“คุณหนูพรุ่งนี้เ้ากรมการคลังจะมาเอาคำตอบจากนายท่านแล้วนะเ้าคะ หากจวนตัวจริงๆบ่าวว่าเราเปิดเผยฐานะที่แท้จริงออกไปเลยดีกว่าดูซิว่าใครจะกล้าบีบบังคับคุณหนูให้เป็อนุได้!” เสี่ยวจูบ่าวรับใช้ประจำตัวจวินเซี่ยวอวิ๋นเอ่ยอย่างคับแค้นใจ
นางดูแลรับใช้จวินเซี่ยวอวิ๋นมาสิบสองปีเต็มจากเดิมที่เป็บุตรสาวพ่อบ้านจวนเฉิงชินอ๋องแคว้นเว่ยมาเป็สาวใช้ประจำตัวคุณหนูบุตรสาวผู้ช่วยรองเ้ากรมการคลังแคว้นอู๋ตามบัญชาเฉิงชินอ๋องผู้ล่วงลับั้แ่นางอายุได้เพียงสิบปีทั้งสองเรียกได้ว่าเติบโตมาด้วยกัน นางจึงมักเอ่ยความคิดของตนออกมาตรงๆโดยไม่ยั้งคิดเสมอ ทำให้บางครั้งจวินเซี่ยวอวิ๋นต้องปวดหัวกับนางไม่น้อย
“เปิดเผยอะไรฐานะที่แท้จริงอะไร เื่ยังไม่ได้คับขันปานนั้น เ้ากลับร้อนใจจะเป็จะตายข้าฟังเ้าบ่นมาสามวันเต็มๆ แล้ว เสี่ยวจูเ้าสงบใจลงบ้างเถิด”จวินเซี่ยวอวิ๋นเบิกตากลมโตเป็ประกายแวววาวอย่างซุกซน มุมปากประดับรอยยิ้มน้อยๆอย่างอารมณ์ดีมือเรียวงามจ่อกระดาษแผ่นเล็กในมือกับเปลวเทียนจนมอดไหม้เป็เถ้าธุลี
“สงบใจได้อย่างไรเ้าคะสามวันแล้วทางนั้นยังไม่ส่งข่าวมาแม้แต่น้อย คุณหนูชะล่าใจเช่นนี้เกิดผิดพลาดขึ้นมาต้องทุกข์ตรมชั่วชีวิตเชียวนะเ้าคะ”เสี่ยวจูถลึงตาใส่ผู้เป็นายอย่างไม่เกรงกลัว ทำท่าทางขึงขังขึ้นมาทันที
จวินเซี่ยวอวิ๋นกลอกตาไปมาอย่างจนใจรู้ดีว่าขืนยังไม่อธิบาย เสี่ยวจูต้องพร่ำบ่นไม่เลิกราเป็แน่
“หงเซียงเพิ่งส่งข่าวมาเ้าหมูตอนฉินจี้นั่นถูกวางยาันิทราเกรงว่าสองเดือนสามเดือนจากนี้คงใช้การไม่ได้แล้วคราวนี้เื่เร่งด่วนของเ้ากรมการคลังคงไม่ใช่การแต่งข้าเข้าบ้านเพื่อบีบบังคับท่านพ่อแล้วแต่เป็หาหมอมารักษาเ้าหมูตอนนั่นต่างหาก”
เสี่ยวจูฟังแล้วั์ตาเป็ประกายเปลี่ยนท่าทีทันใด
“คุณหนูที่แท้ท่านก็วางแผนเอาไว้แล้วมิน่า หลายวันมานี้เสี่ยวซินถึงไม่อยู่ข้างกายท่านที่แท้ก็จัดการเื่ยาันิทราอยู่นี่เอง คุณหนู ท่านช่างร้ายกาจจริงๆ”
จวินเซี่ยวอวิ๋นเบ้ปากน้อยๆทุกครั้งที่เกิดเื่ขึ้นกับนาง เสี่ยวจูก็จะคอยพร่ำบ่นอยู่ข้างๆ ไม่ขาดปากแต่พอทราบว่านางจัดการปัญหานั้นๆ เรียบร้อยแล้วนางก็จะแสดงท่าทีปลื้มปริ่มอย่างไม่ปิดบัง
“รู้แล้วทีนี้ก็เลิกบ่นและไปพักผ่อนได้แล้วข้าฟังเ้าบ่นจนง่วงนอนเต็มทีแล้วรู้หรือไม่”จวินเซี่ยวอวิ๋นแสร้งว่าอย่างไม่จริงจังนัก
ร่างบางในชุดตัวในเนื้อบางเรียบลื่นสีขาวนวลตาลุกจากโต๊ะหนังสือริมหน้าต่างเดินเข้าห้องชั้นในที่มีเตียงหลังใหญ่ประดับม่านมุกสีน้ำเงินเข้มดูเคร่งขรึมจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็เตียงนอนของดรุณีเยาว์วัยผู้หนึ่ง
เสี่ยวจูรอจนจวินเซี๋ยวอวิ๋นเอนตัวลงนอนจึงปลดม่านหน้าเตียงลงหันไปดับตะเกียงแล้วจึงออกไป
จวินเซี่ยวอวิ๋นนอนมองเพดานเตียงอย่างเหม่อลอยสมองยังคงครุ่นคิดอยู่ตลอดเวลา หลายคืนแล้วที่พอหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เคยประสบมาเมื่อชาติที่แล้วก็ผุดขึ้นมาดั่งสายน้ำไหล
นางไม่ได้มีชีวิตมหัศจรรย์ข้ามภพมาลืมตาตื่นในร่างผู้อื่นเช่นในนิยายแต่นางตายอย่างแท้จริงแล้วมาเกิดใหม่ที่นี่โดยยังมีความทรงจำในชาติภพเก่าก่อนอยู่เท่านั้นเอง
นับั้แ่นางอายุได้แปดขวบปีเฉิงชินอ๋องแห่งแคว้นเว่ยซึ่งเป็ท่านตาของนางก็ส่งมอบหอยลเมฆาให้แก่นางตอนนั้นเองที่นางได้รู้ว่ามารดาที่สิ้นใจหลังให้กำเนิดนางได้ไม่นานมีชาติกำเนิดไม่สามัญ
หอยลเมฆาในกาลก่อนมีเพียงกิจการร้านแลกเงินเหลาสุรา โรงเตี๊ยม และร้านแพรพรรณเท่านั้นแต่พอนางเข้ามาดูแลกิจการก็ได้วางแผนการตลาดใหม่ทั้งหมด จากนั้นก็ค่อยๆขยายกิจการออกไปเรื่อยๆ จนตอนนี้ได้สร้างเครือข่ายการค้าที่ครอบคลุมทั้งสี่แคว้นขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ
กว่านางจะรู้ตัวว่าเครือข่ายการค้าของตนยิ่งใหญ่เพียงใดก็ล่วงมาถึงปีที่หกของการดูแลหอยลเมฆาแล้วจากเด็กหญิงตัวน้อยที่ไร้ความน่าเชื่อถือใดๆสู่ตำแหน่งนายหญิงหอยลเมฆาอย่างเต็มภาคภูมิในปัจจุบัน นางต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายเื่ราวที่นางต้องแบกรับมากมายเกินกว่าที่ใครจะเข้าใจ
แต่บัดนี้นอกจากภาระหน้าที่ที่นางต้องแบกรับแล้วนางยังมีปมในใจที่แก้ไม่ตกเกี่ยวกับชีวิตในภพก่อนของนาง
ปริศนาที่นางยังคงไขไม่ออกเกี่ยวกับการตายของตนเองความทรงจำก่อนหมดลมหายใจลางเลือนเสียจนคล้ายหมอกควันสายหนึ่งที่คว้าจับไม่ได้เสียที
จวินเซี่ยวอวิ๋นครุ่นคิดจนมึนงงสองตาเริ่มหนักอึ้ง ขณะกำลังสะลึมสะลือนั้นเองนางคล้ายมองเห็นเงาร่างผึ่งผายของบุรุษผู้หนึ่งเดินเข้ามาริมเตียงนอนแต่สองตาของนางกลับปิดสนิทลงจนไม่อาจรู้ได้ว่าบุรุษผู้นั้นเป็ความจริงหรือภาพมายา
.
.
.
สองวันมานี้จวนเ้ากรมการคลังฉินชิงโกลาหลวุ่นวายไปหมดเมื่อจู่ๆ ทายาทเพียงหนึ่งเดียวอย่างฉินจี้ก็ล้มป่วยลงด้วยอาการของโรคลับฉินชิงร้อนใจรีบประกาศตามหาหมอมารักษาบุตรชายไปทั่วทุกทิศเพียงแต่ไม่ว่าหมอจากแห่งหนใดกลับหาสาเหตุแห่งโรคลับของฉินจี้ไม่เจอ
“ใต้เท้า ข้าน้อยจนปัญญาแล้วจริงๆกระทั่งหมอหลวงก็ยังกล่าวเป็เสียงเดียวกัน อาการของคุณชายฉินคล้ายตะเกียงหมดน้ำมัน พลังหยางแห้งเหือดไปอย่างน่าประหลาดใจเกรงว่าชั่วชีวิตนี้คงยากฟื้นคืนแล้วจริงๆ”หมอชราที่ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญเื่โรคลับของบุรุษเอ่ยปากพลางเหงื่อไหลโทรมกาย
เขาเป็หมอรักษาโรคลับของบุรุษมากว่าสี่สิบปีแต่อาการเช่นที่ฉินจี้เป็อยู่นี้ เขากลับไม่เคยเห็นมาก่อน ช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก
พอได้ฟังคำพูดของหมอชราเ้ากรมการคลังฉินชิงเข่าอ่อนแทบทรุดลงไปกองกับพื้นเดิมทีสกุลฉินมีทายาทน้อยอยู่แล้ว ยิ่งในรุ่นของเขาที่มีฉินจี้เพียงคนเดียวและตัวฉินจี้เองก็ยังไม่มีทายาทเลยสักคนทั้งที่มีอนุอยู่เต็มจวน
“โฮ…ท่านพี่ เช่นนี้จะทำอย่างไรกันดีสกุลฉินมีจี้เอ๋อร์เป็ทายาทเพียงคนเดียว ท่านต้องหาทางรักษาเขาให้ได้นะ”ฉินฮูหยินร้องไห้คร่ำครวญปานขาดใจ นางเฝ้ารอคอยหลานชายตัวอ้วนๆ ขาวๆ มานานแต่จนบัดนี้ความฝันของนางกลับไม่อาจเป็จริงได้อีกแล้ว
“ท่านพ่อ ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอมนะท่านต้องไปหาหมอมารักษาข้าให้ได้สิข้าเพิ่งใช้ชีวิตเยี่ยงบุรุษได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นข้ายังอยากเสพสุขเยี่ยงชาวฉีอยู่นะ ท่านพ่อ…” ฉินจี้โอดครวญเสียงดังไม่เคยคิดเลยว่าจู่ๆ วันหนึ่ง ตนเองจะกลายเป็บุรุษที่ใช้การไม่ได้เช่นนี้
ฉินชิงฟังภรรยาและบุตรชายคร่ำครวญกันคนละทีสีหน้าที่เดิมทีซีดเผือดเพราะจะสิ้นทายาทพลันเปลี่ยนเป็เขียวคล้ำด้วยความเดือดดาลใจ
เพี๊ยะ!
เสียงฝ่ามือกระทบใบหน้าฉาดใหญ่ทำให้เสียงทั้งมวลเงียบสงบลงทันใด
ฉินชิงมองหน้าบุตรชายอย่างเ็า
“ทั้งหมดล้วนเป็เพราะเ้าข้าหาสตรีดีงามมาให้เ้าไม่เคยขาด ภรรยาเอก ภรรยารอง อนุภรรยาแล้วยังสาวใช้อุ่นเตียงอีกนับไม่ถ้วนแต่เ้ากลับไร้ความสามารถไม่อาจแตกหน่อได้แม้แต่หน่อเดียวเก็บเ้าไว้มีประโยชน์อะไร” ฉินชิงบริภาษจบก็สะบัดแขนเสื้อเดินออกไปทิ้งให้ภรรยากับบุตรชายมองตามอย่างตกตะลึง
ฉินชิงเดินพลางใคร่ครวญเขาได้แต่ต้องรับอนุด้วยตัวเองเท่านั้นจึงจะสามารถแตกหน่อสกุลฉินต่อไปได้ครั้งนี้เขาตัดสินใจเป็มั่นเหมาะบุตรสาวของจวินมู่ฉานต้องแต่งเข้ามาเป็อนุของเขาแล้ว
หมอชราที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดทอดถอนใจอดเวทนาเ้ากรมการคลังผู้เปี่ยมอำนาจบารมีไม่ได้
หากสิ้นไร้ทายาทให้ส่งต่อทรัพย์สินมีเงินทองมากมายแล้วจะมีประโยชน์อะไร
.
.
.
ก่อนเข้าประชุมที่ท้องพระโรงในเช้าวันนี้ซุ่นจงฮ่องเต้เรียกพบหวงฝู่เหิงเพื่อหารือเื่ราชโองการสมรสพระราชทานเป็ครั้งสุดท้ายแม้จวินมู่ฉานจะเป็ขุนนางลำดับสี่ ตำแหน่งผู้ช่วยรองเ้ากรมการคลังก็จริงแต่เมื่อเทียบกับฐานะพระอนุชาในองค์ฮ่องเต้ของหวงฝู่เหิงแล้วก็ออกจะดูไม่คู่ควรไปสักหน่อยซุ่นจงฮ่องเต้จึงลังเลอยู่นานไม่ประกาศราชโองการเสียที
“เราว่าฐานะของนางด้อยไปสักหน่อยเ้าแต่งบุตรสาวเ้ากรมการคลังเป็ชายาเอก แล้วแต่งนางเป็ชายารองไม่ดีกว่าหรือ?”ซุ่นจงฮ่องเต้รับสั่งถามหยั่งเชิง
“นางฐานะด้อย?หึ ฝ่าา ทรง้าเปิดศึกกับแคว้นเว่ยหรือพ่ะย่ะค่ะ?” หวงฝู่เหิงเอ่ยเป็นัยสายตาทอดมองแจกันตรงมุมห้องอย่างพินิจพิจารณา ราวกับว่าลวดลายบนนั้นน่าสนใจยิ่งนัก
ซุ่นจงฮ่องเต้งงงันไปชั่วขณะไม่เข้าใจความหมายที่อนุชา้าสื่อแม้แต่น้อย
“ฐานะของนางกับเปิดศึกแคว้นเว่ยเกี่ยวข้องอะไรกันอีกทั้งฐานะของนางด้อยเกินไปนี่เป็เื่จริง เ้าคงไม่ปฏิเสธกระมังเราว่าเอาตามนี้เถิด เ้าแต่งบุตรสาวเ้ากรมการคลังเป็ชายาเอก แต่งนางเป็ชายารองเราเห็นว่าเหมาะสมแล้ว”
ซุ่นจงฮ่องเต้ลุกขึ้นขยับปกเสื้อเล็กน้อยเตรียมหมุนกายออกไปว่าราชการ
“จวินเซี่ยวอวิ๋นหากไม่แต่งเป็ชายาเอกของกระหม่อม ฝ่าาก็ต้องรับนางเข้าตำหนักใน ทั้งยังต้องมอบตำแหน่งหนึ่งในสี่เฟยให้แก่นางหาไม่ก็คงเลี่ยงที่จะเปิดศึกกับแคว้นเว่ยไม่ได้และตอนนี้ตำแหน่งเฟยทั้งสี่ของฝ่าาก็ไม่มีว่างแม้แต่ตำแหน่งเดียวดูท่าคงต้องปลดผู้ใดลงสักตำแหน่งหนึ่งแล้ว”หวงฝู่เหิงกล่าวเสียงเรียบไม่ช้าไม่เร็วคล้ายไม่ใส่ใจ สายตายังคงจับนิ่งอยู่ที่แจกันเก่าแก่ใบนั้นเช่นเดิม
“คำพูดนี้ของเ้าหมายความว่าอย่างไร?นางกับแคว้นเว่ยมีความสัมพันธ์กันอย่างไร?ไยเ้าจึงเอาการศึกของสองแคว้นมาพันติดไว้กับนาง?”ซุ่นจงฮ่องเต้ชะงักไปชั่วครู่แล้วจึงถามรัวเร็วเริ่มกังขาในใจถึงท่าทีของอนุชาเพียงคนเดียว
“ผู้ที่จะเอานางมาเกี่ยวพันกับการศึกของทั้งสองแคว้น ย่อมมิใช่กระหม่อมหากแต่เป็ฮ่องเต้แคว้นเว่ย ด้วยฐานะของนางฮ่องเต้แคว้นเว่ยย่อมเปิดศึกกับเราแน่ถ้าหากนางไม่ได้รับความเป็ธรรมแม้เพียงน้อยนิดแคว้นอู๋ก็ทำได้เพียงรอรับศึกเท่านั้น” หวงฝู่เหิงเบนสายตาไปทางพระเชษฐาแล้วกล่าวช้าๆ
“จวินเซี่ยวอวิ๋นคือเปี่ยวเม่ยเพียงหนึ่งเดียวของฮ่องเต้แคว้นเว่ยมารดาของนางคือบุตรสาวคนเดียวของเฉิงชินอ๋องอีกทั้งนางยังมีฐานะเป็กงจู่ที่อดีตฮ่องเต้แคว้นเว่ยแต่งตั้งด้วยพระองค์เองเมื่อแปดปีก่อนแต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด ทางแคว้นเว่ยจึงเก็บเื่นี้เป็ความลับมาโดยตลอด”
ซุ่นจงฮ่องเต้ได้แต่ตะลึงงันหากเป็เช่นนี้ก็หมายความว่านางถึงกับเป็เชื้อพระวงศ์หญิงขั้นสูงของแคว้นเว่ยที่พวกเขาไม่อาจล่วงเกินได้โดยเด็ดขาด
เพียงแต่...ซุ่นจงฮ่องเต้ขมวดพระขนงอย่างไม่เข้าพระทัย
ด้วยฐานะมารดาของนางเหตุใดจวินมู่ฉานจึงรับใช้ราชสำนักแคว้นอู๋แทนที่จะเป็แคว้นเว่ยเล่า
“หากเป็เช่นที่เ้าว่าเหตุใดจวินมู่ฉานจึง…”
“จวินมู่ฉานไม่ทราบฐานะแท้จริงของฮูหยินตนเอง”หวงฝู่เหิงตัดบททันที
“เื่นี้กระหม่อมสืบความอย่างละเอียดแล้วฐานะของนางชัดเจนยิ่ง นางเป็ไข่มุกในอุ้งมือของราชวงศ์แคว้นเว่ยได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างแ่าเงาของกระหม่อมใช้เวลาถึงสามวันจึงสืบทราบเื่ราวนี้ได้โดยบังเอิญและกระหม่อมได้ตรวจสอบด้วยตนเองแล้ว เป็ความจริงทุกประการ”
เพียงเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเมื่อคืนนี้เขาถึงกับลอบเข้าเรือนของนาง และได้เห็นป้ายหยกสีนิลสลักอักษร‘องค์หญิงอันดับหนึ่ง’ ที่สอดอยู่ใต้หมอนของนางเข้าโดยบังเอิญ
ป้ายหยกนั้นทำเอาเขานิ่งอึ้งไปพักใหญ่หากไม่เพราะนางเผลอละเมอออกมาทำให้เขาได้สติ เขาคงถูกนางจับได้แล้ว
ซุ่นจงฮ่องเต้ใคร่ครวญอย่างละเอียดแล้วเห็นว่าตนไม่อาจรับนางเข้าตำหนักในได้โดยเด็ดขาดการคานอำนาจในตำหนักในยามนี้สมดุลอย่างที่สุดแล้ว ไม่อาจรับนางเข้ามาให้เสียสมดุล
ซุ่นจงฮ่องเต้ทอดพระเนตรอนุชาอย่างลึกซึ้งเข้าใจดีว่าความหมายของหวงฝู่เหิงคืออะไร
“เช่นนั้นก็ให้นางเป็ชายาเอกของเ้าแล้วกันตำหนักในของเรายามนี้ไม่อาจรับเพิ่มได้แล้วจริงๆอีกอย่างนางก็คือผู้ที่เ้าเลือกเองั้แ่แรกอยู่แล้วเ้าย่อมรู้ดีว่าควรปฏิบัติต่อนางเช่นไรกระมัง”
หวงฝู่เหิงั์ตาเปล่งประกายวาบก่อนสงบนิ่งอย่างรวดเร็วส่วนลึกในใจที่ตึงเครียดมานานผ่อนคลายลงในที่สุด
“กระหม่อมทราบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”