“หืม? หมายความว่ายังไงที่โดนไล่ลงมา”
หลังจากรู้เื่ราวของเดรกสาวที่ถูกขับไล่ลงมาจากดินแดนของัมันก็ทำให้ดอนรู้สึกแปลกๆ ถึงแม้ว่าพวกัจะดูหัวรุนแรงไปบ้าง แต่พวกมันไม่มีทางทอดทิ้งพวกเดียวกันเอง แม้ว่าจะผิดกฏร้ายแรงแต่ยังคงได้รับการให้อภัยเสมอ เว้นเสียแต่การล้มล้างพวกเดียวกันเอง ซึ่งไม่มีทางเป็ข้อนี้ได้ เพราะจากกลิ่นอายที่เข้ามาในจมูก เขาสามารถตอบได้เลยว่าเธอไม่เคยฆ่าใครมาก่อนเลย จนกระทั่งเมื่อครู่ที่เธอจะฆ่าเขานี่แหละ
“เพราะมันเป็กฏที่คนนอกไม่รู้ยังไงล่ะ ัที่อายุครบ200ปีแต่กลับมีพลังเวทย์ที่อ่อนแอ จะต้องถูกกลืนกิน”
เธอแสดงสีหน้าจริงจังออกมาแล้วพูดขึ้นด้วยความเคร่งเครียดพร้อมย้อนนึกถึงเื่ราวเมื่อยังวัยเยาว์ มันเป็เหมือนพิธีกรรมของพวกั พวกมันจะมารวมตัวกันในลานกว้างแล้วตรวจสอบพลังเวทย์ของเหล่าัที่อายุครบรอบ200ปี หากมีตัวไหนอ่อนแอกว่าที่ควรจะเป็ มันจะถูกรุมฉีกกระฉากเนื้อเพื่อเป็เครื่องสังเวยให้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าในรุ่นเดียวกัน
“ก็นั่นแหละทำไมถึงโดนไล่ลงมา ตามบทมันต้องโดนจับกินไม่ใช่รึไง”
ดอนทำหน้าเซ็งเพราะเธอตอบไม่ตรงคำถามของเขา
“อันที่จริงก็ไม่เชิงถูกไล่หรอก มันเหมือนการหลบหนีโดยพ่อกับแม่เปิดทางให้มากกว่า”
ก่อนพิธีกรรมนั่นจะถึงรอบของเธอ ตอนนั้นพ่อแม่ของเธอรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องถูกจับกินเพราะเธอนั้นอ่อนแอ พวกเขาจึงพาเธอหลบหนีออกจากบ้านเกิด
“แล้วมันจะไม่มีปัญหากับพ่อแม่เธอรึไง?”
เขาถามแทนคนที่สงสัย ในเมื่อขัดขวางพิธีมันก็ต้องมีบทลงโทษใช่มั้ยล่ะ
“อย่างที่พวกเบื้องล่างรู้กัน ถึงแม้จะทำผิดขนาดไหนก็จะถูกให้อภัยเสมอ พวกท่านไม่ได้ไปฆ่าัตัวอื่นด้วยเหตุผลส่วนตัว มันจึงไม่มีปัญหาตามมา”
“ถ้าอย่างนั้นมันก็ต้องมีพวกหลบหนีอีกเยอะเลยไม่ใช่รึไง ทำไมถึงมีแค่เธอเป็ข่าวลืออยู่ในตอนนี้”
ถ้าหากการช่วยลูกของตัวเองหลบหนีมันจะถูกให้อภัย แล้วทำไมถึงไม่มีข่าวลือเกี่ยวกับัตัวอื่นโผล่มาให้เห็นบ้างเลยล่ะ
“นายรู้จักสัตว์-”
“ไม่รู้”
ด้วยความไร้มารายาทที่พ่อแม่สอนเท่าไหร่ก็ไม่เอา มันไม่รอให้เขาพูดจบประโยคก่อน ไม่หนำซ้ำมันยังทำให้แบบ‘ไม่รู้อะ บอกมาเลยดิ’ออกมาด้วยอีกต่างหาก
“ภายใต้น้ำทะเลที่อยู่ใต้เกาะของเรา มันมีอสูรกายที่สามารถกลืนัตัวโตวัยเข้าไปได้ทั้งตัว”
“แล้วทำไมไม่บินเอาอะ ปีกก็มีกันไม่ใช้หรอ?”
ก็จริงของมัน ปีกก็มีทำไมไม่บินเหนือน้ำในความสูงที่ปลอดภัยเอาล่ะ
“มันมีเวทมนตร์บางอย่างที่ทำให้พวกอ่อนแอแบบข้าบินไม่ได้ แล้วข้าก็รู้ว่าเ้าจะพูดว่าอะไร พ่อแม่น่ะมีสิทธิ์มาส่งลูกๆได้แค่ประตูทางออกเพียงนั้น ไม่มีสิทธิ์พาไปให้พ้นตลอดรอดฝั่ง ถ้าทำแบบนั้นก็จะไม่มีผู้รอดชีวิตอยู่เลย”
ทันทีที่เห็นดอนมันกำลังจะอ้าปาก เธอจึงขัดมันทันทีเพราะรู้ว่ามันจะพ่นคำพูดอะไรออกมาจากปากของมัน พร้อมกับภาพย้อนที่หลั่งไหลเข้ามาภายในหัว พ่อแม่ัหลายคู่ต่างมาส่งลูกชายลูกสาวของพวกเขาก่อนถึงวันจัดพิธีในรุ่นของเธอ โดยมีสายตาของผู้เฝ้ามองคอยจับจ้องไม่วางตา
ัหนุ่มตนหนึ่งกางปีกทั้งสองออกแล้วบินออกไป ทันทีที่พ้นจากเกาะปีกทั้งสองข้างก็หยุดกระพืออย่างไม่ทราบสาเหตุ และร่วงหล่นลงสู่ผืนทะเลที่รออยู่ แต่การถูกห้ามบินไม่ได้เป็ปัญหาของเดรกอย่างเธอ เธอจำตัดสินใจกระโจนลงไปด้วยใจที่เด็ดเดี่ยวก่อนพวกที่เหลือจะตามลงมา
ทันใดนั้นเธอก็ตระหนักได้ถึงปัญหาที่แท้จริง มันคือซีเซอร์เพนขนาดมหึมาที่อาศัยอยู่ใต้ดินแดนของั แม้ว่าจะเป็สายพันธ์ุย่อยของัแต่ไร้ซึ่งสติปัญญา หากมีแค่หนึ่งก็คงมีัมากมายได้อาศัยอยู่ในแผ่นดินใหญ่ แต่ยังมีพวกมันขนาดมาตรฐานอีกไม่ใช่น้อย
ถึงพละกำลังมันจะไม่ได้มากมายเมื่อเทียบกับัที่มีสติปัญญา แต่แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับพวกัอ่อนแอที่แม้กระทั่งบินก็ทำไม่ได้ พวกมันเริ่มเข้าจู่โจมทันทีเมื่อสิ่งมีสิ่งมีชีวิตตกลงสู่ผืนน้ำทะเล
มันเป็โชคดีของเธอที่สามารถเอาชีวิตรอดมาได้ แต่มันไม่ใช่กับคนอื่นๆที่กำลังดูรุมกัดแทะอย่างน่าเวทนา พ่อแม่หลายคู่กลับเข้าไปภายในเกาะั้แ่ก่อนหน้าแล้วเพราะไม่อยากเห็นวินาทีสุดท้ายของลูกตนเอง และได้แต่หวังให้ลูกของพวกเขามีชีวิตรอดต่อไป
“จะไม่ถามแล้วกันว่ารอดมาได้ไง แต่สิ่งที่ฉันอยากรู้ที่สุดตอนนี้ มีอยู่ตัวเดียวแล้วมีลูกได้ไง”
แม้คำถามง่ายๆ แต่มันกลับทำให้เธอหน้าแดงเพราะไปคิดถึงเื่ไม่เป็เื่ แม้ว่าจะมีเกล็ดสีแดงปกคลุมอยู่แต่ยังสังเกตเห็นได้อยู่ดีว่าหน้าแดง
“อะ เอ่อ… ปกติแล้วัเพศเมียอย่างเราจะมีไข่ที่ไม่ได้เกิดจากการผสมพันธุ์หนึ่งใบในชั่วชีวิตของเรา ละ แล้วมันก็้าพลังเวทย์เป็อย่างมากในการฝักไข่ ปะ เป็เหตุผลที่พวกอ่อนแอแบบเขาต้องถูกกำจัด พะ เพราะถ้าพ่อแม่อ่อนแอลูกที่ออกมาก็จะอ่อนแอ”
ด้วยความเขินอายทำให้เดรกสาวพูดติดอ่างเล็กน้อย เอ่อ… ไอ้การบิดตัวเขินอายนั่นมันอะไรกัน…
“แล้วถ้าได้รับพลังเวทย์ที่ไม่ได้มาจากัจะเกิดอะไรขึ้น?”
ดอนที่รู้สึกว่ามันต้องมีอะไรสักอย่างที่เขายังไม่รู้และเธอไม่บอก เขาจึงเลือกที่จะถามด้วยตนเอง
“กะ ก็ แบบว่า”
“พูดสิ่วะ!”
เมื่อเห็นท่าทางอ้ำๆอึ้งๆไม่ยอมตอบคำถามสักทีเอาแต่บิดตัวไปมา ทำให้หลอดความอดทนของเขามันแตกออกแล้วตวาดเสียงดังออกมาจนเดรกสาวถึงกับสะดุ้งเฮือก โชคยังดีที่เ้าเดรกน้อยยังคงหลับสนิทอยู่ในอ้อมอกของดอน
“ก็เ้าต้องเป็พ่อของลูกข้าด้วยไง!”
เธอตอบกลับมาเสียงดังแม้จะหลับตาปี้ด้วยความเอียงอาย แต่ก็ไม่สามารถหลีกหนีความจริงที่ว่าดอนเป็พ่อของลูกของเธอไม่ได้
ตุ่บ!
“ฮันนี่… ว้าย~ ลูกของเราน่ารักจัง♥”
แซนนี่ที่มาเป็คนแรก เมื่อเธอเห็นดอน เดรกสาว ลูกเดรก มันก็ทำให้แขนของดอนที่เธอถือมาด้วยหลุดมือ เหมือนเป็ภาพะเืใจที่แฟนตัวเองไปมีชู้แถมมีลูกด้วยใช่มั้ยล่ะ แต่เปล่าเลย เพราะพลังเวทย์มากกว่าครึ่งในตัวเด็กคนนั้นมันเป็ของดอน ซึ่งตัวเธอก็มีพลังเวทย์ของเขาไหลเวียนอยู่ก็ทำให้เด็กคนนั้นไม่ต่างอะไรจากลูกของเธอด้วยเช่นกัน
เธอพุ่งเข้ามาชิงลูกเดรกจากอ้อมแขนของดอนไปไว้ในอ้อมแขนของเธอ เมื่อหัวของเดรกน้อยได้ัักับสิ่งที่อ่อนนุ่มนิ่มก็ทำให้มันขยับย้ายส่ายหัวไปมาทำให้นอนหนุนได้อย่างสบาย
“เด็กผู้ชายหรือเด็กผู้หญิงหรอคะ?”
แซนนี่หันไปหาเดรกสาวด้วยรอยยิ้มของคุณแม่! เพราะเธอััถึงความเป็ศัตรูจากเดรกสาวไม่ได้แล้ว ทำให้แซนนี่เข้าหาเธออย่างเป็มิตร
“เด็กผู้หญิงน่ะ…”
“อาเจ๊! เจ๊จะทิ้งแขนของลูกพี่เอาไว้แบบนี้ไม่ได้นะ! ดูดิ่สุกกำลังดีเลย!”
ลูซที่เห็นแขนของดอนที่ไหม้เกรียมตกอยู่บนพื้นก็ะโหาแซนนี่พร้อมยกแขนของดอนส่ายไปมาอยู่เหนือหัว
“หยุดก่อนเลยไอ้บ้า! คุณหนูหลับอยู่!”
“ไหนๆ!”
ทูซรีบวิ่งเข้ามาเอามือกำกระบอกปากของลูซเอาไว้เพื่อเขาส่งเสียงดังรบกวนเดรกน้อยที่หลับอยู่ แต่ตัวเองก็เสียงดังไม่แพ้กันนั้นแหละ ซึ่งลูซที่ได้ยินดังนั้นก็รีบกวาดสายตาเพื่อหา‘คุณหนู’ตามที่ทูซว่า สร้างความประหลาดใจให้คนที่ตามมาไม่น้อย เพราะพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าได้มีสิ่งมีชีวิ
ตตัวน้อยได้ถือกำเนิดออกมา มีเพียงฝาแฝดที่มาถึงก่อนหน้าเพียงครู่เดียวเท่านั้นที่สามารถรับรู้ได้