วรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!!

    บทที่ 49 พานพบศาสตราวุธลึกลับทั้งสาม

            ณ ก้นเหวลึกอันดำมืด และเงียบสงัดได้ปรากฏร่างของห่าวหรานซึ่งกำลังนอนหมดสติอยู่ เนื้อตัวของเขามอมแมม และเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำ ที่มุมปากมีเลือดไหลออกมา ซึ่งก็ไม่น่าแปลกเพราะก่อนที่เขาจะร่วงลงมานอนแผ่หลาอยู่แบบนี้ ห่าวหรานถูกเจ้าหมูป่าเขี้ยวอัสนีพุ่งกระแทกอย่างรุนแรง นับเป็นโชคดียิ่งที่ตัวของห่าวหรานนั้นมีจิตปราณอยู่ในร่างมากพอสมควรเขาจึงมีชีวิตรอดอยู่ หากเป็นคนผู้อื่นอวัยวะภายในคงแหลกเละไปตั้งแต่ตอนโดนพุ่งชนแล้ว ทว่า....ถึงห่าวหรานจะไม่ตายแต่เขาก็บาดเจ็บภายในอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว


            

            ห่าวหรานสลบไปนานหลายชั่วยามก่อนจะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง “นะ นี่ข้าสลบไปนานแค่ไหนกัน” ห่าวหรานค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับอาการเจ็บหน้าอกที่ยังไม่จางหายไป


            

            “ไม่คิดเลยว่าเจ้าหมูป่าเขี้ยวอัสนีจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ มิน่าเล่า...ถึงอยากกินเนื้อมันเพื่อเพิ่มพูนจิตปราณ สำหรับทะลวงจุดชีพจรเพื่อเข้าขั้นฝึกฝนขั้นต่อไป” ห่าวหรานเอ่ยพึมพำเบา ๆ ก่อนที่มันจะเงยหน้าขึ้น และกวาดตามองไปรอบ ๆ กาย


            

            “สถานที่แห่งนี้คงจะเป็นเหวลึกภายในถ้ำสินะ หากดูจากความสูง ข้าน่าจะพอใช้วิชาตัวเบาปีนกลับขึ้นไปไหวอยู่ ทว่า...ติดปัญหาอยู่สองอย่าง อย่างแรกคือ ข้ายังบาดเจ็บภายในอยู่ คงต้องโคจรจิตปราณรักษาตนเองอย่างน้อย ๆ ก็อีกสักหนึ่งชั่วยาม และสอง หากกลับขึ้นไปได้ ข้าคงไม่พ้นต้องเผชิญหน้ากับเจ้าหมูป่าอีกเป็นแน่ ยามนี้ข้าทราบแล้วว่าตนนั้นหยิ่งทะนง และโง่เขลาเบาปัญญาเป็นอย่างยิ่ง ที่คิดว่าตัวเองมีฝีมือพอจะจัดการมันได้ ช่างน่าอดสูจริง ๆ” ห่าวหรานแค่นยิ้มสมเพชให้ตัวเองก่อนจะสั่นหน้าเบา ๆ จากนั้นมันจึงทำการหลับตาก่อนเริ่มโคจรจิตปราณเพื่อฟื้นฟูอาการบาดเจ็บภายในของตนเอง


            

            ยามนี้ห่าวหรานไม่สนแล้วว่าจะเอาเนื้อหมูป่ากลับไปได้หรือไม่ ไม่สนแล้วว่าหากกลับไปได้จริง ๆ จะโดนหัวร่อเหยียดยามอย่างไรบ้าง เวลานี้ขอแค่ให้มันรอดกลับออกจากสถานที่แห่งนี้ไปได้นั้นคือ สิ่งที่ห่าวหรานคำนึงถึงเป็นอย่างแรก


            

            เวลาในก้นเหวมิรู้ผ่านไปเนิ่นนานสักเพียงใด หากนับรวมเวลาที่ห่าวหรานสลบ และเวลาในการโคจรจิตปราณก็อาจจะราว ๆ สามสี่ชั่วยาม หรืออาจะมากกว่านั้น ยามนี้ภายนอกอาจจะเป็นเช้าของอีกวันแล้วก็เป็นได้ มิรู้คณะเดินทางจะออกตามหามันหรือไม่ ถึงแม้น...จะอ้างว่าถ้าไม่กินเนื้อหมูป่าเขี้ยวอัสนีมันจะพวกพ้องจะไม่ยอมไปไหน แต่ห่าวหรานคิดว่าถึงเวลาจริง ๆ มันก็คงต้องไปอยู่ดี เพราะถ้าไม่ไป แล้วทำให้การเดินทางล่าช้า สุดท้ายเมื่อกลับไปยังสำนักวู่เทียนหลางนั่นแหละจะเป็นผู้เอาผิดกับมัน


            

            “บางทีพี่ฟาง ฮุ่ยเฟิน และคุณหนูหนิงอวี้อาจจะอยากออกมาตามหาข้าก็เป็นได้ แต่สุดท้ายคงโดนคนผู้นั้นห้ามไว้อยู่ดี เพราะเหตุใดกันนะเขาถึงจงเกลียดจงชังข้าถึงเพียงนี้ ข้าไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกับเขาสักหน่อย” ห่าวหรานเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาในขณะที่โคจรจิตปราณเสร็จพอดี “แต่เรื่องนั้นเอาไว้คิดทีหลังก็แล้วกัน ยามข้าต้องหาทางออกจากที่แห่งนี้เสียก่อน” ห่าวหรานเอ่ยพร้อมลุกขึ้นยืน ก่อนที่มันจะก้าวเท้าเดินไปตามทางในก้นเหวอันมืดมิด


            

            ในช่วงแรก ๆ ห่าวหราน คล้ายคนตาบอดต้องค่อยใช้มือคลำกำแพงถ้ำอันเปียกชื้นไปเรื่อย ๆ ทว่า...ไม่นานนักเส้นทางที่กำลังเดินก็มีแสงส่องสว่างปรากฏขึ้น ห่าวหรานรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแต่ก็เดินต่อ และแล้วเส้นทางก็นำพาเขามายังโถงถ้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง


            

            ห่าวหรานถึงกับเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง เพราะสถานที่แห่งนี้ดูไม่เหมือนเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติเลยแม้แต่น้อย เมื่อมองออกไปตรง ๆ ห่าวหรานได้พบกับแท่นศิลาขนาดใหญ่สามแท่น ซึ่งมีอาวุธศิลาสามชนิดปักอยู่บนนั้น และด้านหลังพวกมันก็ยังพบกับรูปปั้นนักรบหินขนาดใหญ่อีกสามตัวยืนจ้องเขม็งมาที่เขา


            

            ยามนี้ห่าวหรานเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน ผู้ใดกันที่มาสร้างสถานที่แห่งนี้ แล้วอาวุธกับรูปปั้นนักรบหินทั้งสามตัวหมายความว่าอย่างไร ห่าวหรานขมวดมุ่นคิ้วก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาพวกมันอย่างไม่กริ่งเกรง และพอเข้ามาใกล้เขาก็ได้พบกับข้อความบางอย่างที่ถูกสลักไว้อยู่บนแท่นศิลาทั้งสามแท่น


            

            “หอกเทพฟ้าคำราม”

            

            ผู้ใดถือหอกเล่มนี้จะสามารถใช้พลังของสายฟ้าอันรุนแรงได้ สายฟ้าที่สะเทือนปฐพี ทลายขุนเขาเป็นผุยผงในพริบตา

            

            ทว่า...เมื่อดึงขึ้นอาวุธอีกสองชิ้นจะหายไป และผู้ถือหอกจำต้องผ่านการทดสอบจากผู้พิทักษ์เสียก่อน หากชนะสิ่งที่ได้รับคืออาวุธอันทรงอานุภาพ หากแพ้สิ่งที่ต้องจ่ายก็คือ....ชีวิต

            


            ห่าวหรานถึงกับเบิกตากว้างเมื่ออ่านจบ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าจะได้มาพบกับอาวุธวิเศษเช่นนี้ ทว่า...ก็เป็นความดีใจประเดี๋ยวประด๋าว เพราะเมื่อใช้เนตรเทวะตรวจสอบที่หอก เขากลับพบว่ามันเป็นอาวุธชั้นปฐพีระดับต้นเท่านั้น


            

            “น่าประหลาดยิ่งนักในข้อความบอกว่ามันเป็นอาวุธวิเศษแต่เนตรเทวะกลับบอกว่ามันเป็นแค่อาวุธธรรมดา แล้วแบบนี้ข้าควรเชื่อสิ่งใดดี” ห่าวหรานได้แต่ขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะหันไปอ่านจารึกอีกสองอันที่เหลือ


            

            “กระบี่ศิลาฟ้าดิน”

            

            กระบี่เล่มใหญ่ทำจากศิลาฟ้าดินบริสุทธิ์ หนัก หนึ่งหมื่นเก้าพันเก้าร้อยเก้าสิบเก้าชั่ง ผู้ที่จะยกขึ้นได้ต้องเป็นผู้ที่ฟ้าดินเลือกแล้วเท่านั้น ต่อให้เป็นเทพเซียน มารอสูรผู้มีจิตปราณสูงส่งกว่าน้ำหนักของกระบี่ก็มิอาจยกขึ้น

            

            ทว่า...เมื่อดึงขึ้นอาวุธอีกสองชิ้นจะหายไป และผู้ถือกระบี่จำต้องผ่านการทดสอบจากผู้พิทักษ์เสียก่อน หากชนะสิ่งที่ได้รับคืออาวุธอันทรงอานุภาพ หากแพ้สิ่งที่ต้องจ่ายก็คือ....ชีวิต

            

            อาวุธชิ้นที่สองดูจะยกยากกว่าชิ้นแรกมากมายนัก แถมมิได้บ่งบอกถึงความสามารถอันใดด้วย มีแค่เพียงความหนักเพียงอย่างเดียว


            

            “ทวนวารีจมสวรรค์”

            

            ผู้ใดถือทวนเล่มนี้จะสามารถใช้พลังของสายน้ำอันเชี่ยวกรากได้ สายน้ำที่จมปฐพี กลืนกินขุนเขาให้หายไปในพริบตา

            

            ทว่า...เมื่อดึงขึ้นอาวุธอีกสองชิ้นจะหายไป และผู้ถือทวนจำต้องผ่านการทดสอบจากผู้พิทักษ์เสียก่อน หากชนะสิ่งที่ได้รับคืออาวุธอันทรงอานุภาพ หากแพ้สิ่งที่ต้องจ่ายก็คือ....ชีวิต


            

            อาวุธชิ้นที่สามอธิบายความไว้คล้ายชิ้นแรก แต่พอห่าวหรานตรวจสอบก็พบว่ามันเป็นอาวุธระดับต้นเช่นกัน...

            

            “หอกกับทวนกระนั้นหรือ...? น่าสนใจยิ่งนัก หากข้าได้มันมาครอบครองจะต้องแข็งแกร่งขึ้น จนจัดการเจ้าหมูป่าได้เป็นแน่”


            

            ห่าวหรานเผยรอยยิ้มแห่งความตื่นเต้นออกมาอย่างไม่รู้ตัว ก่อนที่มันจะส่งสายตามุ่งมั่น และสาวเท้าก้าวเดินไปยังแท่นศิลาแท่นหนึ่งที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นก็เอ่ยว่า “เช่นนั้นข้าเลือกอาวุธชิ้นนี้ก็แล้วกัน” จากนั้นมันก็พลันยื่นสองมือไปจับที่ด้ามอาวุธ และออกแรงดึงสุดกำลัง ทว่า...ในตอนแรกนั้นไม่ง่ายเลย แม้นห่าวหรานจะทุ่มกำลังกายผสานกับจิตปราณทุกจิตในร่างที่มี


            

            ห่าวหรานส่งเสียงคำรามลั่น ใบหน้าแดงก่ำ สองมือกำด้ามอาวุธจนเจ็บไปหมด และในยามนั้นเอง...อาวุธชิ้นนั้นที่ปักอยู่ในแท่นศิลาก็เริ่มขยับ ก่อนที่มันจะหลุดออกมาได้อย่างไม่น่าเชื่อ ห่าวหรานเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าตนเองจะสามารถดึง กระบี่ศิลาฟ้าดินที่หนักเกือบสองหมื่นชั่งออกมาได้...

            

            ใช่แล้วห่าวหรานเลือกดึงกระบี่ศิลาฟ้าดินออกมา เพราะด้วยมีเหตุผลบางอย่าง...


            

            จบบท

    คล้ายกับเรื่องวรยุทธอสูรทะยานฟ้าผ่าปฐพี!! ที่คุณอ่าน