บทที่ 4 เปลี่ยนไปแล้ว
“เสี่ยวซื่อ อย่าได้โผงผางบอกมู่เหยียนเชียว ว่าถุงเงินย้ายมาอยู่ในมือข้าแล้ว”
“ขอรับ”
ระหว่างเดินกลับบ้าน ถงอวี่อธิบายให้เจี้ยนซื่อเข้าใจถึงเหตุผล ที่ไม่ให้บอกมู่เหยียนเื่ถุงเงิน ในมุมมองของถงอวี่ กลัวว่ามู่เหยียนจะเอาเงินยี่สิบตำลึงทองไปถลุงเหล้าเคล้าการพนัน เงินทองเป็ของหายาก และเงินที่ได้ไปก็ไม่ใช่น้อย ๆ มิสู้ถงอวี่เป็คนเก็บไว้และคอยเจียดเงินส่วนนี้ ซื้อข้าวสารอาหารแห้งให้นางยังชีพยังจะดีกว่า
วิธีที่ว่านี้จะยั่งยืนกว่า ด้วยความที่เด็กน้อยสองคนได้เห็นการเป็อยู่ของมารดา เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น พวกเขาก็จะพลอยฟ้าพลอยฝนดีใจตามไปด้วย โดยเฉพาะเ้าลูกเต่าเสี่ยวอู่
ไหน ๆ ก็เป็คนบ้านใกล้เรือนเคียง ดูแลเื่หยุมหยิมพวกนี้ ใช่ว่าจะเหลือบ่ากว่าแรง หลังได้ฟังอย่างละเอียดลออ เจี้ยนซื่อก็เห็นด้วย และยังชื่นชมว่าท่านลุงถานฉลาดมาก ในสายตาเด็กชายวัยเจ็ดขวบ มองถานถงอวี่เป็ที่พึ่งและที่ยึดเหนี่ยวไปเสียแล้ว
“โตขึ้นเสี่ยวซื่อ จะเป็บุรุษที่ดีให้ได้เหมือนท่านลุงถานขอรับ” ^_^
ไม่ทันไรสายใยรักสายใยแห่งความผูกพัน ก็ถักทอขึ้นระหว่างสองลุงหลาน เจี้ยนซื่อแม้อายุเจ็ดขวบแล้ว แต่ก็ว่านอนสอนง่าย เป็เด็กที่รู้ความมากคนหนึ่ง ทั้งที่เติบโตในสภาพครอบครัวไม่สมประกอบ ยังอุตส่าห์หล่อหลอมตัวเองให้เป็เด็กดีได้ ถงอวี่ในฐานะที่เป็เพศเดียวกัน และผ่านโลกมามากกว่า รู้สึกเลื่อมใสในตัวเ้าหนูเจี้ยนซื่อไม่แพ้กัน
“บุกรุกบ้านผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต หากข้าโยนเ้าออกไป พึงรู้ไว้ว่า! นั่นคือสิ่งที่เ้าสมควรได้รับ”
น้ำเสียงที่ตอบกลับทั้งเ็าและว่างเปล่า ทั้งที่ครึ่งชั่วยามก่อนเป็ถงอวี่ ที่ออกหน้าแทนนางอย่างไม่คิดเล็กคิดน้อย ส่วนหนึ่งเหมือนอยากผดุงความยุติธรรม และยอมปล่อยผ่านไม่ได้เมื่อเห็นเื่งมงายไร้หัวคิด แต่ใครไหนเลยจะรู้ถึงเหตุผลที่แท้จริงของถงอวี่ที่กล้าออกหน้าแทนนางโดยไม่ลังเล
จางมู่เหยียน…
เคยเป็สตรีที่เขาพึงพอใจและหมายจะแต่งกับนางเมื่อนานมาแล้ว เขาชมชอบนางฝ่ายเดียว ที่สำคัญจางมู่เหยียนยังเป็รักแรกของถานถงอวี่อีกด้วย แม้ปากจะบอกว่าเกลียดนาง ไม่สนนาง แต่ถงอวี่ก็ยอมไม่ได้อยู่ดีที่ต้องเห็นนางถูกป้ายสีแบบนั้น
“แต่ข้ามีเื่จะพูดกับท่าน มันสำคัญมากนะ”
“แต่ข้าไม่มีเื่จะพูดกับเ้า แม้แต่ประโยคเดียวก็ไม่มี”
ชายหนุ่มเ้าของบ้านสวนกลับทันควัน อารมณ์ของเขาทั้งร้ายกาจและแปรปรวนไม่ได้ต่างจากมู่เหยียนสักเท่าไหร่ ดูอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกำลังเล่นแง่เล่นงอนอย่างไรชอบกล แต่นั่นก็เป็แค่ข้อสันนิษฐานของมู่เหยียนฝ่ายเดียว นางจะกล้าคิดว่าเ้าหมอนี่มีใจให้นางได้อย่างไร
ร่างนี้เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ สามีตาย สติฟั่นเฟือน ซ้ำยังมีลูกติดอีกตั้งสองคน ต่อให้เป็ลูกของพี่สาวที่ลาโลกไปตั้งนานแล้วก็ช่างเถอะ ใครเห็นก็ต้องบอกว่าเป็ลูกของนางอยู่ดี แต่หากคำสันนิษฐานของนางเป็จริง นั่นก็เท่ากับว่าคนที่สติฟั่นเฟือนอย่างแท้จริง คือถานถงอวี่คนนี้ต่างหากเล่า! หาใช่นางเสียที่ไหน
ร้อยทั้งร้อยก็ต้องชอบสตรีที่มีหัวปลายเท้ากันทั้งนั้น ใครจะมาหลงรักแม่หม้ายผัวตายอย่างนาง แม้ว่าตัวนางจะไม่เคยมีสัมพันธ์อย่างว่ากับสามีเก่าก็เถอะ
…
“_”
“แต่ก็พูดไปหลายประโยคแล้วไม่ใช่หรือขอรับ”
เจี้ยนซื่อสอดเสียงจืดเจื่อนทักท้วงคนทั้งสอง เพราะเขารู้สึกว่าคำพูดกับการปฏิบัติของท่านลุงถานไม่สอดคล้องกันสักนิด
ใจหนึ่งก็นึกขำแต่ใจหนึ่งก็ต้องรักษาอาการหน้าตายเอาไว้ให้ดี หากมู่เหยียนรู้ว่าถงอวี่คอยให้ท้ายลูกของนาง และคอยแอบดูแลนางอยู่ห่าง ๆ ด้วยนิสัยบ้าบอของนาง คงขยันสร้างเื่ยุ่งยากให้เขาตามแก้ และคอยรังควานเขาทั้งวี่ทั้งวันเป็แน่
“ข้าจะไม่ทำให้นางได้ใจ”
เสียงพึมพำดังแ่เบาในลำคอ ถงอวี่เดินอุ้มเ้าลูกเต่าเสี่ยวอู่พ้นชายคาโดยไม่รอฟังคำโน้มน้าวไร้แก่นสารใด ๆ จากปากนางอีก
!!!
“ข้าจะไถ่ตัวลูกของข้าคืน! นั่นแหละเื่ที่ข้าอยากพูดกับท่าน”
บทจะเอาจริง นางก็เอาจริงขึ้นมาเสียอย่างนั้น คำพูดคำจาของนางดูแน่วแน่ไม่ไหวติง แม้ถงอวี่ไม่มีตาหลังแต่พอรับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณ ว่าประโยคเมื่อครู่ไม่ใช่ข้อแลกเปลี่ยน ไม่ใช่ข้อต่อรอง ยิ่งไม่ใช่การล้อเล่น
ประโยคที่สั้นห้วนของมารดาเลี้ยงใจร้าย ทำให้เจี้ยนซื่อน้ำตาคลอหน่วย เขาไม่คิดว่าจะมีคำพูดอันน่าซาบซึ้งนี้ หลุดออกมาจากปากมารดาที่เป็คนขับไสไล่ส่งตนกับน้องสาว คงไม่ใช่ว่าเจี้ยนซื่อหูฝาดกระมัง
“เ้าพูดจริงหรือ?”
ถงอวี่หันกลับมาพูดกับนางด้วยสีหน้ากึ่งเชื่อกึ่งลังเล ผู้ใหญ่ยังไม่ทันปรับความเข้าใจกัน เ้าลูกเต่าเสี่ยวอู่อาสาสอดด้ายสนเข็ม ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีโอกาสพูดแต่ไม่พูด นั่งขดอยู่ในอ้อมกอดของท่านลุงคนหล่อเสียตั้งนานสองนาน
“เช่นนั้นท่านลุงก็ซื้อท่านแม่มาอยู่ด้วยกันอีกคนได้หรือไม่ พวกเราจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้า เป็ครอบครัวเดียวกันได้ยิ่งดี”
ช่างเป็คำพูดที่ไร้เดียงสาอะไรปานนั้น แล้วมันจะเป็ไปได้ที่ไหนกัน
"ซื้อมารดาให้เสี่ยวอู่ นะเ้าคะท่านลุงถาน นะเ้าคะ นะ ๆๆๆ เ้าคะ"
หากถงอวี่จ่ายเงินซื้อมู่เหยียนตามคำพูดของเด็กน้อยวัยสามขวบ นั่นก็เท่ากับสู่ขอนางมาเป็ภรรยาแล้วนะสิ แม้อยากจะใช้มืออุดปากเล็ก ๆ ของเสี่ยวอู่ให้เงียบลง แต่ดวงตากลมโตดุจกวางน้อย ใครบ้างเห็นแล้วไม่ใจอ่อน
ท่านลุงคนนี้ก็ทำได้เพียงพ่นเสียงบ่นอย่างขัดใจว่า "เหลวไหล"
“ข้าพูดจริงนะ ต่อให้ตอนนี้ถุงเงินของข้าหายไปแล้ว แต่ข้ามั่นใจว่าสามารถหาเงินมาคืนท่านได้ไม่ขาดไม่เขินแม้แต่อีแปะเดียว รอหน่อยเถิด ระหว่างนี้หวังว่าท่านจะดีกับลูกข้าหน่อย”
พูดจบมู่เหยียนก็เดินลัดเลาะเข้าบ้านตัวเอง ที่ดูเหมือนเล้าไก่โดยไม่รอให้ชายหนุ่มขับไล่
"..."
สิ่งที่นางอยากพูดมีเท่านี้จริง ๆ หรือ ถงอวี่กับเจี้ยนซื่อมองหน้ากันสื่อพิรุธ ตอนนี้ไม่มีใครปริปากเื่ถุงเงินนั่น ในเมื่อนางร้องขอ เขาก็จะอาสาดูแลลูกให้นางเหมือนบิดาเลี้ยงดูบุตร
ในเมื่อนางมีความตั้งใจมากถึงเพียงนั้น เขาก็จะรอดูลมปากของนาง ว่าเป็จริงหรือเท็จ อาศัยถงอวี่เป็ขุนนางระดับสูง เงินยี่สิบตำลึงทองแค่เล็กน้อยเท่านั้น แต่สำหรับจางมู่เหยียนการหาเงินยี่สิบตำลึงทอง มาซื้อตัวบุตรทั้งสองก็นับว่าไม่ใช่เื่ง่าย
วิเคราะห์จากคำพูดของนางนั้น...ดูเกินจริงอยู่หลายส่วน แต่จะลองให้โอกาสนางได้พิสูจน์ตัวเองก็ใช่ว่าจะไม่ได้เสียทีเดียว หากนางหาเงินมาได้จริง นั่นเท่ากับนางได้พิสูจน์ตัวเองไปแล้วในตัว ว่ามีคุณสมบัติรับเด็กทั้งสองกลับไปเป็บุตรในอุปถัมภ์อีกครั้ง
.
.
เจ็ดวันผ่านไปแล้ว
ภายในบ้านหลังเล็กของมู่เหยียนเงียบเชียบเป็เป่าสาก นั่นไม่ได้ผิดปกตินักหรอก ระหว่างนี้นางเฝ้ารักษาตัวให้หายจากอาการฟกช้ำดำเขียว หากไม่ดูแลตัวเองให้ดี จะเอาเรี่ยวแรงที่ไหนไปทำมาหากิน นึกถึงเื่ราวที่ร่างเดิมก่อไว้ ก็สุดจะทน
อยากหากระสอบป่านผืนใหญ่ ๆ มาคลุมหัวเดินจริง ๆ "_"
มู่เหยียนคนเดิมหาเงินด้วยการอ่อยบุรุษไปทั่ว ช่างไร้ศักดิ์ศรีจริง ๆ เรี่ยวแรงที่มีก็ดันเอาไปใช้ผิดวิธี ตบตีเที่ยวเตร่ เช้าร่ำสุราค่ำก็ร่ำสุรา
วงจรชีวิตอุบาทว์เช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นกับจางมู่เหยียนคนใหม่เด็ดขาด!
“หึ! นึกไว้อยู่แล้วเชียว ว่าคนอย่างนางเชื่อถือไม่ได้ พูดจาส่งเดช หว่านพืชหวังผล”
ถงอวี่ชะโงกคอยาวสอดส่องเพื่อนบ้านอยู่ทุกวัน จากเดิมไม่เคยสนเื่ชาวบ้าน ตอนนี้เขาชักทำตัวสอดรู้สอดเห็นเหมือนป้าแก่ ๆ เข้าไปทุกวัน เด็กน้อยทั้งสองที่อาศัยอยู่ด้วย ก็เริ่มคุ้นเคยกับเขามากขึ้น ส่วนเจี้ยนซื่อก็ไม่จำเป็ต้องไปทำงานที่เหมืองเหมือนเมื่อก่อน
โดยถงอวี่สั่งสอนว่า นั่นไม่ใช่หน้าที่ของเด็ก เมื่ออยู่ในความดูแลของถานถงอวี่ จะต้องร่ำเรียนพากเพียรเขียนตำรา เกียจคร้านไม่ได้! ดังนั้นทุกเช้าของวันหลังทานอาหารเสร็จ สองลุงหลานจะไม่มีเวลาสนใจเสี่ยวอู่มากนัก
สบโอกาสให้เ้าลูกเต่าเสี่ยวอู่ แอบลักของในชาม ขโมยของในหม้อซาลาเปาไส้หมูเอย หมั่นโถวเอย ขนมกุ้ยฮวาเอย สอดใส่แขนเสื้อที่กว้างขวางจนแน่นตุง ลอบซอยเท้าสั้นเข้าบ้านเก่า นั่งหัวเราะเหอะหะ พูดคุยกับท่านแม่อย่างสนิทสนม
แต่หารู้ไม่! ว่าเื่เหล่านี้เกิดขึ้นภายใต้ความตั้งใจของถงอวี่ทั้งสิ้น
ผู้เป็ลุงอาสาสอนหนังสือเจี้ยนซื่ออย่างเข้มงวดกวดขัน ก็เพื่อ้าขุดหลุมพรางบ่อใหญ่ให้เสี่ยวอู่ลงไปแหวกว่าย แล้วก็เป็ไปดังคาด สายสืบตัวน้อยวิ่งแจ้นไปหามารดาทุกวัน ต่างเล่าวิถีความเป็อยู่ใต้ชายคาบ้านของถงอวี่ ว่ากินดีอยู่ดีอย่างไร
หลังกลับมาที่บ้านตน มีเวลาว่าง ๆ เสี่ยวอู่ก็เล่าให้พี่ชายฟังว่า ท่านแม่ของพวกเราอาการาเ็ดีขึ้นมาก และดูเหมือนว่าหลายวันมานี้ท่านแม่คนสวยของเสี่ยวอู่ จะไม่ร้ายกาจแล้ว ทุกวันจะกอดเสี่ยวอู่ ยิ้มให้เสี่ยวอู่ และหัวเราะไปพร้อม ๆ กับเสี่ยวอู่
“เสี่ยวอู่อยากให้ท่านแม่เป็แบบนี้ตลอดไป”
“ั้แ่มีท่านลุงถานอาการป่วยพิลึกคุ้มดีคุ้มร้ายของท่านแม่ดีขึ้นมาก ราวเปลี่ยนเป็คนละคน เสี่ยวอู่น้องพี่ เ้าว่า…พวกเราจะจับคู่ท่านลุงถานกับท่านแม่สำเร็จหรือไม่”
เสี่ยวอู่ตั้งใจฟังคำพูดของพี่ชาย ขอแค่เป็เื่ของท่านแม่ เสี่ยวอู่จะตั้งใจฟังเป็พิเศษ หลังเงียบไปครู่หนึ่ง เด็กน้อยวัยสามขวบครึ่งแหงนหน้าขึ้นมองพี่ชายอย่างมาดหมาย ชูกำปั้นขึ้นสูงเสมอหัว ตามด้วยโร่เสียงดังฮึกเหิมน่าสนใจ
“ย่อมได้! ย่อมได้แน่นอนเ้าค่ะ”
นิยายเื่ : เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
อ่านรวดเดียวจบก่อนใครได้ที่ Meb ค่า
มุมแนะนำนิยาย
1.กลยุทธ์ความร่ำรวย ของแม่หม้ายลูกหนึ่ง
2.เกิดใหม่เป็มารดาเลี้ยงเดี่ยวผู้ยากไร้ ในชนบทต้าซ่ง
3.บันทึกการเดินทางไกล ของเ้าก้อนแป้ง (มีหนังสือเสียงแล้ว)
4.พลิกชะตาภรรยาพรานป่า กับระบบรับรู้อัจฉริยะ (มีหนังสือเสียงแล้ว)
5.ข้านี่แหละมารดาเลี้ยงผู้โจษจัน (มีหนังสือเสียงแล้ว)
6.ข้ามมิติมาเป็สตรีชาวไร่ ข้าจะร่ำรวยให้ได้ (มีหนังสือเสียงแล้ว)
7.ทะลุมิติไปเป็บิดาตัวร้าย (มีหนังสือเสียงแล้ว)
8.เกิดใหม่เป็มารดาของเ้าวายร้าย พร้อมระบบร้านสารพัดนึก (มีหนังสือเสียงแล้ว)
9.เมื่อท่านราชเลขาธิการ กลายเป็บิดาของหลินเซียว 1 (มีหนังสือเสียงแล้ว)
10.ย้อนเวลามามีครอบครัวอบอุ่น เพื่อเ้าสองวายร้าย