ทะลุมิติไปเป็นสะใภ้ผู้มั่งคั่งด้วยโกดังสินค้าในยุค 70 (จบ)

    เล่มที่ 1 ตอนที่ 28 หมูป่าก็ตามมาด้วย

            เซี่ยโม่เอาหญ้าแห้วหมูไปส่งที่โรงเลี้ยงหมูเมื่อได้แต้มการทำงานกลับมาสามแต้มเธอถึงค่อยพาน้องชายกลับบ้านไปอย่างอารมณ์ดี

            กลับถึงบ้านคุณยายกำลังทำกับข้าวอยู่ พอเห็นสองพี่น้องเดินจูงมือกันกลับมาจึงเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “เฉินเฟิงก็ขึ้นเขาไปด้วยเหรอ เหนื่อยไหม?”

            เซี่ยเฉินเฟิงเอามือตบที่หน้าอกอย่างภาคภูมิใจ“คุณยาย ผมเป็นผู้ชาย ผมต้องปกป้องพี่สาว”

            ประโยคนี้ไม่เพียงคุณยายที่ได้ยินคุณตาที่เพิ่งจะล้างหน้าเสร็จก็ได้ยินเช่นกัน

            ท่านทั้งสองยิ้มพลางมองเด็กชายอย่างชื่นชมหลานชายพวกเขาช่างรู้ความจริงๆ

            ต้องเป็นเพราะได้ยินที่ผู้ใหญ่คุยกันแน่ถึงได้ทำแบบนี้

            อู๋กวงเต๋อถามพร้อมรอยยิ้ม“โม่โม่ เช้านี้เฉินเฟิงเป็นคนขอขึ้นเขาไปเองงั้นเหรอ”

            เซี่ยโม่พยักหน้า“คุณตา คุณยาย เฉินเฟิงรู้ความที่สุด ตอนลงจากเขาความที่อยากจะช่วยหนูที่สะพายตะกร้าหนัก…”

            เซี่ยเฉินเฟิงเอาสองมือกุมใบหน้าที่แดงก่ำรีบเอ่ยอย่างลนลานว่า “พี่ ห้ามพูดนะ!”

            สองสามีภรรยาทำหน้าสงสัย“โม่โม่ พูดต่อสิ เฉินเฟิงเป็นอะไร”

            เซี่ยโม่ลอบยิ้มในใจน้องชายเธอยังเล็ก แต่กลับอายเป็นเสียแล้ว

            เธอเอ่ยต่อว่า“น้องไม่อยากให้หนูพูด หนูก็คงพูดไม่ได้ พวกเราไปกินข้าวกันดีกว่าค่ะ”

            สองสามีภรรยาหันไปมองหลานชายที่ยังคงมีสีหน้าเขินอายก่อนจะเก็บความสงสัยกลับลงท้อง

            เซี่ยเฉินเฟิงช่วยจัดโต๊ะพอคุณยายเห็นหลานชายเดินไปหยิบจาน ชาม และตะเกียบจึงหันไปกระซิบถามหลานสาวเสียงเบาว่า “โม่โม่ ตอนขึ้นเขาเกิดอะไรขึ้นเล่าให้ยายฟังสิ”

            เซี่ยโม่ตอบด้วยเสียงไม่ดังนัก“น้องอยากช่วยหนู แต่ว่าลื่นล้มค่ะ”

            เป็นเวลาเดียวกันกับที่เซี่ยเฉินเฟิงเดินกลับมาพอดีเมื่อได้ยินว่าพี่สาวเล่าเรื่องตัวเองลื่นล้มให้คุณยายฟัง ใบหน้าพลันขึ้นสีแดงก่ำรู้สึกอับอายจนอยากจะหายตัวไปเดี๋ยวนั้น

            ดวงตาเด็กชายแดงเรื่อมองพี่สาวด้วยความน้อยใจ “พี่ ผมไม่ให้พี่เล่าไม่ใช่เหรอ ทำไมพี่ยังเล่าอีก”

            “เฉินเฟิงยายเป็นห่วงหลาน ไม่ได้อยากจะหัวเราะเยาะซะหน่อยหลานของยายเป็นเด็กที่กล้าหาญที่สุด” ใบหน้าคุณยายระบายรอยยิ้มเอ็นดู

            เซี่ยโม่เสริมต่อทันทีว่า“เฉินเฟิง ตอนพี่เห็นเราล้ม พี่ปวดใจที่สุดแต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกภูมิใจในตัวเรา พี่เชื่อว่าถ้าเราโตเมื่อไรเราต้องปกป้องพี่ได้แน่”

            “จริงเหรอครับ”เด็กชายมองพี่สาวและคุณยายอย่างไม่มั่นใจ

            “แน่นอนอยู่แล้วพี่มีน้องชายที่รู้ความแบบนี้ พี่รู้สึกภูมิใจมาก เพียงแต่ที่เราทำตอนลงเขามันอันตรายต่อไปห้ามทำอีกนะ”

            เซี่ยเฉินเฟิงตัวน้อยพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจังเด็ดเดี่ยวท่ามกลางการให้กำลังใจจากทุกคน ในที่สุดใบหน้าของเด็กชายก็มีรอยยิ้ม

            อาหารเช้าวันนี้คือโจ๊กกับเมี่ยนปิ่งใส่ไข่คงเป็นเพราะตอนเช้าเดินขึ้นเขาไปกับพี่สาว เด็กชายเลยกินเมี่ยนปิ่งไข่เข้าไปถึงสองแผ่นและโจ๊กอีกชามใหญ่

            อู๋กวงเต๋อเสนอออกมาเมื่อเห็นหลานชายรับประทานอย่างเอร็ดอร่อย“โม่โม่ ต่อไปทุกเช้าหลานพาน้องขึ้นเขาไปด้วยสิ จะได้ให้น้องออกกำลังกายต่อไปจะได้ไม่ยอมไม่กินมื้อเช้าอีก”

            “ได้ค่ะแต่ว่าอีกเดี๋ยวหนูจะขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพร หนูคงพาน้องไปด้วยไม่ได้”

            เซี่ยเฉินเฟิงที่เดิมทียิ้มแย้มอย่างดีอกดีใจตอนนี้ใบหน้ากลับเปลี่ยนเป็นหมองเศร้า พูดอย่างน้อยใจว่า “ทำไมล่ะครับพี่”

            “เฉินเฟิงวันนี้คุณปู่จ้าวจะมาที่บ้าน ถ้าไม่มีใครอยู่ คุณปู่จ้าวจะเศร้าเอาได้ไว้พรุ่งนี้พี่ค่อยพาเราไปด้วยดีไหม” เซี่ยโม่อธิบาย

            ที่แท้ก็แบบนี้เอง

            ใบหน้าเด็กชายตัวน้อยกลับมามีรอยยิ้มดังเดิมก่อนจะชูนิ้วก้อยขึ้น “งั้นเกี่ยวก้อยสัญญา พรุ่งนี้พี่ต้องพาผมไปด้วยนะ”

            “ได้!”

            “เกี่ยวก้อยสัญญาร้อยปีไม่เปลี่ยนแปลง!” สองพี่น้องเกี่ยวก้อยสัญญากัน

            หลังจากรับประทานข้าวเช้าเสร็จคุณตาคุณยายต่างแยกย้ายออกจากบ้านไปทำงาน

            เซี่ยโม่สะพายตะกร้าเตรียมจะออกจากบ้านขึ้นไปบนเขาแม้เธอรู้ว่าคุณปู่จ้าวจะมาวันนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะมาเวลาไหนจึงตัดสินใจขึ้นเขาไปเดินดูอะไรสักหน่อย เผื่อจะได้ของติดไม้ติดมือกลับมาที่บ้านเลยเหลือแค่เซี่ยเฉินเฟิงคนเดียว

            ไม่รู้ทำไมเหมือนกันหมู่นี้ถึงเจอพวกสมุนไพรน้อยลง ผักป่าผลไม้ป่าก็ไม่ค่อยเห็นเธอเลยเดินขึ้นเขาไปลึกกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว

            พอเห็นว่าแถวนี้มีสมุนไพรเต็มไปหมดจึงก้มลงเก็บพวกมันใส่ตะกร้า

            เวลานี้เองถึงค่อยพบว่ารอบด้านเงียบสนิทผิดวิสัยไม่มีแม้แต่เสียงนกร้อง เสียงผึ้งบินก็ไม่รู้ว่าหายไปไหนแล้ว

            เซี่ยโม่เงยหน้าแล้วมองไปรอบบริเวณเธอเดินขึ้นเขามาจนใกล้จะถึงป่าลึกอยู่แล้ว

            เธอวางแผนในใจหากเก็บสมุนไพรตรงหน้าเสร็จเมื่อไรจะรีบออกจากตรงนี้ทันที

            หลังจากเก็บสมุนไพรจนเกือบเต็มตะกร้าก็เตรียมจะเดินกลับทันใดนั้นเองคล้ายได้ยินเสียงอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้เธอเรื่อยๆ

            ฟังดูคุ้นเหลือเกินนี่คือเสียงหมูไม่ใช่หรือ?

            สถานที่แบบนี้ไม่มีทางใช่หมูที่เลี้ยงตามบ้านแน่นอนจะมีก็แต่หมูป่า

            เธอขึ้นเขาบ่อยครั้งเคยได้ยินชาวบ้านพูดกันว่า ในป่าไม่เพียงมีเสือหรือหมี หากยังมีหมูป่าด้วย

            คนล้วนพูดกันอีกว่าอันดับหนึ่งหมู อันดับสองหมี อันดับสามเสือหมายความว่าในป่าสัตว์ที่อันตรายที่สุดก็คือหมูป่า!

            นึกไม่ถึงเลยว่าวันนี้เธอจะโชคร้ายเจอหมูป่าเข้า เธอจะทำอย่างไรดี?

            เซี่ยโม่เอาตะกร้าใส่ในโกดังสินค้าขณะกำลังจะค่อยๆ ย่องออกจากตรงนี้ ทันใดนั้นเธอรู้สึกได้ถึงลมกรรโชกทางด้านหลังพาให้ขนลุกขึ้นมาในฉับพลัน

            ท่ามกลางความเป็นความตายเธอไม่มีเวลาหันไปมองว่าสิ่งที่อยู่ข้างหลังคืออะไรรีบนึกภาพตัวเองเข้าไปอยู่ในโกดังสินค้าพริบตาต่อมาเธอก็มาอยู่ในโกดังสินค้าเรียบร้อยแล้ว

            เซี่ยโม่มองเท้าที่เหยียบอยู่บนพื้นปูนของโกดังสินค้าก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอก

            ทว่าเวลาต่อมากลับได้ยินเสียงหายใจฟืดฟาดดังขึ้นด้านหลัง

            เมื่อหันกลับไปมองใบหน้าเธอเปลี่ยนเป็นตื่นตะลึง ตรงหน้าคือหมูป่าหนักประมาณสองร้อยกว่ากิโลกรัมว่าแต่มันตามเข้ามาในโกดังสินค้าได้อย่างไร?

            เธอตกใจจนทำอะไรไม่ถูก

            ที่ทำให้งุนงงยิ่งกว่านั้นคือหมูป่าที่ตามเธอเข้ามาในโกดังสินค้า มันยืนนิ่งอยู่กับที่ สายตาสำรวจสอดส่ายไปทั่ว

            เธอสงบสติอารมณ์หยิบกระบองไฟฟ้าจากด้านข้างขึ้นมา แล้วเดินตรงไปที่หมูป่า

            พอหมูป่าได้ยินเสียงไฟฟ้าสถิตของกระบองไฟฟ้าก็พยายามมองหาที่หลบ

            ช่วงเวลาสำคัญนี้เองเธอนึกอะไรขึ้นมาได้โกดังสินค้าแห่งนี้เป็นของเธอ ดังนั้นจึงเปรียบเสมือนบ้านของเธอ

            ด้วยความคิดเช่นนี้เธอจึงมีความกล้าพอที่จะพูดสั่งเจ้าหมูป่าตรงหน้ากระนั้นน้ำเสียงที่เปล่งออกมาก็ยังสั่นเครือ ฟังดูกล้าๆ กลัวๆ “ห้ามขยับ!”

            หมูป่าที่ตอนแรกพยายามหาที่หลบตอนนี้กลับนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน

            เซี่ยโม่ยิ้มอย่างถือดีเหมือนที่ในนิยายบรรยายไว้จริงๆ อยู่ในนี้เธอเป็นเจ้านายของทุกสิ่งทุกอย่าง

            ไม่ว่าสิ่งมีชีวิตใดหากเข้ามาอยู่ในโกดังสินค้าก็จะกลายเป็นแค่มดแมลงที่ไร้ความสามารถ

            เธอจะใช้ประโยชน์จากตรงนี้นี่แหละ

            จังหวะเดียวกันนั้นเธอยื่นกระบองไฟฟ้าไปแตะตัวมัน หมูป่าตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัว

            เธอชักมือกลับก่อนจะยื่นกระบองไฟฟ้าไปแตะตัวมันอีกครั้ง ดวงตาอีกข้างของหมูป่าเบิกโตส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด

            กระบองไฟฟ้าฟาดลงที่หัวมันมันสลบไปเพราะกระแสไฟฟ้าและแรงกระแทก

            โบราณกล่าวไว้ว่าฉวยโอกาสตอนอ่อนแอเอาชีวิตคุณ

            พอเห็นว่ามันสลบไปแล้วเธอหามีดปลายแหลม ก่อนจะปักลงไปตรงหัวใจของมันจนสุดแรง

            มีดปักทะลุหนังหนาๆไปถึงหัวใจของหมูป่า เลือดไหลนองออกมาเปื้อนตัวเธอไปหมด

            เสื้อผ้าเก่าๆที่เธอสวมใส่อยู่ตอนนี้เปื้อนรอยเลือดเป็นวงกว้าง

            เซี่ยโม่อยากจะร้องไห้ทำไมเธอถึงได้โชคร้ายแบบนี้นะ แต่พอได้สติกลับมา เธอก็ถึงนึกอะไรออกรีบไปหากะละมังมารองเลือดหมูทันที

            จัดการโรยเกลือลงไปก่อนจะใช้มือขยำ

            ต่อมาไม่นานเลือดหมูก็เริ่มจับกันเป็นก้อนเมื่อชาติที่แล้วหลังจากที่เธอทำงานอย่างหนักจนมีฐานะดีขึ้น ก่อนปีใหม่เธอจะไปซื้อหัวหมูทุกปีวิธีนี้พ่อค้าขายหมูเป็นคนบอกกับเธอ