บั้นปลายชีพของแต่ละคน ย่อมแตกต่างกันไปตามวิถี
หากสุดท้ายความตายคือที่สุด ช้าหรือเร็วพบเจอได้ทุกคน
ไม่ว่าสูงต่ำชั้นฟ้าล้วนคืนสู่สามัญ รอดพ้นไม่ได้
ร่างที่เหลือเพียงเถ้าธุลี ถูกนำมาประกอบพิธีสมฐานะ
อาศัยขบวนแห่นำส่งสถานที่ เป็นกระบอกปากเสียงได้ดี องค์เลอสรวงอยู่ข้างในเทวาลัย
ร่วมกับคณะพราหมณ์ ฝ่ายของปุโรหิตมังคลา
จึงเป็นที่มาแห่งคดีฆาตกรรม ซึ่งเอาผิดใครไม่ได้ เพราะตายหมดยกหมู่
ถ้อยคำที่ชาวบ้านนำเอาข้าวสารที่ตำแล้ว มาแบ่งให้*โยคีกลางป่า
เล่าถึงการเปลี่ยนสถานะผู้นำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พอได้ยิน มังคลาซึ่งใช้นามใหม่เป็นบักมาก พ่อหม้ายลูกติด
ย้ายถิ่นฐานมาอยู่กับโยคีสาระ ญาติทางพ่อที่ปลีกวิเวกมาอยู่ป่า
จึงรู้แล้วว่าถูกซ้อนแผน คนบงการคือจามรเทวีซึ่งได้ผลประโยชน์เพียงผู้เดียว
กำจัดตนทั้งองค์เลอสรวงให้พ้นเส้นทาง จากนั้นยึดเอาแท่นบัลลังก์ปกครองอาณาจักร
สุดแสนจะเจ็บช้ำ พ่ายแพ้อีกแล้วกับเล่ห์เหลี่ยมสตรีนางที่ลึกล้ำ
แต่คิดอีกแง่ ตัวเองใช่จะสิ้นไร้ของสำคัญ อันสายเลือดอสูรกับพระนาง
ย่อมมีความหมายต่อกฎราชมณเฑียร ซึ่งถือเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของกษัตริย์
แม้แท้จริงคือบุตรอชาตะ ซึ่งอาศัยร่างองค์เลอสรวง
ความจริงตรงนี้ยากที่จะพิสูจน์ได้ นอกจากจามรเทวีที่รู้เต็มอก
ส่วนผู้อื่นไม่มีข้อกังขาใด เพราะตัดสินตรงเท่าที่เห็น
อริยะเด็กน้อย รอดด้วยการดูดเลือดจากนิ้วตน
หล่อเลี้ยงให้เติบโตโดยการยัดความเกลียดชังฝั่งตรงข้าม แฝงในคำสอน
เวลาผ่านไป นายมากใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในป่า
ทำตัวตนให้กลายเป็นบุคคลธรรมดา เพื่อกลมกลืนกับสังคม
“เอาหนิ”
ออกมาจากอาศรมโยคี นายมากยื่นชิ้นเนื้อเก้งปิ้งทาเกลือให้อริยะ
เด็กวัยขวบสี่ขวบ ส่ายหัวปฏิเสธกับอาหารที่ผ่านการปรุงสุก
“หัดไว้แหน่เถิน มึงบ่เบื่อเบาะ กินดิบ ๆ บักปอบ”
ออกอาการหงุดหงิด นายมากอยากเลี้ยงอริยะเหมือนผู้อื่นบ้าง
เด็กไม่ชอบพูด เพราะเปิดปากทีไรมักจะเห็นเขี้ยวแหลมปรากฏ
เกรงทำให้คนที่พบเห็นตกใจ เลยระวังไว้ให้พักอาศัยในถ้ำ
สำหรับอริยะยามกลางคืนเป็นเวลาล่าสัตว์ จับมาดูดเลือดกินเป็นอาหาร
ช่วงที่รู้สึกเป็นตัวเองที่สุด ส่วนกลางวันหลบรังสีแดดในที่ร่ม
บริเวณช่องเขาซึ่งมังคลาค้นพบ ใกล้กับที่พักอาศรม
จึงใช้เป็นที่ให้อริยะกับบักโผนกุมารทอง ซ่อนตัวภายใน
พฤติกรรมตรงนี้โยคีรู้ดีโดยตลอด ได้แค่ตักเตือนถึงความเหมาะสม
สมณเพศถือศีล บำเพ็ญเพียรไม่อยากก้าวก่ายให้หนักใจ
...“บ่ต้องไห้ น้องหล่า”
ถ้อยคำของบักโผนพูด วิญญาณกุมารทองซึ่งถือว่าตัวเป็นพี่
หลังจากอริยะถูกบังคับให้กินปิ้งเนื้อเก้ง ประการมังคลาไม่ตามใจ
“มันบ่แซ่บ”
ใช้หลังมือปาดน้ำตา เด็กอริยะกลืนแต่ละคำลำบาก
ต่างกับเนื้อสด เคี้ยวกรุบลื่นลิ้นกลิ่นหอมกว่าอีกด้วย
วัยพอจะรู้รสสัมผัส จึงไม่ถูกจริตกับมวลข้าว ปลา อาหารพื้น ๆ
พ้นหลังพ่อมาก มันจึงนั่งซึมแอบในซอกมืด
กระทั่งบักโผนเข้ามาปลอบ อริยะเลยระบายตามความรู้สึก
“ถ่าจักคราว ให้ตะเวนตกดิน อ้ายสิพาไปเอง”
พี่ตัวดีนัดแนะน้องออกจากถ้ำ คืนนี้ต้องได้กินเนื้อกระต่าย
ทั้งสองชอบของดิบอยู่แล้ว เลยชวนกันเป็นมั่นเหมาะ ซึ่งรออีกไม่นาน
...ยิ่งอริยะโตขึ้นยิ่งเลี้ยงดูยาก นายมากต้องใช้ความอดทนเพิ่ม
ขืนชาวบ้านรู้เรื่องระแคะระคาย ก็ต้องหาที่หลบซ่อนใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ
นึกจะย้อนคืนสู่สมาคมนักบวช ใช่จะง่ายเพราะทุกอย่างไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
เนื่องถือเป็นผู้ต้องโทษ ในคดีไฟไหม้เทวาลัยตามรูปการณ์
ทำให้โดนผลักไสออกจากกลุ่มแน่ ๆ ช่วงนี้จึงเก็บตัวออกห่างสังคม
“มื้อนี่มีหมู่มาหา ฮิมานั่งสาก่อน”
ขณะกลับจากถ้ำ นายมากถูกกวักมือเรียกช่วงเดินผ่าน
ประตูอาศรมเปิดอ้าพอได้เห็นหน้า โยคีสาระเอ่ยพูด
ก้าวเดินเข้าไปนั่งลงนมัสการผู้มาเยือน ตามธรรมเนียม
“สาธุท่าน”
เผยยิ้มรับการน้อมนำ พรตฤาษีไศลให้พร
“เจริญพร เด้อ”
พลันสบตาก็จะแทบทักขึ้นกับความบังเอิญอีกหน
ตรงคัมภีร์ปีศาจที่ได้รับ จากฤาษีปริศนาคนนี้เองถ้าจำไม่ผิด
“นามสายบุญผู้นี่ คือไศล”
คำแนะนำชื่อมาจากปากฤาษีสาระ ทั้งหันมาพูดกับนายมาก
“เพิ่นมาทวงของกับเจ่าตั๊ว”
สังหรณ์บางอย่าง เลยถามถึงสิ่งนั้น
“อันได๋น้อ ท่านพอบอกได่บ่”
ฤาษีไศลพูดตรงไปตรงมา เพื่อให้นายมากเข้าใจ
“สิซัวสิดี ขึ้นกับคนเลี้ยงเกีย คั่นเจ่าเอาบ่อยู่ กะคืนข่อยสา”
ประโยคสนทนาเหมือนดังนั่งอยู่ในจิตใจตนตอนนี้ จนนายมากสารภาพ
“ของจังซี่ ว่ายากกะยาก แต่บ่ขนาดได๋”
บทเจรจามีฤาษีสาระฟังอยู่ด้วย คล้ายกลายเป็นพยาน
“คึดให้คัก ๆ ใจ สิเอาจังได๋ ยังมีม่องไป”
เหมือนรู้อีกคน ในตัวเด็กน้อยไม่ปกติ โยคีสาระชี้ทางออก
ในเมื่อโอกาสที่จะคืนอริยะสู่ฤาษีไศล อยู่ตรงหน้า
จากสายพันธุ์อสูร พิจารณามุ่งสู่ธรรมะช่วยขัดเกลาสันดาน
อันควรเป็นเส้นทางปลอดภัย สำหรับใช้ชีวิตของเด็ก
และนายมากต้องตัดขาดในเจตนาเดิม ส่อแววเอาเด็กเป็นตัวประกัน
เพื่อให้อุดมการณ์สมหวังดั่งวางไว้ แม้ต้องรอจังหวะสบเหมาะ
คราเจ้าของเดิมที่ให้หยิบยืม แสดงตัวเอ่ยขอคืน
ฝั่งมังคลาหรือนายมากยังเสียดาย ตรงจะใช้ประโยชน์จากอริยะ
“ข่อยขอสา อีกบ่โดนดอก”
หลบตาต่ำหาคำมาพูด“ใหญ่กั่วนี่จักน่อย สิคืนให้ท่าน”
เบื้องลึกกรณีตนปฏิเสธไม่ได้ แท้แล้วมีที่มาโดยฤาษีไศล
นายมากจึงบอกไปในทำนองขอเวลาอีกสักระยะ จะทำตามที่กล่าว
ฌานที่แกร่งกล้า ฤาษีไศลหยั่งล่วงรู้อนาคตข้างหน้า
เห็นชัดหายนะซึ่งจะอุบัติในไม่ช้า ถ้าอริยะยังอยู่ในการดูแลของมังคลา
แต่ไม่สามารถฝืนลิขิตพญาแถน ผู้คุมกฎสวรรค์
เอกสิทธิ์สำคัญขั้นนำมาอ้าง สละเลือดตนเองให้อสูรน้อยได้กิน
ในส่วนที่ฤาษีไศลทำได้แค่นี้ ปรากฏมาเยือนเพื่อทวงคืน คงต้องรอคอย
“อย่าลืมเด้อ เกินแฮงยามได๋ ให้เอิ้นหาได่ตลอด”
ทิ้งท้ายคำให้คิด ในการตัดสินใจยื้อไว้เพื่อสนองคุณแก่ตน
ถึงเคยเป็นนักบวช หากใฝ่ทำชั่ว พลอยมองไม่เห็นหนทางสว่างสักที
เมื่อไม่มีผลอะไรจะทำให้มังคลาเปลี่ยนใจ โยคีสาระจึงยุติหน้าที่คนกลาง
“เอาหละเนาะ ฮู้กันแล้วบาดหนิ”
น้ำเสียงยังเจือด้วยความเมตตา ปรารถนาให้ทุกฝ่ายสันติ
...ลมเย็นเงียบสงบยามค่ำคืน นายมากพยายามข่มตาหลับ
“เอ้! เป็นจังได๋วะกู”
ผุดลุกขึ้นนั่งปัดยุงที่บินตอม แลออกไปทางหน้าต่างของกระท่อม
พร้อมขยับชะเง้อมองกลุ่มดาว เหมือนนึกได้ส่งจิตเรียกบักโผน
บันดลกุมารทองกล้า ๆ กลัว ๆ คราบเลือดยังติดตามขอบปาก
“อีพ่อ เอิ้นข่อยหยัง”
มันรีบจนปล่อยให้น้องควักเครื่องในกระต่าย กินคนเดียวในป่า
“มึงไปเฮ็ดหยังมา บักโผน”
สังเกตว่ามันลุกลน นายมากกรรโชกถาม
“น้องหิว ข่อยกะเลยพาไปหากินถ่อนั่นพ่อ”
ดีที่มันไม่โกหก ไม่เช่นนั้นคงไม่รู้ถึงความซุกซน
ซึ่งห้ามหลายครั้ง งดออกหากินยามวิกาลหวั่นความลับเปิดเผย
“พากูไปเบิ่งดู๊”
ป่าไม่รกทึบ แสงจันทร์ส่องพอเห็นเส้นลายมือ
อริยะนั่งเอนกายใต้โคนไม้ ผึ่งพุงที่อิ่มด้วยกินเยอะ
เหมือนกับว่ายามราตรีเป็นของเด็กน้อย ไร้คนกดดัน
วัยกำลังพูดกำลังจา แวบเห็นเงาตะคุ่ม ๆ จวนใกล้ตัว
หันมาแยกเขี้ยวข่มขู่ เนื้อตัวเต็มไปด้วยเลือด กลิ่นคาวคละคลุ้ง
“ไผน้อซ่างกล้า ออกมา ๆ กูสิจับกินให้เหมิด”
อำนาจลึกลับที่ติดมา ดวงตาสะกดขลังพลังปีศาจ
ตรึงไม่ให้ขยับดิ้น จัดการกัดตรงจุดเส้นเลือด
สัตว์ที่คิดว่าเป็นอาหาร ขาดใจตายอย่างทรมาน
พิษสงร้ายกาจซึ่งตกทอดสู่ทายาทอสูร อริยะต่างจากเด็กทั่วไป
หากแต่อริยะสัญญาจะไม่ทำสิ่งนั้นกับพ่อมากของมัน
“นี่เบาะ แนวพวกสูพากันเฮ็ด”
โมโหที่ปล่อยให้บักโผนกับอริยะ ทำอะไรลับหลัง
เอ็ดดุเอาด้วยความไม่พอใจ นายมากอยากจะหักคอเด็กน้อย
อุตส่าห์อยากอยู่แบบเงียบ ๆ ไม่ตกเป็นที่สงสัย
สักวันอาจเผลอทำให้ชาวบ้านถิ่นนี้แตกตื่น คงโยกย้ายหาแหล่งใหม่กบดาน
“ห่าคั่วสู! กินคึไทบ้านเพิ่นแหน่”
คำด่าไม่ทันจบ อีกฟากเป็นซากสัตว์ใหญ่นอนตายหายใจรวยริน
รอยแหวกท้องถูกคว้านลากไส้ เลือดไหลท่วมเลอะบริเวณ
มองผ่านแสงจันทร์ยังสยดสยอง นายมากขึ้นเสียงใส่
“พอซัมหนิหละ ฟ้าวหนีจากม่องนี่”
ผงะเป็นบักโผน เพราะนึกไม่ถึงว่าน้องหล่าตัวน้อย
จะฆ่าล้มเสือที่ดุร้ายได้ ชนิดมันเองยังขนลุก
“ป๊าดติโธ่! เป็นตะญ่านแท้”
ฝากท้ายมันกลืนน้ำลายลงคอ แต่ก็ต้องทำตามคำพ่อ
“ป่ะ ๆ เมือถ้ำนำอ้ายเนาะ”
เข้าจูงแขนน้อง บักโผนเร่งพาเดินออกจากตรงนั้น
ด้านนายมากพอกลับจากป่า มาถึงกระท่อมต้องนอนคิดหลายตลบ
กับเหตุการณ์ซึ่งชวนให้เกรงขามในอิทธิฤทธิ์อันเกินวัยในตัวอริยะ
“ใหญ่ขึ้น กูสิเอามันอยู่บ่น้อ”
นอนพลิกตัวไปมา พลางย้อนคิด“บักหนิเบิ่งทรงฮ้ายกั่วพ่อมันหลายอีหลี”
วลีเปรียบเทียบระหว่างอชาตะ ทางด้านอริยะทิ้งห่างอย่างอำมหิต.
*โยคีคือนักพรต ผู้ปฏิบัติตนตามลัทธิโยคะ ฤาษี หรือนักบวชที่อยู่ป่า
(อ้างอิงจากวิกิพีเดีย)