู้รวบรวมข่าวสาร และบางครั้ง ก็เป็นผู้ที่คอยชักใยอยู่เบื้องหลังเรื่องราวบางอย่าง"
"ส่วนเหตุผลที่ข้ามาอยู่ที่นี่และต้องการจะร่วมเดินทางไปกับเจ้า...มันก็มีอยู่สองสามข้อ"
"ข้อแรก...ข้าได้รับ 'คำไหว้วาน' มาจากสหายเก่าผู้หนึ่ง ให้ช่วยจับตาดูและให้ความช่วยเหลือแก่ 'เด็กหนุ่มผู้มีชะตากรรมผูกพันกับแผ่นดิน'...ซึ่งก็คือเจ้า "
คำอินทร์ขมวดคิ้ว "สหายเก่ารึ...ใครกัน ทำไมรู้ว่าข้ามีแก่นอาคมแผ่นดิน"
ลุงมีส่ายหน้า "ข้าบอกไม่ได้ มันเป็นพันธะสัญญาแต่บอกใบ้ให้ก็ได้ว่า เขาเป็นคนที่รู้จักเจ้า และเป็นห่วงเจ้า ยิ่งกว่าที่เจ้ารู้เสียอีก"
"ข้อที่สองคือความอยากรู้ส่วนตัวของข้าเอง" ลุงมีหรี่ตามองคำอินทร์ "พลังในกายของเจ้านั้น มันแปลกประหลาดและยิ่งใหญ่เกินไป มันคือพลังของ 'แก่นอาคมแผ่นดิน'...พลังที่ควรจะสถิตอยู่กับองค์พระมหากษัตริย์ การที่มันมาอยู่ในร่างของเด็กหนุ่มเช่นเจ้า มันคือปรากฏการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของแผ่นดินนี้ไปตลอดกาลและข้า...ก็อยากจะเห็นจุดจบของเรื่องราวนี้ด้วยตาของข้าเอง"
"และข้อสุดท้าย..." แกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ "ก็เพราะการเดินทางกับเจ้าน่ะ มันน่าสนุกดี...ฮ่าๆๆๆ"
คำอินทร์รับฟังเหตุผลทั้งหมดอย่างเงียบงัน เขาไม่ได้เชื่อทุกคำพูดของลุงมี โดยเฉพาะเรื่อง "คำไหว้วาน" ที่ดูจะเลื่อนลอยและน่าสงสัย แต่เขาก็สัมผัสได้ว่าชายชราผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อเขา...อย่างน้อยก็ในตอนนี้
แต่ถึงกระนั้น...เขาก็ยังคงไม่ไว้วางใจ
"ข้าไม่ต้องการผู้คุ้มครอง" คำอินทร์กล่าวอย่างหนักแน่น "ข้าสามารถดูแลตัวเองได้"
"ข้ารู้" ลุงมีตอบกลับทันที "ข้ารู้ว่าเจ้าเก่งกาจ เจ้าอาจจะสังหารข้าได้ในพริบตาหากเจ้าต้องการแต่เจ้าเก่งใน 'การต่อสู้' ส่วนข้าเก่งใน 'การเอาตัวรอด' และ 'การหาข่าวสาร'"
"เส้นทางสู่ล้านนาที่เจ้ากำลังจะไป มันไม่ได้มีแค่สัตว์ร้ายหรือโจรป่าแต่มันเต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของมนุษย์ เต็มไปด้วยสายลับของพม่าและอาจจะมีจอมอาคมที่ร้ายกาจยิ่งกว่าที่เจ้าเคยเจอ เจ้าอาจจะเอาชนะพวกมันได้ แต่เจ้าจะรู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกมันทั้งหมดได้อย่างไร"
"ให้ข้าไปกับเจ้าเถอะ" ลุงมีกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้น "ข้าจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับภารกิจของเจ้า ข้าจะเป็นเพียงตาแก่ขี้เมาที่คอยเดินตามหลัง คอยชี้แนะในเรื่องที่เจ้าไม่รู้และคอยใช้ 'โชค' ของข้าช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากสถานการณ์ที่คาดไม่ถึงเหมือนอย่างที่ข้าเพิ่งทำไปเมื่อครู่นี้"
คำพูดของลุงมี...ทำให้คำอินทร์ต้องครุ่นคิดอย่างหนัก
เขายอมรับว่าสิ่งที่ชายชราผู้นี้พูดมานั้นมีเหตุผล เขามีพลังแต่ขาดประสบการณ์
เขารู้จักการต่อสู้แต่ไม่รู้จักเล่ห์เหลี่ยมของโลก การมีจิ้งจอกเฒ่าที่เจนจบในทุกกลโกงร่วมเดินทางไปด้วย อาจจะเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ
แต่เขาก็ยังคงลังเล การเปิดรับคนที่ไม่รู้จักเข้ามาในเส้นทางที่เต็มไปด้วยความลับของเขา...มันคือความเสี่ยง
ราวกับจะอ่านใจเขาออก ลุงมีก็ยิ้มออกมาแล้วยื่นข้อเสนอสุดท้าย
"เอาอย่างนี้เป็นไร...พ่อหนุ่ม" แกกล่าว "เรามาทำการ 'ทดสอบ' กัน...นับจากนี้ไปจนถึงเมืองลำปางให้ข้าได้ร่วมเดินทางไปกับเจ้า หากตลอดเส้นทางนั้นเจ้าพบว่าข้าเป็นตัวถ่วงหรือเป็นคนที่ไว้ใจไม่ได้ เจ้าก็สามารถทิ้งข้าไว้กลางทางได้ทุกเมื่อ โดยที่ข้าจะไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ทั้งสิ้นแต่หากเจ้าพบว่าการมีข้าอยู่ด้วยนั้นมีประโยชน์มากกว่าโทษ เจ้าก็แค่ต้องยอมให้ข้าติดตามเจ้าไปจนถึงที่สุด ข้อเสนอนี้ยุติธรรมดีหรือไม่"
มันคือข้อเสนอที่ชาญฉลาดและเปิดโอกาสให้เขาเป็นผู้ตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว
คำอินทร์มองลึกเข้าไปในดวงตาของลุงมี เขาพยายามจะค้นหาความเท็จแต่กลับพบเพียงประกายแห่งความท้าทายและความจริงใจที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเจ้าเล่ห์นั้น
ในที่สุด...เขาก็พยักหน้ารับช้าๆ
"ก็ได้" เขากล่าว "เราจะทดสอบกันจนกว่าจะถึงเมืองลำปาง"
รอยยิ้มที่กว้างที่สุดปรากฏขึ้นบนใบหน้าของลุงมี แกยกจอกสุราขึ้นสูง
"เช่นนั้น...ก็ขอต้อนรับสู่การเดินทางที่สนุกที่สุดในชีวิตของเจ้า...พ่อหนุ่มอสุราแห่งเมืองชากังราว!"
คำอินทร์ยกจอกของตนเองขึ้นชน ในใจรู้สึกว่าตาเฒ่าคนนี้ช่างรู้จักเขาดีกว่าตัวเขาหรือไม่
แม้ในใจจะยังคงไม่ไว้วางใจเต็มร้อยแต่เขาก็รู้สึกได้ว่า การเดินทางที่เคยโดดเดี่ยวของเขากำลังจะเปลี่ยนแปลงไป