ภายในส่วนลึกที่สุดของหอคอยมังกรเร้นลับ ประตูกลไกศิลาพันปีปิดลงอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ค่ายกลป้องกันระดับสูงแผ่ขยายครอบคลุมทุกอณูอากาศ จนแม้แต่แมลงสักตัวก็มิอาจเล็ดลอดหรือส่งเสียงใดออกไปสู่ภายนอกได้ แสงสลัวจากไข่มุกราตรีขับเน้นใบหน้าของบุคคลทั้งห้าให้ดูเคร่งขรึมและลึกลับ
ไป๋เหวินเทียนยืนเอามือไพล่หลัง รังสีอำนาจที่แผ่ออกมาในยามนี้มิได้กดข่มเหมือนบนเวทีประลอง ทว่ากลับดูหนักอึ้งดุจมวลขุนเขาที่กำลังจะถล่มทลายลงมา
“หุบเขาหมอกโลหิต... สถานที่ที่แม้แต่เทพมัจจุราชยังต้องเบือนหน้าหนี” ไป๋เหวินเทียนเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่ามัว “พวกเจ้ากลับมาช้ากว่ากำหนดการหลายวัน... บอกข้ามา พวกเจ้าไปพบเจอสิ่งใดมากันแน่?”
อวี้เหวินยืนนิ่งสงบ แววตาของเขามิได้สั่นไหวแม้ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดในสำนัก เขาเรียบเรียงคำพูดอย่างใจเย็น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทำให้คนฟังถึงกับใจสั่นสะท้าน
“พวกข้าตกลงไปในส่วนลึกที่สุดของหุบเขา... และที่นั่น ข้าได้พบกับผู้สืบทอดของเจ้าหุบเขาหมอกโลหิต”
“อะไรนะ!” เสียงอุทานของผู้อาวุโสเยี่ยนและจางเซวียนดังขึ้นพร้อมกัน ใบหน้าของทั้งสองซีดเผือดไปชั่วขณะ ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องราวที่เป็นไปไม่ได้ที่สุดในโลก
“เจ้าหุบเขาหมอกโลหิต... ตัวตนที่ควรจะสูญสิ้นไปนับร้อยปีนั่นน่ะรึ?” จางเซวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
อวี้เหวินพยักหน้าเล็กน้อย “ผู้สืบทอดเขายังคงอยู่... ทว่ามิได้เลวร้ายอย่างที่กล่าวขาน กลับกัน เขายังได้บอกข้อมูลที่น่าพรั่นพรึงยิ่งกว่า... ข้าได้พบเบาะแสของบุรุษชุดคลุมดำสามคน พวกมันซุ่มซ่อนอยู่ในเงามืด และจากลางสังหรณ์ของข้า... กลิ่นอายของพวกมัน ช่างคล้ายคลึงกับ ‘มารบงการจิต’ ที่พวกข้าเคยปะทะด้วยในครึ่งปีที่เเล้วอย่างน่าประหลาด!”
สิ้นคำกล่าวของอวี้เหวิน บรรยากาศภายในห้องลับพลันลดฮวบลงจนหนาวเหน็บ สีหน้าของไป๋เหวินเทียนดำคล้ำลงจนน่ากลัว มือที่ไพล่หลังกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
“มารบงการจิต... เจ้านั้นยังไม่ยอมจบสิ้นจริงๆ หรือนี่” เจ้าตำหนักพึมพำ น้ำเสียงแฝงไปด้วยความกังวลที่ปิดไม่มิด “ข้าได้ส่งสาสน์ลับไปยัง ‘สุสานดาบทลายสวรรค์’ เพื่อแจ้งข่าวเรื่องการเคลื่อนไหวของพวกมารร้ายมานานแล้ว ทว่าจนปัดนี้กลับยังไร้ซึ่งการตอบกลับ!”
ผู้อาวุโสจางเซวียนขมวดคิ้วแน่น “หากเป็นเช่นนั้นจริง กลยุทธ์ที่พวกมันวางแผนไว้ในหุบเขาหมอกโลหิต ย่อมมิใช่เรื่องเล็กน้อย... เป้าหมายของพวกมันอาจเป็นการสั่นคลอนรากฐานของขั้วอำนาจทั้งหมดในแดนนี้!”
อวี้เหวินลอบชำเลืองมองเซี่ยชิงหลัวครู่หนึ่ง ทั้งสองต่างเก็บงำความลับเรื่องการได้รับวาสนาและโชคลางจากบรรพชนหุบเขาหมอกโลหิตไว้ในส่วนลึกที่สุดของใจ มิได้ปริปากบอกออกไปแม้เพียงคำเดียว พลังที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดดนี้ ย่อมต้องถูกใช้เป็น ‘ไพ่ตาย’ ในยามที่พายุคลั่งมาถึง
ไป๋เหวินเทียนทอดถอนใจยาวคราหนึ่ง กลิ่นอายความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขายิ่งมายิ่งหนักอึ้งดุจภูเขา “ถึงอย่างไรยามนี้พวกเราก็ไม่อาจนิ่งเฉยรอรับความตายได้ ต้องวางหมากรับมือเตรียมการเอาไว้ก่อน”
เขาหันไปสบตากับผู้อาวุโสทั้งสองด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความไว้วางใจ “ผู้อาวุโสเยี่ยน ผู้อาวุโสจาง ข้าขอฝากพวกท่าน จัดวางกำลังศิษย์ในที่ลับ ตระเวนตรวจตรารอบเมืองซูไห่และทะเลสาบซูหรงอย่างเข้มงวด หากมีสิ่งใดผิดปกติแม้เพียงนิดเดียว ให้รายงานข้าทันที! และที่สำคัญ... สั่งห้ามศิษย์ทั่วไปออกไปทำภารกิจในบริเวณทะเลสาบซูหรงโดยเด็ดขาด ข้าไม่ต้องการให้คนของสำนักเราต้องสังเวยชีวิตให้แก่กลลวงของพวกมารบงการจิตล่วงหน้า”
จากนั้นสายตาคมปลาบของเขาจึงเคลื่อนมาหยุดที่อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัว “พวกเจ้าทั้งสองคือหมากสำคัญในศึกนี้ ในฐานะที่เป็นผู้พบเบาะแสกลุ่มแรก ย่อมต้องเป็นที่จับตาของพวกมัน จงระวังตัวให้มาก หากมีข้อมูลล้ำค่าหรือสิ่งใดที่ต้องการให้สำนักช่วย จงบอกข้าทันที มิต้องเกรงใจ!”
“มาเถอะ ที่ข้าพาพวกเจ้ามายังส่วนลึกของหอคอยมังกรเร้นแห่งนี้ นอกจากเรื่องสำคัญแล้ว... ข้ายังมีบางอย่างจะมอบให้พวกเจ้าด้วย”
ไป๋เหวินเทียนก้าวเดินนำลึกเข้าไปในอุโมงค์ศิลาที่ผนังถูกสลักด้วยอักขระโบราณโชติช่วง เส้นทางนั้นซับซ้อนและเปี่ยมไปด้วยกลไกสังหารที่พอจะบดขยี้ผู้ฝึกตนขอบเขตหลอมรวมกายให้เป็นผุยผงได้ในพริบตา จนกระทั่งมาหยุดอยู่เบื้องหน้าบานประตูหยกขาวมุกที่แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบและร้อนแรงออกมาสลับกันอย่างน่าประหลาด
ภายในห้องหับนั้นมีแท่นศิลาลอยตัวอยู่กลางอากาศ บนแท่นวางไว้ด้วยคัมภีร์หนังอสูรเล่มหนึ่งที่แผ่ปราณสีขาวและดำหมุนวนประดุจสัญลักษณ์ไท่จี๋
“นี่คือ ‘เคล็ดวิชาหยินหยางสุดขั้ว’...” ไป๋เหวินเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “มันเป็นเคล็ดวิชาบ่มเพาะระดับโลกขั้นสูงสุด ล้ำค่าที่สุดในตำหนักมังกรเมฆาเรา ปกติมีเพียงเจ้าตำหนักและว่าที่ผู้สืบทอดเท่านั้นที่จะได้เห็น ข้าเห็นพวกเจ้าคนหนึ่งเชี่ยวชาญปราณหยางอัสนี อีกคนเปี่ยมด้วยหยินเหมันต์พิสุทธิ์ หากฝึกฝนวิชานี้ร่วมกัน ย่อมสามารถส่งเสริมกันจนไร้ผู้ต้าน! ข้ามอบสิ่งนี้ให้แก่พวกเจ้า เพื่อเป็นรางวัลที่พวกเจ้าจงรักภักดีและสร้างชื่อให้แก่สำนัก!”
ไป๋เหวินเทียนแย้มยิ้มในใจอย่างมั่นใจยิ่ง เขาคาดหวังจะได้เห็นความตื่นเต้นจนตัวสั่น หรือความซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหลพรากของสองศิษย์รุ่นเยาว์ เพราะในแคว้นตงชิงแห่งนี้ เคล็ดวิชาระดับโลกขั้นสูงสุดคือยอดปรารถนาของคนทั้งโลก มีเงินมหาศาลก็มิอาจหาซื้อได้ เว้นแต่ห้าสำนักใหญ่แล้ว สำนักอื่นล้วนไม่มีวาสนาได้ครอบครอง
ทว่า... ความเงียบที่ตอบกลับมากลับทำให้รอยยิ้มของเจ้าตำหนักพลันแข็งค้าง
อวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวจ้องมองคัมภีร์ล้ำค่านั้นด้วยสายตาที่สงบนิ่งประดุจน้ำในบ่อร้าง มิได้มีความละโมบหรือตื่นเต้นแม้แต่น้อย เพราะในจิตวิญญาณของพวกเขา สิ่งที่ได้รับมาจากบรรพชนหุบเขาหมอกโลหิตนั้น... สูงส่งจนเคล็ดวิชาระดับโลกนี้ดูหมองหม่นไปในพริบตา
อวี้เหวินก้าวไปข้างหน้า คารวะอย่างนอบน้อมทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่น “ศิษย์ขอบพระคุณความเมตตาของเจ้าตำหนักที่เห็นค่าของพวกเรา... ทว่ามิปิดบังท่าน วาสนาที่พวกเราได้รับจากหุบเขาหมอกโลหิตนั้น... ยิ่งใหญ่และลึกซึ้งกว่าเคล็ดวิชานี้อยู่หลายขั้นนัก ศิษย์จึงมิอาจรับวาสนาซ้อนวาสนาจนทำให้เสียของได้”
“อะไรนะ!!!”
คำกล่าวเพียงประโยคเดียวของอวี้เหวินประดุจสายฟ้าฟาดลงกลางห้องลับ! ผู้อาวุโสทั้งสามรวมถึงไป๋เหวินเทียนถึงกับอึ้งตะลึงจนวิญญาณแทบหลุดจากร่าง วาสนาที่ดีกว่าระดับโลกขั้นสูงสุดงั้นรึ? อย่าลืมว่าเหนือกว่าระดับโลกนั้นมีเพียง ‘ระดับสวรรค์’ และ ‘ระดับตำนาน’ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เพียงในนิทานหลอกเด็กเท่านั้น!
บรรยากาศพลันอึดอัดจนหายใจลำบาก ไป๋เหวินเทียนจ้องมองอวี้เหวินราวกับจะมองให้ทะลุถึงลำไส้ ความผิดหวังพุ่งพล่านในอกที่ ‘ของกำนัล’ ของตนถูกเมินเฉย ทว่าความสงสัยใคร่รู้นั้นกลับมีมากกว่า เขาเฝ้ารอให้อวี้เหวินเอ่ยปากว่าวาสนานั้นคือสิ่งใด ทว่าเด็กหนุ่มกลับปิดปากเงียบสนิทประดุจหินผา
ผู้อาวุโสเยี่ยนเห็นท่าไม่ดี จึงรีบกระแอมไอทำลายความเงียบ “เอ่อ... เจ้าตำหนัก ในเมื่อพวกเขามีวาสนาของตนเองแล้ว ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีของสำนักเรา มิใช่หรือ? ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็คืออนาคตของตำหนักมังกรเมฆา หากไม่ต้องการคัมภีร์เล่มนี้... เจ้าตำหนักย่อมยินดีมอบสิ่งอื่นให้เป็นการทดแทน”
ไป๋เหวินเทียนสูดลมหายใจลึก พยายามสะกดกลั้นความอยากรู้ไว้ “ใช่... ผู้อาวุโสเยี่ยนกล่าวถูกต้อง ในเมื่อเจ้าตำหนักอย่างข้าลั่นวาจาไปแล้วย่อมไม่คืนคำ หากเจ้าไม่ต้องการวิชานี้ จงบอกมาเถิด... เจ้าต้องการสิ่งใด? ตราบเท่าที่ข้าหามาให้ได้ ข้าจะไม่ผิดคำพูดแน่นอน!”
อวี้เหวินมองไปยังเจ้าตำหนักด้วยแววตาซาบซึ้งใจ “ศิษย์ยังมิมีความต้องการสิ่งใดในยามนี้ขอรับ หากภายภาคหน้าศิษย์ติดขัดประการใด จะมาขอพึ่งพาท่านแน่นอน”
เขาหันไปมองเซี่ยชิงหลัว ซึ่งนางก็พยักหน้าเบาๆ “ศิษย์ก็เช่นกันเจ้าค่ะ”
ไป๋เหวินเทียนโบกมืออย่างอ่อนใจแต่แฝงไปด้วยความเอ็นดู “ช่างเถอะๆ พวกเจ้านี่มัน... แปลกประหลาดจริงๆ เอาเป็นว่าไปพักผ่อนเถิด เตรียมกายใจให้พร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง”
เมื่อร่างของศิษย์ทั้งสองลับสายตาไป ไป๋เหวินเทียนพลันหันมาหาผู้อาวุโสทั้งสองด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “พวกท่านคิดว่าอย่างไร... วาสนาที่ ‘สูงกว่า’ ระดับโลก... ในเเดนใต้ของเรา มันจะมีสิ่งนั้นอยู่จริงหรือ?”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องลับอีกครั้ง ทิ้งไว้เพียงปริศนาอันล้ำลึกเท่านั้น
...
สายลมเย็นเยือกพัดผ่านยอดหอคอยมังกรเร้นลับขณะที่ร่างของอวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัวก้าวเดินออกมาจากโถงลับ บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไปในทันทีที่พวกเขาข้ามผ่านเขตแดนชั้นใน มุ่งหน้าสู่ ‘ยอดเขาเมฆาคล้อย’ อันเป็นที่ตั้งของเขตพักอาศัยแห่งศิษย์หลัก
หากจะเปรียบที่พักศิษย์ทั่วไปเป็นดั่งหมู่บ้านที่แออัดด้วยกระแสปราณอันสับสน เขตที่พักศิษย์หลักย่อมเปรียบได้กับสรวงสวรรค์ที่แยกตัวออกจากโลกีย์ ทัศนียภาพเบื้องหน้าคือเทือกเขาสูงชันที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลเมฆสีเงินยวบยาบ ทุกตำหนักไม้หอมถูกสร้างขึ้นตามชัยภูมิของชีพจรมังกร เพื่อให้ผู้พำนักสามารถดูดซับปราณฟ้าดินที่บริสุทธิ์กว่าภายนอกนับสิบเท่า ความเงียบสงบที่นี่หนักแน่นจนน่าใจหาย แตกต่างจากความวุ่นวายของเขตศิษย์ฝ่ายนอกราวกับอยู่คนละโลก
ที่หน้าซุ้มประตูศิลาขนาดมหึมาซึ่งสลักคำว่า ‘ศิษย์หลักมังกรเมฆา’ มีชายวัยกลางคนร่างสันทัดในชุดสีเทาเข้มยืนพิงเสาหินอยู่อย่างเกียจคร้าน ทว่าดวงตาที่หรี่ลงกลับคมปลาบดุจเหยี่ยวเขาคือ ‘ผู้ดูแลมู่’ ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบตัวตนของผู้เข้าออกเขตหวงห้าม
“ช้าก่อน...”
น้ำเสียงแหบพร่าดุจเสียงกรวดทรายครูดสีกันดังขึ้นขัดจังหวะการก้าวเดิน มู่อี้ยืดกายขึ้นช้าๆ พลางเหยียดมือข้างหนึ่งออกขวางกั้นวิถีทางไว้อย่างไร้เยื่อใย เขตศิษย์หลักมิใช่สถานที่ที่ผู้ใดจะเข้าออกได้ตามอำเภอใจ ดวงตาที่หรี่เล็กลงของเขาเริ่มกวาดมองประเมินร่างของหนุ่มสาวทั้งสองอย่างละเอียดถี่ถ้วน
สายตาของมู่อี้ไล่ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ความเงียบงันที่น่าอึดอัดเข้าปกคลุมชั่วขณะ เขาจ้องมองใบหน้าที่นิ่งสงบของอวี้เหวินและกลิ่นอายเหมันต์ที่แผ่ออกมาจางๆ จากร่างของเซี่ยชิงหลัว คิ้วที่ดกหนาของเขาขมวดเข้าหากันแน่น ความรู้สึกคุ้นตาอย่างประหลาดเริ่มผุดพรายขึ้นในใจ... ภาพเหตุการณ์ความบ้าคลั่งบนลานประลองที่เขาเพิ่งปลีกตัวมาเมื่อครู่พลันซ้อนทับขึ้นมาในห้วงความคิด
เขานิ่งอึ้งไปเพียงอึดใจ ก่อนที่นัยน์ตาจะทอประกายประหลาดใจวูบหนึ่ง แล้วจึงแปรเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่มุมปากที่ยากจะคาดเดาเจตนา
“อ้อ... ที่แท้ก็ศิษย์น้องใหม่ผู้โด่งดังที่ทำเอาลานประลองมังกรทะยานแทบถล่มทลายนี่เอง”
เขาสะบัดข้อมือเพียงแผ่วเบา ป้ายหยกสองชิ้นพลันลอยละลิ่วเข้าสู่มือของอวี้เหวินและเซี่ยชิงหลัว ป้ายหยกนั้นมีความพิเศษยิ่งนัก ลำตัวหยกใสกระจ่างดุจน้ำแข็งทว่ากึ่งกลางกลับมีสีทองเรืองรองสลักลวดลายเมฆหมอกที่ดูราวกับมีชีวิตและกำลังเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
“นั่นคือป้ายหยกศิษย์หลักอันใหม่ของพวกเจ้า” มู่อี้อธิบายพลางแค่นยิ้ม “นอกจากจะเป็นเครื่องยืนยันตัวตนแล้ว มันยังบรรจุอาคมที่ช่วยให้พวกเจ้าผ่านม่านพลังเข้าสู่หอตำราลับชั้นที่สาม หอโอสถ และพื้นที่ฝึกตนพิเศษที่ศิษย์ทั่วไปไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมอง... จงเก็บรักษามันให้ดี หากหายไปพวกเจ้าสิบคนก็รับผิดชอบไม่ไหว”
อวี้เหวินรับป้ายหยกมาลูบคลำแผ่วเบา สัมผัสที่ปลายนิ้วบ่งบอกถึงความล้ำค่าของวัสดุที่ใช้ทำ เขาเพียงพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเดินผ่านซุ้มประตูเข้าไปโดยไม่ปริปากพูดสิ่งใด
ทันทีที่ทั้งสองย่างก้าวเข้าสู่เขตชั้นในของศิษย์หลัก ข่าวการมาถึงของ ‘ผู้โค่นจ้าวชิงซาน’ พลันแพร่สะพัดไปประดุจไฟลามทุ่ง จำนวนศิษย์ที่ปรากฏกายตามระเบียงตำหนักและริมทางเดินทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว สายตานับร้อยคู่จ้องเขม็งมาที่พวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นถึงขีดสุด
“นั่นน่ะรึ... คนที่อยู่แค่ขั้นกำเนิดกายแต่ดันกระชากจ้าวชิงซานตกลงจากอันดับสิบเอ็ด?” เสียงกระซิบกระซาบดังเซ็งแซ่
“ข้าก็นึกว่าเขาจะเป็นยักษ์ตัวโต ร่างกายบึกบึนเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อและหน้าตาโหดเหี้ยมเหี้ยมเกรียมเสียอีก...” ศิษย์หลักสตรีผู้หนึ่งอุทานออกมาเบาๆ ดวงตาของนางเริ่มสั่นไหวด้วยประกายแปลกประหลาด “ที่ไหนได้... กลับเป็นบุรุษที่มีใบหน้าหล่อเหลาสง่างามถึงเพียงนี้ แววตานั่น... ช่างดูเยือกเย็นและลึกลับจนข้าแทบหยุดหายใจ”
“ส่วนแม่นางเซี่ยผู้นั้น...” ศิษย์ชายคนหนึ่งถึงกับเผลอทำกระบี่หลุดมือ “ข้านึกว่านางจะเป็นหญิงห้าวที่ใช้พละกำลังเข้าข่ม ทว่าความงามของนาง... กลับสูงส่งประดุจเทพธิดาที่ตกมาจากสรวงสวรรค์ ผิวพรรณนั่นขาวเนียนกว่าหิมะบนยอดเขาเสียอีก”
ภาพที่ทุกคนจินตนาการไว้คือยอดฝีมือที่ดุดันและกร้านโลก ทว่าสิ่งที่ปรากฏกลับเป็นคู่ชายหนุ่มหญิงสาวที่งดงามราวกับรูปสลักหยก อวี้เหวินเดินอย่างมั่นคง ท่วงท่าการก้าวเดินแฝงไปด้วยจังหวะที่มองไม่เห็น ท่ามกลางเสียงวิจารณ์และสายตาที่ร้อนแรงรอบด้าน เขากลับทำเพียงมองตรงไปข้างหน้า แววตาเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ราวกับคนรอบข้างเป็นเพียงอากาศธาตุ
เซี่ยชิงหลัวเองก็เช่นกัน นางเดินเคียงข้างอวี้เหวินด้วยท่วงท่าสงบเสงี่ยม ไอเย็นจางๆ ที่แผ่ออกมาจากร่างของนางทำให้ผู้ที่คิดจะเดินเข้ามาทักทายต้องชะงักฝีเท้าด้วยความเกรงขาม
ทั้งสองเดินฝ่าฝูงชนไปอย่างเงียบเชียบ ทิ้งไว้เพียงความตื่นตะลึงและปริศนาที่ยิ่งทวีคูณขึ้นในใจของเหล่าศิษย์หลักคนอื่นๆ ว่า... ภายใต้ใบหน้าที่งดงามและหล่อเหลานี้ ซุกซ่อน ‘อสูรร้าย’ ที่พร้อมจะพลิกฟ้าสะเทือนดินเอาไว้ขนาดไหนกันแน่!

อวี้เหวินเเละเซี่ยชิงหลัว