# บทที่ 29 — สตรีชุดขาวกับตราครึ่งดอกบัว
เงาดำที่ตามหลังสตรีชุดขาวไม่ได้ทอดอยู่บนพื้นหิน
มันเกาะอยู่กับเงาของนางเอง
เมื่อเ้าของร่างก้าวลงบันไดทีละขั้น เงานั้นจึงเคลื่อนตามอย่างผิดจังหวะ บางคราวแขนของมันยาวกว่าแขนจริง บางคราวศีรษะของมันเอียงไปคนละทิศกับใบหน้าใต้ผ้าคลุมสีขาว ราวกับมีใครอีกคนยืนซ้อนอยู่ข้างในร่างเดียวกัน
ลั่วชิงเสวี่ยยกกระบี่ขึ้นทันที แสงเย็นจากคมกระบี่สะท้อนผิวน้ำกำเนิดเป็เส้นบาง “หยุดอยู่ตรงนั้น”
สตรีชุดขาวหยุดเมื่อปลายเท้ายังอยู่บนขั้นสุดท้าย นางไม่ได้ชักอาวุธ ผ้าคลุมชั้นนอกเปียกชื้นจากไอในทางเดินจนแนบ่แขน แต่ท่าทีตรงหลังของนางยังไม่แสดงความอ่อนแอ
“ข้าไม่มีเวลามากพอจะยืนคุยบนบันได” นางกล่าว น้ำเสียงต่ำและแหบเล็กน้อย “หากเงานั่นแตะเสาต้นที่เจ็ด มันจะใช้ข้าแทนกู้เซวียน”
“แล้วเหตุใดเราต้องเชื่อเ้า” ซูหวั่นเอ๋อร์ตอบ นางไม่ขยับจากขอบสระ ตราเ้าสำนักในมือส่องแสงสีทองนิ่งและหนักแน่น “ตลอดมาเ้าทิ้งหลักฐานไว้เท่าที่้าให้เราเห็น และหลบหนีทุกครั้งที่ควรตอบคำถาม”
“เพราะหากข้าอยู่ต่อ หน้ากากทองจะรู้ว่าใครช่วยข้า”
“ตอนนี้เขาไม่รู้หรือ” โม่เฉินถาม
สตรีชุดขาวหันมา ดวงตาสีม่วงอ่อนใต้ผ้าคลุมจับอยู่ที่เขาเพียงชั่วลมหายใจ “ตอนนี้เขารู้แล้ว”
เสียงนั้นจบลงพร้อมเงาดำข้างหลังที่กระตุกอย่างรุนแรง มันยกหน้าขึ้นจากพื้นทั้งที่ไม่มีใบหน้า แล้วปล่อยเสียงหัวเราะแห้ง ๆ ออกมา เสียงหัวเราะไม่ใช่ของนาง แต่เป็เสียงเดียวกับที่เคยผ่านกระจกดำในห้องเก็บป้ายิญญา
“โม่เฉิน” ชายหน้ากากทองกล่าวผ่านเงา “เ้าชอบเก็บของที่แตกหักเกินไปแล้ว”
เสิ่นเยว่โหรวขยับเข้ามาจับแขนเสื้อโม่เฉิน นิ้วของนางเย็นกว่าปกติ แต่สายตาไม่ละจากเงาดำ “มันไม่ได้มาคุย”
“ข้าก็ไม่ได้หวังว่ามันจะมาขอโทษ” เขาตอบเบา ๆ
“ยังมีอารมณ์พูดเล่นอีก” นางพึมพำ ก่อนยกเข็มเงินขึ้นระหว่างนิ้ว “ถ้าาเ็ ข้าจะให้เ้าดื่มยารสขมสามเท่า”
“ฟังดูน่ากลัวกว่าเงานั่น”
ลั่วชิงเสวี่ยปรายตามองเขาเพียงครู่ “ตั้งสติ”
“ข้าตั้งอยู่”
คำตอบของเขาทำให้มุมปากของนางขยับเกือบเป็รอยยิ้ม แต่คมกระบี่ยังไม่ลดลงแม้แต่น้อย
สตรีชุดขาวยกข้อมือขวาออกจากแขนเสื้อ รอยไหม้ครึ่งดอกบัวบนผิวขาวซีดเป็สีดำแดง รอยเดียวกับที่ปรากฏบนโซ่ของกู้เซวียน เพียงแต่ตรงขอบของมันมีเส้นสีเงินบาง ๆ ล้อมอยู่ราวกับเคยถูกผู้ใดพยายามผนึกไว้แล้ว
“นี่ไม่ใช่ตราเดียวกับของกู้เซวียน” ผู้เฝ้าบ่อน้ำกำเนิดเอ่ยจากผิวน้ำ “ของเขาคือตราคำสั่ง ของนางคือตราครึ่งแกน”
ป้าผู้าุโขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร”
“ค่ายกลนี้มีผู้คุมหกคนและผู้เปิดทางหนึ่งคน ผู้คุมถูกใช้เป็เชื้อไฟ แต่ผู้เปิดทางเป็ผู้เลือกว่าแกนจะรับคำสั่งใด”
“หน้ากากทองอยากให้นางเปิดห้องหัวใจบัว” โม่เฉินสรุป “แล้วใช้ร่างนางรับ่แทนคนที่เราดึงออกมา”
สตรีชุดขาวพยักหน้า “เขาไม่อาจเปิดประตูนั้นด้วยตัวเอง ตราในมือของเขาเป็เพียงตราปลอมที่แย่งมา เขาจึงต้องให้ข้าแตะประตู หรือบังคับคนที่มีครึ่งตราอีกคนให้ทำแทน”
สายตาหลายคู่หันไปยังลั่วชิงเสวี่ยพร้อมกัน หยกกุญแจในมือนางสว่างขึ้นราวกับรับรู้คำพูดนั้น
ลั่วชิงเสวี่ยกระชับนิ้ว “เหตุใดกุญแจของข้าจึงเกี่ยวข้องกับตราของเ้า”
“เพราะครึ่งดอกบัวของข้าเป็ตราที่ถูกตัดออกจากผู้พิทักษ์เดิม ส่วนของเ้าคือสิ่งที่ตระกูลผู้พิทักษ์เก็บไว้” สตรีชุดขาวตอบ “ครั้งหนึ่งข้าเป็ผู้ถือกุญแจเหมือนเ้า แต่ข้าทำมันหายไปนานแล้ว”
“ทำหาย หรือถูกแย่งไป” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
หญิงชุดขาวเงียบไปครู่หนึ่ง “ถูกแย่งไป เพราะข้าเชื่อคนผิด”
เงาดำหัวเราะอีกครั้ง คราวนี้มันคลานออกจากบันไดเป็สายหมึก ไม่แตะเท้าสตรีชุดขาว แต่เลื้อยผ่านช่องว่างระหว่างพวกเขาอย่างจงใจ
“นางเชื่อคนผิดจริง” เสียงหน้ากากทองพูด “แต่ข้าก็ยังให้โอกาสนางแก้ตัวอยู่เสมอ นางแค่ต้องเปิดประตู แล้วปล่อยให้พวกเ้าทั้งหมดตายอย่างเงียบ ๆ”
แสงสีม่วงไหลผ่านรอยไหม้ที่ข้อมือนาง สตรีชุดขาวทรุดเข่าลงหนึ่งข้างโดยไม่ทันตั้งตัว มือซ้ายกดาแจนปลายนิ้วขาวซีด เงาดำพุ่งเข้าใส่นางเหมือนตั้งใจจะบังคับให้มือขวาแตะพื้นหิน
“อย่าเข้าใกล้!” นางะโ “มันจะใช้เงาของผู้ที่ััข้า!”
โม่เฉินหยุดเท้าที่กำลังจะก้าวออกไปทันที คำเตือนนั้นเข้ากับรูปแบบที่เพิ่งเห็นจากกู้เซวียน ค่ายกลชอบใช้เงาและความทรงจำสร้างทางเชื่อม ไม่ใช่พลังดิบอย่างเดียว หากเขาเข้าไปช่วยด้วยมือเปล่า มันอาจได้สิ่งที่้า
หน้าต่างระบบชะตาวายร้ายลอยขึ้นข้างสายตา ดวงตาอีโมจิบนหน้าต่างหรี่ลงจนดูจริงจังกว่าทุกครั้ง
“ตรวจพบผู้ถือชะตารอง: ข้อมูลไม่สมบูรณ์”
“เกิดทางเลือกชะตา: พันธมิตรชั่วคราว หรือ ศัตรูที่ถูกกำจัด”
“หมายเหตุ: เลือกผิดไม่คืนแต้ม”
โม่เฉินมองหน้าต่างนั้นเพียงเสี้ยววินาที “อย่างน้อยเ้าก็พูดตรง”
“ระบบไม่ได้รับค่าจ้างให้ปลอบใจโฮสต์” มันตอบ “แต่หากโฮสต์้า ผ้าเช็ดเหงื่อผู้กล้าลดเหลือสามแต้มชะตา”
“เก็บไว้เช็ดหน้าตัวเองเถอะ”
เสิ่นเยว่โหรวได้ยินเพียงประโยคหลังจึงหันมามอง “เ้าพูดกับใคร”
“กับความคิดที่ไม่น่าเชื่อถือ”
“อ้อ” นางตอบทันที “ฟังดูเข้ากันดี”
แม้สถานการณ์คับขัน แต่คำตอบนั้นทำให้โม่เฉินเกือบหัวเราะ เขาเก็บสีหน้าแล้วมองกลับไปยังสตรีชุดขาว นางกำลังต่อสู้กับเงาของตนเอง แต่ยังไม่ยอมให้มือขวาแตะพื้น นั่นเป็หลักฐานที่มีน้ำหนักกว่าคำพูดหลายประโยค
“เสิ่นเยว่โหรว” เขาเรียก “ผงตัดภาพลวงของเ้ายังเหลือหรือไม่”
“เหลือ แต่ครั้งนี้มันเกาะกับรอยตรา ไม่ใช่แค่เงา หากสาดตรง ๆ เส้นชีวิตของนางอาจขาด”
“ไม่ต้องตัดตรา ตัดเฉพาะคำสั่ง”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขา นางเข้าใจช้าไปเพียงลมหายใจเดียว “เ้า้าให้มันลืมว่ากำลังสั่งมือของนางอยู่”
“ใช่ ลั่วชิงเสวี่ย ปิดเงาไม่ให้กลับไปที่บันได ซูหวั่นเอ๋อร์คุมเสาต้นที่เจ็ดต่อไป อย่าให้มันมีทางสำรอง”
“แล้วเ้า?” ซูหวั่นเอ๋อร์ถาม
“ข้าจะถามคำถามหนึ่ง”
คำตอบฟังดูง่ายเกินไปจนป้าผู้าุโหันมอง แต่โม่เฉินเดินไปเพียงสองก้าวและหยุดนอกระยะเงาของหญิงชุดขาว เขาไม่เข้าใกล้ ไม่แตะต้อง และไม่ลดการระวังตัว
“เ้ารู้ชื่อของห้องหัวใจบัวจากใคร” เขาถาม
สตรีชุดขาวกำมือแน่น รอยไหม้ที่ข้อมือสว่างจนน่ากลัว “จากอาจารย์ของข้า”
“อาจารย์ของเ้าคือใคร”
“ผู้พิทักษ์น้ำกำเนิดรุ่นก่อน”
“และเขาสอนอะไรเป็ประโยคสุดท้าย”
หญิงชุดขาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาสีม่วงสั่นเพราะเ็ป แต่เสียงตอบกลับชัดเจน “ประตูหัวใจบัวไม่เปิดด้วยกุญแจ มันเปิดด้วยผู้ที่ยอมรับว่าตัวเองอาจผิด”
ผู้เฝ้าบ่อน้ำกำเนิดเงียบไป กระแสน้ำใต้ผิวสระสั่นเป็วงเล็ก ๆ ราวกับตอบรับถ้อยคำเก่าแก่
“เป็คำของผู้พิทักษ์หลัวเซิงจริง” มันกล่าว “ไม่มีผู้ใดนอกจากสายผู้ถือครึ่งตรารู้ถ้อยคำนี้”
นั่นไม่พิสูจน์ว่านางบริสุทธิ์ แต่พิสูจน์ว่านางมีสิทธิ์เกี่ยวข้องกับประตูจริง และตอนนี้นางกำลังขัดคำสั่งของศัตรูด้วยตัวเอง
“ได้ยินแล้วหรือ” โม่เฉินพูดกับเงาดำ “เ้าคุมร่างนางได้ไม่หมด”
เงาดำหันหน้าไร้ใบหน้ามาทางเขา เสียงหน้ากากทองเย็นลง “เด็กที่ไม่มีพร์ กลับคิดว่าตัวเองอ่านคนออกเพียงเพราะช่วยคนโง่ไม่กี่คน เ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดน้ำกำเนิดจึงตอบรับเ้า”
ประโยคนั้นสะกิดบางอย่างในใจโม่เฉิน ชายคนนั้นรู้ว่าร่างของเขาเกี่ยวกับน้ำกำเนิดมากกว่าที่ควร แต่ยังไม่รู้คำตอบทั้งหมด มิฉะนั้นคงไม่เสียเวลาวางพิษและใช้ค่ายกลค่อย ๆ ทดสอบ
เขาไม่ปล่อยสีหน้าเปลี่ยน “ข้าไม่ต้องรู้ทุกอย่างเพื่อรู้ว่าเ้ากำลังรีบ”
เงาดำชะงัก
“หากเ้ามั่นใจว่าจะชนะ เ้าคงไม่ส่งเงามายื้อคนเดียว” เขากล่าวต่อ “เ้ากำลังกลัวว่าเราจะเปิดห้องนั้นก่อนเ้า”
คำพูดกระแทกถูกจุด เงาดำขยายตัวฉับพลันจนเต็มขั้นบันได ราวกับความโกรธของผู้ควบคุมเดินทางผ่านสายผนึกมาโดยตรง
“ตอนนี้!” โม่เฉินะโ
เสิ่นเยว่โหรวสะบัดขวดหยก ผงโอสถสีเขียวเงินกระจายเป็ฝนละเอียดเหนือเงาดำ ไม่ตกถูกสตรีชุดขาวแม้เม็ดเดียว แทนที่จะกัดกิน มันทำให้ชั้นเงาที่ซ้อนกับพื้นหินปรากฏเป็เส้นด้ายดำหลายสิบเส้น
ลั่วชิงเสวี่ยฟันกระบี่เพียงครั้งเดียว แสงกระบี่ไม่ตัดร่างหญิงชุดขาว แต่ตัดเส้นด้ายที่ยึดเงากับบันได เสียงแหลมดังจนกู้เซวียนที่นอนพักอยู่ด้านหลังต้องยกแขนบังหู
เงาดำสูญเสียจุดยึด จึงตวัดกลับไปหาข้อมือของสตรีชุดขาว
ซูหวั่นเอ๋อร์กดตราเ้าสำนักลงกับพื้น “ผนึก!”
วงแสงทองผุดขึ้นใต้เท้านาง กักเงาดำนั้นไว้กับเสาต้นที่เจ็ดเพียงชั่วครู่ แต่มันพยายามเปลี่ยนเป็ควันและลอดช่องแสงออกไป
“โม่เฉิน!” สตรีชุดขาวเรียกเป็ครั้งแรก น้ำเสียงนางไม่ใช่คำขอช่วยเหลือ หากเป็การเตือน “อย่าให้มันกลับไปแตะน้ำ มันจะเรียกหกสายเดิมขึ้นมาอีก!”
เขาเห็นทางเลือกชัดเจนแล้ว หากปล่อยให้เงาลงน้ำ พวกเขาจะต้องสู้กับคำสาปชุดเดิมซ้ำ แต่หากทำลายมันตรงนี้ เศษตราอาจย้อนเผารอยไหม้ของนาง
“ผู้เฝ้าบ่อน้ำ” เขาถาม “น้ำกำเนิดรับสิ่งใดที่ถูกตัดจากคำสั่งได้หรือไม่”
“รับได้ หากมีผู้สละสิทธิ์เป็เ้าของเงานั้นเอง”
สตรีชุดขาวได้ยิน นางมองโม่เฉินเพียงครู่เดียว ก่อนพยักหน้าโดยไม่ถามว่าผลจะเป็อย่างไร นางยกมือขวาขึ้นเหนือแสงทอง แล้วกล่าวกับเงาดำที่กำลังดิ้นรน
“ข้าไม่ใช่ประตูของเ้าอีกต่อไป”
รอยไหม้ครึ่งดอกบัวบนข้อมือนางปริแตก เืสีแดงสดหยดหนึ่งกำลังจะตก แต่เสิ่นเยว่โหรวขยับเร็วกว่าทุกคน เข็มเงินสามเล่มปักรอบรอยตรา สกัดเืไว้ก่อนถึงพื้น
“ข้าบอกแล้วว่าอย่าให้เืตก” นางพูดผ่านฟัน “เ้าทุกคนชอบทำให้หมอทำงานยากหรืออย่างไร”
สตรีชุดขาวชะงักเล็กน้อยกับน้ำเสียงนั้น ก่อนหัวเราะเบามาก รอยยิ้มแรกของนางไม่ได้ทำให้ความระวังลดลง แต่ทำให้เห็นว่านางยังเป็คน ไม่ใช่แค่เครื่องมือของศัตรู
เงาดำกรีดร้อง แสงเงินจากน้ำกำเนิดพุ่งผ่านผิวสระขึ้นมาพันรอบมัน เมื่อเ้าของเดิมสละสิทธิ์ เส้นด้ายคำสั่งจึงไม่มีที่ให้เกาะ มันถูกดึงลงไปใต้น้ำทีละส่วน
ก่อนหายไปหมด เสียงหน้ากากทองยังดังขึ้นครั้งสุดท้าย
“เปิดประตูให้ดี โม่เฉิน เพราะหลังประตูนั้นไม่มีผู้พิทักษ์เหลืออยู่แล้ว มีเพียงสิ่งที่รอเลือกเ้าของคนใหม่”
ผิวน้ำกลับมาเงียบ แต่ความเงียบนั้นหนักกว่าก่อนหน้านี้หลายเท่า
ซูหวั่นเอ๋อร์ปล่อยตราเ้าสำนักช้า ๆ แล้วหันไปยังหญิงชุดขาว “เ้ามีชื่อหรือไม่”
นางใช้มือซ้ายกดผ้าพันแผลชั่วคราวที่เสิ่นเยว่โหรวมัดให้ “มี แต่ข้ายังไม่พร้อมให้พวกท่านใช้มัน”
“นั่นไม่ใช่คำตอบที่ทำให้ข้าวางดาบ” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว
“ข้าไม่ได้ขอให้เ้าวาง”
คำตอบนั้นตรงเกินคาด ลั่วชิงเสวี่ยไม่ตอบทันที แต่ปลายกระบี่ลดลงจากระดับคอเหลือระดับอก ซึ่งยังไม่ใช่ความไว้ใจ แต่เป็การยอมให้สนทนาต่อ
โม่เฉินมองรอยครึ่งดอกบัวที่ข้อแขนของหญิงชุดขาว ขอบตราอ่อนแสงลงแล้ว ทว่ายังไม่หายไปทั้งหมด “เ้ามาที่นี่เพื่อเปิดห้องหัวใจบัว หรือเพื่อปิดมัน”
“ทั้งสองอย่าง” นางตอบ “เราต้องเปิดเพื่อเอาแกนคำสั่งออกมา แล้วปิดมันก่อนหน้ากากทองตามมา หากช้า เขาจะใช้ผู้ถูกขังหกคนเป็เชื้อไฟครั้งสุดท้าย และประตูจะเลือกเ้าของใหม่แทนทุกคน”
“เ้าของใหม่คือใคร” ป้าผู้าุโถาม
หญิงชุดขาวมองไปยังโม่เฉิน “คนที่น้ำกำเนิดยอมรับ”
ไม่มีใครพูดต่อทันที เสิ่นเยว่โหรวหันมามองเขาอย่างกังวล ลั่วชิงเสวี่ยกำหยกกุญแจแน่นขึ้น ส่วนซูหวั่นเอ๋อร์ไม่ได้แสดงอารมณ์ แต่สายตาของนางบอกชัดว่าคำตอบนี้ทำให้แผนทั้งหมดต้องเปลี่ยน
โม่เฉินกลับไม่รีบปฏิเสธหรือยอมรับ เขาถามสิ่งที่สำคัญกว่า “ประตูอยู่ไหน”
สตรีชุดขาวชี้ไปยังผิวน้ำกำเนิด
ตรงกลางสระซึ่งเคยเรียบสนิท มีเงาดอกบัวขนาดใหญ่ค่อย ๆ ปรากฏอยู่ใต้ผิวน้ำ กลีบหกกลีบปิดสนิท และกลีบที่เจ็ดมีรอยแยกบาง ๆ ราวกับมันรอฟังถ้อยคำเมื่อครู่อยู่แล้ว
ผู้เฝ้าบ่อน้ำกำเนิดกล่าวเสียงต่ำ “ห้องหัวใจบัวไม่ได้อยู่ใต้แกน มันอยู่ใต้ความทรงจำของบ่อน้ำ”
และในจังหวะเดียวกัน หยกกุญแจของลั่วชิงเสวี่ยกับรอยไหม้ของสตรีชุดขาวก็ส่องแสงตอบกัน
ประตูเริ่มเปิดเองแล้ว