บทที่ 54
เช้าวันรุ่งขึ้น หน่วยของหลงเฟยได้รับหน้าที่ให้ไปช่วยอำนวยความสะดวกที่ป้อมไททัน และหน้าที่ทำอาหารก็ยังคงเป็นของหลงเฟยเช่นเคย แต่ทีมงานผู้ช่วยของเขาถูกเปลี่ยนใหม่ เพื่อให้ทุกคนได้สลับหน้าที่ไปเรียนรู้งานอย่างอื่นบ้าง เมนูยังคงเป็นซุปเช่นเคยแต่ไม่มีเนื้อสัตว์มาให้ในวันนี้ ด้วยวัตถุดิบที่ได้มาจากกองทัพล้วนใช้สำหรับทำอาหารแจกทหารจำนวนมาก ในวันนี้มีขนมปังเพิ่มเข้ามาแทน และเป็นขนมปังที่รสชาติอร่อยมากสำหรับชาวเมืองแอนวีนเลยทีเดียว แม้แต่หลงเฟยเองยังรู้สึกว่าอร่อย “อื้ม! ขนมปังนี่อร่อยมากเลย นี่พวกเรามีของดีแบบนี้ให้กินด้วยเหรอครับ?” หลงเฟยถามครูฝึกที่มายืนดูการเตรียมอาหาร“ขนมปังมื้อนี้เป็นของพิเศษมากๆเลยล่ะ ใช้ข้าวจากเมืองเวนนิส และใช้สูตรลับเฉพาะของราชวงศ์เพื่อทำขึ้นมาเลยนะ องค์ราชินี และองค์หญิงเป็นผู้ควบคุมการทำด้วยพระองค์เองจากในวัง แล้วแจกจ่ายไปยังทหารทุกหน่วย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้กับพวกเรา” หัวหน้าฟลอยด์ครูฝึกประจำหน่วยตอบกลับ“แล้วเรื่องที่องค์หญิงเป็นโรคเมาอาหารล่ะครับ เสวยขนมปังนี่ได้รึเปล่า?” เมื่อพูดถึงเจ้าหญิงน้อยหลงเฟยก็คิดถึงเรื่องนี้“ได้แน่นอนอยู่แล้ว ขนมปังชาววังนี่เป็นอาหารไม่กี่อย่างที่เสวยได้ ถึงเป็นของพิเศษที่เก็บไว้ทำเฉพาะในวังไงล่ะ แต่ถ้าจะให้ทานอะไรเดิมๆซ้ำๆกันทุกวัน องค์หญิงก็คงไม่ไหวล่ะมั้ง ยิ่งมีอาหารจากร้านของเจ้า องค์หญิงก็คงไม่ต้องเสวยแต่ขนมปังนี่บ่อยๆแล้วล่ะ” หัวหน้าฟลอยด์บอกอย่างเข้าใจเรื่องนี้ดีเมื่อนึกเรื่องที่เจอเจ้าหญิงน้อยเซฟีนาขึ้นมา หลงเฟยก็นึกถึงความเอาแต่ใจแบบเด็กๆของเธอ แต่นั่นก็เป็นเพียงเรื่องธรรมดาของเด็กชนชั้นสูง เมื่อเทียบกับความอดทนกับโรคเมาอาหารมาตั้งแต่เกิด แถมยังมีความคิดที่จะแบ่งปันให้ผู้อื่น ทำให้หลงเฟยอยากหาเมนูพิเศษมาตอบแทนองค์หญิง “หัวหน้าฟลอยด์ครับ คิดว่าองค์หญิงชอบอาหารประเภทไหนครับ?” หลงเฟยถามด้วยความอยากรู้“ปกติพระองค์เสวยอะไรไม่ค่อยได้อยู่แล้ว คงบอกไม่ได้ว่าทรงโปรดอาหารแบบใด แต่ที่แน่ๆทุกคนในเมืองนี้ต่างรู้ดีว่าอาหารของพ่อครัวหลงเฟยทุกอย่าง พระองค์ทรงโปรดทั้งสิ้น เสวยหมดไม่เคยเหลือ เจ้าจงภูมิใจเถอะหลงเฟย” หัวหน้าฟลอยด์อดชื่นชมชายหนุ่มไม่ได้“ฮะๆ ผมยังไม่เก่งถึงขนาดนั้นหรอกครับ โชคดีที่มีวัตถุดิบดีๆต่างหาก ว่าแต่หัวหน้าพอรู้มั้ยครับว่าชนชั้นสูงนี่ปกติเขาทานอะไรแบบไหน ผมจะได้ลองทำเมนูใหม่ออกมาบ้าง” ชายหนุ่มเริ่มหาข้อมูล“อืม...ข้าก็เคยร่วมโต๊ะกับชนชั้นสูงมาบ้าง จะเรียกว่าเหมือนกับของชาวบ้านนี่แหละ แต่ใช้วัตถุดิบที่ดีกว่า และในมื้อนึงจะมีหลากหลายจานเรียกว่ามีเป็นชุดก็ได้ แต่คนทั่วไปจะได้ทานอาหารครบชุดก็เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น” หัวหน้าฟลอยด์เล่าออกมาอย่างเป็นกันเอง“อย่างซุปนี่ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในชุดอาหารใช่มั้ยครับ?” หลงเฟยยังคงสงสัย“ใช่แล้ว ซุปกับขนมปังเป็นอาหารที่ทุกบ้านทานกัน อยู่ในชุดอาหารเป็นประเภทเรียกน้ำย่อย เช่นเดียวกับสลัดผัก ต่อด้วยอาหารประเภทจานหลักของที่นี่ก็จะมีพวกข้าวหน้าเนื้อสัตว์ หรือดีๆหน่อยก็จะเป็นเนื้อติดมันล้วนๆ และจบมื้ออาหารด้วยของหวาน หรือผลไม้ พร้อมกับชาอุ่นๆ” เซอร์ฟลอยด์ยังคงอธิบายอย่างเชี่ยวชาญ“เหมือนว่าหัวหน้าจะเชี่ยวชาญเรื่องอาหารมากเลยนะครับ” ชายหนุ่มเริ่มสงสัย“เอิ่ม...ก็ข้าคือหัวหน้าพ่อครัวของค่ายฝึกทหารแอนวีนไงล่ะ ข้าถึงได้เลือกเจ้ามาทำงานส่วนนี้ ว่าแต่ทำไมพ่อครัวอย่างเจ้าไม่รู้เรื่องอาหารที่ชาวบ้านเขากินกันทั่วไปล่ะ” ฟลอยด์รีบเปลี่ยนเรื่อง“อะ...เอ่อ คือว่าผมเป็นแค่ชาวไร่มาจากหมู่บ้านชายแดนน่ะครับ ไม่เคยออกจากหมู่บ้านไปไหนเลย ไม่คิดด้วยซ้ำว่าอาหารที่ทานกันปกติที่บ้านจะอร่อยมากสำหรับที่นี่” หลงเฟยรีบหาข้อแก้ตัวทันที“ได้ขนาดนี้ก็ดีแล้วล่ะ ข้าไปก่อนนะไม่กวนเจ้าแล้ว” พูดจบครูฝึกทหารก็รีบขอตัวจากไปในที่สุดซุปแสนอร่อยจากยอดเชฟแห่งเมืองหลวง และขนมปังชาววังสูตรลับเฉพาะจากราชวงศ์แอนรีน ได้เสร็จสิ้น และพร้อมเสิร์ฟแก่ทหารทุกนายที่ประจำอยู่ ณ ป้อมปราการไททันแห่งนี้ ณ ห้องอันมืดทึบ และอับชื้นแห่งหนึ่ง“เจ้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้เชียวรึ?” ชายหนุ่มในชุดผ้าคลุมสีดำปิดบังใบหน้ากล่าวขึ้น“ข้าน้อยประมาททหารพวกนั้นเกินไปหน่อย ไม่คิดว่าพวกทหารปลายแถวที่บังเอิญเจอที่โบสถ์จะมีฝีมือถึงเพียงนี้” ชายชุดดำรัดรูปวัยกลางคนคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชายหนุ่มกล่าวขึ้น ซึ่งเขาก็คือคนที่ต่อสู้กับพวกหลงเฟยเมื่อคืน“อืม...แล้วงานที่ให้ไปทำสำเร็จหรือไม่?” ชายหนุ่มรีบกล่าวเข้าเรื่องงานทันที“เอ่อ...ข้าไปถึงที่ห้องลับนั่น เมื่อเปิดดูในช่องลับกลับว่างเปล่าไม่มีสิ่งใดขอรับ ทั้งสภาพห้อง และช่องลับก็ยังดีอยู่มีการเข้ารหัสไว้เช่นที่นายท่านบอก” ชายวัยกลางคนรู้สึกกดดันทันทีที่ต้องรายงานเรื่องที่ตนทำงานพลาด“ว่างเปล่าเช่นนั้นรึ! จะมีผู้ใดกันที่ล่วงรู้ถึงข้อมูลในแผนที่ลับของข้า หรือแม้แต่ผู้ที่บังเอิญค้นพบมันก็ยังสามารถแก้ไขปริศนาซับซ้อนนั้นได้ ข้าไม่เคยได้รับรายงานจากมหาวิหารเลยว่ามีใครค้นพบมัน!” ชายหนุ่มท่าทางเดือดดาลร้อนรนเป็นอย่างยิ่ง“ให้ข้าน้อยกลับไปจับตาที่โบสถ์อีกครั้งดีหรือไม่ขอรับ” ชายผู้รับใช้กล่าวขึ้น“ยังก่อน พวกมันอาจจะสงสัยแล้วส่งคนมาลาดตระเวนก็ได้ ช่วงนี้ไปรักษาตัวพักฟื้นรอข้าเรียกอีกครั้ง รับนี่ไปยาถอนพิษสำหรับเดือนนี้” ชายหนุ่มยื่นขวดยาให้กับคนที่คุกเข่าตรงหน้า“ขอบพระคุณขอรับ ข้าขอตัวก่อนนายท่าน” ชายวัยกลางคนรับขวดยาแล้วเดินออกจากห้องไป ณ บ้านของลีมูน เวลา 12.30 น.“จากเรื่องที่มิเชลเล่ามาข้าว่าชายชุดดำคนนั้นต้องยังซ่อนตัวอยู่ในเมืองแน่ๆพี่ลีมูน” การินบอกกับหัวหน้าของเขา“อืม...แต่การจะจับตัวมันได้คงไม่ใช่เรื่องง่ายถึงแม้มันจะบาดเจ็บ ช่วงนี้เจ้าก็พักผ่อนนะมิเชล ไม่ต้องห่วงเรื่องงาน แต่คืนนี้สี่ทุ่มก็ไปรายงานกับเซอร์ครีดพร้อมกับข้าก็แล้วกัน”ลีมูนหันไปบอกกับมิเชล“ได้ค่ะ” มิเชลตอบรับสั้นๆ“การินอย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปบอกใคร แล้วก็คอยมารับส่งมิเชลที่บ้านด้วยล่ะ ถ้าเราไม่รีบแจ้งหัวหน้าป้อม พวกมันคงจะแอบตามมาลอบสังหารมิเชลปิดปากแน่ๆ” ลีมูนกล่าวเสียงเครียด“ฮะ! เรื่องมันใหญ่ถึงเพียงนั้นเชียวรึ” การินถามออกมา“การเคลื่อนไหวลับๆในช่วงสงครามแบบนี้ ยังไงก็น่าสงสัยว่าเกี่ยวกับคนใน โดยเฉพาะพวกขุนนาง” ลีมูนกล่าว“พี่ลีมูนข้ามีเรื่องสงสัยเกี่ยวกับมีดเก่าๆที่พี่ฝากให้หลงเฟย” มิเชลฉุกคิดขึ้นมาได้“ทำไมเหรอ?” ลีมูนทำหน้าประหลาดใจ“มีดนั่นเป็นไอเทมเวทย์มนต์รึเปล่า หลงเฟยสามารถใช้พลังของมีดป้องกันการโจมตีของชายชุดดำคนนั้นได้ ทั้งที่เขาไม่เคยฝึกพลังมาก่อน” เธอถามจากการวิเคราะห์ของตัวเอง“ใช่แล้ว มันเป็นไอเทมเวทย์มนต์ แต่ที่ให้ไปก็เผื่อเจ้าหนูจะได้ใช้ในอนาคต ไม่คิดว่าจะใช้ได้ตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ แปลกจริง” ลีมูนยิ่งประหลาดใจในตัวชายหนุ่มมากขึ้น