บทที่ 44 พี่น้องร่วมสาบาน!
ชิว หลิงซีได้ตอบกลับไปยังจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม อย่างไม่มีท่าทีตื่นตระหนกเพราะว่านางไม่ได้มีความเกรงกลัวอยู่เลย“ข้ามีชื่อว่า ชิว หลิงซี เป็นลูกศิษย์ ของท่าน ชิว ซานฟู่ ที่กำลังยืนอยู่ข้างหน้าของข้าในตอนนี้”
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามก็ได้หัวเราะออกมา “โฮ่ว โฮ่ว โฮ่ว ข้าไม่สงสัยเลยว่าทำไมแม่นางคนนี้ถึงได้แข็งแกร่งนักที่แท้ ท่าน ชิว ซานฟู่ ก็เป็นอาจารย์ของนางนี่เอง องครักษ์ส่วนตัวได้มาเล่าให้ข้าฟังแล้วเกี่ยวกับเรื่องที่ท่านสามารถทำลายปะตูด้วยมือเปล่าข้านับถือจริงๆ...”
แต่จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามก็ไม่ได้กล่าวออกไปว่าชิว หลิงซี นั้น เก่งกว่า ชิว ซานฟู่ ไปคนละระดับเลยแสดงว่านางจะต้องมีพื้นฐานมาจากใครสักคนอย่างแน่นอน เพราะพลังที่ไหลทะลักออกมาจากร่างกายของนางมันมีความแตกต่างจากผู้อื่นอยู่บ้าง ที่เหมือนจะแข็งแกร่งกว่าพลังยุทธ์ธรรมดาๆ
ชิว ซานฟู่ตอบกลับไปแบบเกร็งๆนิดหน่อย เพราะอีกฝ่ายนั้นยังถือว่าแข็งแกร่งกว่าตนเองอยู่ขั้นหนึ่ง “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกขอรับท่านจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามส่วนเรื่องประตูที่ข้าได้ทำมันพังไป เดี๋ยวทางเราจะช่วยกันสร้างมันขึ้นมาให้ใหม่ดีหรือไม่เพื่อเป็นการผูกมิตรไมตรีระหว่างพวกเรา ท่านคิดเห็นเช่นไร”
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามเขาได้คิดเอาไว้ก่อนแล้วว่าจะไม่ไปเป็นศัตรูกับกลุ่มของ ชิว ซานฟู่ เพราะแต่ละคนที่เข้ามาข้างในปราสาทของเขาไม่มีท่าทางหวาดกลัวเขาเลยแม้สักคนเดียว ขนาดคนที่อยู่ระดับ9เขตแดนนักสู้ ยังไม่มีความหวาดเกรงเลยสักนิดแล้วอย่างนี้จะไม่ให้คิดว่าพวก ชิว ซานฟู่ มีคนหนุนหลังที่แข็งแกร่งได้อย่างไรกัน ถ้าเกิดได้พวกเขาเข้ามาเป็นสหายอย่างเช่นในอดีตก็คงจะดีไม่น้อยเขาจึงคิดว่าจะลองเชื่อใจคนอื่นอีกสักรอบก็แล้วกัน “ข้าก็หวังว่าพวกเราจะผูกมิตรไมตรีที่ดีต่อกัน ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาดื่มเลือดสาบานว่าจะเป็นพี่น้องกันตลอดไปท่านยินดีหรือไม่”
ชิว ซานฟู่ได้ยิ้มอย่างยินดีเป็นอย่างมาก และกล่าวตอบกลับไป “แน่นอนข้ายินดี ท่านพี่...”
ชิว ซานฟู่ และจักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม ก็ได้กรีดเลือดของตนเองออกมาเพื่อดื่มเลือดสาบานต่อกัน
เป็น จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้าม ที่ได้กล่าวออกมาอย่างเศร้าสร้อยเนื่องจากเขาไม่ได้มีพี่น้องมาตั้งนานแสนนานแล้ว ในใจของเขาทราบซึ้งเป็นอย่างมาก “ข้ามีความลับจะมาบอกพวกท่าน และ ข้าจะกล่าวเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น เมื่อนานมาแล้ว ผู้คนเคยเรียกขานข้าว่าจักรพรรดิผู้เมตตา แต่นามจริงๆของข้านั้นคือ หลิน หู่เฉิง แต่ทว่า ความมีเมตตาที่ข้าเคยมีมันได้ทำให้ข้าไว้ใจคนคนบางคน จนถึงขนาดที่ยอมให้มันดูแลทุกสิ่งทุกอย่างของข้าแม้กระทั่งปราสาทที่ข้าเป็นผู้ครอบครองอยู่ในช่วงเวลาที่มันผู้นั้นสามารถสั่งการทหารทุกคนได้ มันได้นำพาเหล่าทหารของข้าที่เคยแข็งแกร่งที่สุดในผืนแผ่นดินนี้หลบหนีไปเพื่อสร้างเป็นกองทัพของพวกมันขึ้นมากองทัพนั้นมันมีชื่อว่า กองทัพทมิฬ!”
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามในตอนนี้ได้มีอารมณ์ที่ซับซ้อนเป็นอย่างมาก ทั้งโกรธและโศกเศร้าในเวลาเดียวกัน
ชิว ซานฟู่ได้กล่าวออกมาเพื่อทำลายบรรยากาศที่อึมครึมในตอนนี้ “ถ้าอย่างนั้นข้าขอเรียก ท่านว่า ท่านพี่ หู่เฉิงได้หรือไม่ ยังไงพวกเราก็ได้เป็นพี่น้องกันแล้ว ไม่มาจัดงานเลี้ยงฉลองกันหน่อยหรือท่านพี่ หู่เฉิง”
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามได้กล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่ตื้นตันใจ “ได้เลยซานฟู่ ข้าจะจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับพวกเจ้าเองไม่ต้องห่วง มันจะต้องเป็นวันที่ข้ามีความสุขมากที่สุดอย่างแน่นอน” หลิน หู่เฉิง ได้ยิ้มอย่างภาคภูมิใจที่ได้มีน้องชายร่วมสาบานอย่างคนอื่นเขา บ้างสักครั้งในชีวิต
ชิว เหวินเจี้ยน ก็ได้กล่าวขึ้นมาขัดพวกเขาทั้งสองคน“เอ่อ...ถ้างั้น ข้าขอออกไปข้างนอกก่อนก็แล้วกัน พอดีข้ามีเรื่องที่จะต้องไปทำอยู่”
ชิว หลิงซี ที่เห็นดังนั้น นางก็ได้มองไปยังชิว เหวินเจี้ยน แต่ทว่าก็ได้มีเสียงของ ชิว เหวินเจี้ยน ตอบกลับมาก่อนที่นางจะทันได้พูดอะไรออกไป“เจ้านั้นอยู่ดูแลที่นี่นั่นแหละข้าจะไปเพียงคนเดียว เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นมา เจ้าจะได้เป็นคนช่วยเหลือทุกคนได้”
ชิว หลิงซี ที่ตอนแรกเหมือนจะไล่ตามชิว เหวินเจี้ยน ไป แต่ในตอนนี้ นางได้ฟังคำพูดของเขาทุกประการและได้อยู่รวมกับกลุ่มของ ชิว ซานฟู่ เพื่อที่จะดูแลทุกคนนั่นเอง
ในตอนนี้คนที่แปลกใจมากที่สุดก็คงจะเป็น จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามนั่นเอง ‘หืม...แม่นางถึงกับยอมฟังที่เจ้าหนุ่มนั่นกล่าวนี่เขาไม่ธรรมดาจริงๆด้วยสินะ แต่ถ้าจะบอกว่าเขาแข็งแกร่งที่สุดใครจะไปเชื่อได้กันก็เห็นๆกันอยู่ว่าเจ้าหนุ่มนั่นมันมีพลังเพียงแค่ขั้น 9เขตแดนนักสู้เท่านั้นเอง.........’
จักรพรรดิแห่งดินแดนต้องห้ามได้คิดความเป็นไปได้ต่างๆนาๆเพื่อค้นหาตัวตนที่ ชิว หลิงซียอมฟังคำพูดของคนผู้นั้นอย่างไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ