เกิดใหม่เป็นไอ้เจิด

    ตอนที่สามสิบเก้า Aftermath หลังจากจบเทพนิยาย

    ตอนที่สามสิบเก้า Aftermath หลังจากจบเทพนิยาย

    The hero prevail and they live happily everafter---

    พวกพระเอกชนะได้ในที่สุดและพวกเขามีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขตลอดไป

    โฟรโดเคยถามว่าเราจะมีความสุขได้อย่างไรในเมื่อผ่านเรื่องเลวร้ายมาขนาดนั้น และลุงบิลโบได้เคยกล่าวว่า

    “เก็บตอนจบของเรื่องท่อนที่ว่าและพวกเขาอยู่อย่างมีความสุขตลอดไปไว้เถอะ ลุงชอบท่อนนั้น”

    บางทีพวกเราก็ทำเพียงแค่ต้องการตอนจบที่มีความสุขแม้ตอนกลางจะเต็มไปด้วยความมืดมน

    ผมก็เชื่อเช่นนั้น

    เมื่อคืนที่มืดมิดมาถึง คนเราใฝ่หาแสงสว่างและหากถามผม

    ผมรู้สึกมีความสุขขึ้นเมื่อแสงอาทิตย์ส่องสว่างขึ้นแบบหนังผีที่พอดวงอาทิตย์สองสว่าง

    เราจะเจอว่าไม่คนที่ผจญภัยผ่านค่ำคืนที่มืดมิดมาได้จะรอดชีวิตหรือพบศพของพวกเขาตัวแข็งตายในตอนเช้า และผมยังรู้สึกปวดและเจ็บอยู่แสดงว่าผมยังมีชีวิต

    นั่นก็ควรจะเป็นสิ่งที่ผมดีใจแล้วถึงจะรู้สึกแปลกๆที่ผีโหงพรายที่อาจารย์คงขี่มาค่อยๆเลือนหายไปและอาจารย์คงเก็บผีเข้าห่อถุงย่ามของแก

    “เดี๋ยวข้ากับพวกเด็กๆไปส่งอาจารย์เองจ๊ะ”

    อาจารย์คงก็พยักหน้ารับแกยังดีใจอยู่ที่ได้ผีฟ้าที่มีพลังมาเสริมบารมีของตนเอง

    ส่วนผมสั่งการลูกน้องต่างๆเพื่อให้เคลียร์เรื่องราวที่เหลือได้

    พวกเราได้พายาย? ที่เป็นร่างของผีฟ้าไปที่บ้านในตลาดของผีฟ้าและผมให้มัดแขนขายายไว้ก่อนและปะยันต์ตรงหน้าอกของแกเพื่อความชัวร์

    แกทำท่าทางเสียสติผมก็เชื่อว่าแกเสียสติจริงๆไม่ได้เสแสร้ง

    แต่ผมต้องการความมั่นใจ 101% เสมอหากทำเรื่องราวที่เกี่ยวกับพวกผีนี้

    บ้านของผีฟ้า เป็นห้องแถวในตลาด

    มีน้ำอบ มีเชิงเทียน มีหัวกะโหลก

    ผมอยากเก็บเอาไว้แต่คิดว่าให้อาจารย์คงตรวจดูก่อนดีกว่าและผมอาจจะขอของอาคมต่างๆมาทีหลัง

    ผมเห็นตำราบางตำราอยู่ด้วยในหีบที่อยู่ในเครื่องนอนของผีฟ้าและรากไม้สมุนไพรต่างๆ

     

    พอผมคิดว่าไม่มีอะไร

    ก็พบพวกยายกิมจู ร้องไห้ในตลาดว่า

    ” อากิมแช แกหนีไปกับนางรำหน้าขาวแล้วฮือ เมื่อคืนมีคนเห็นแกออกไปแวบๆกับผู้หญิงหน้าขาวผิวขาวคนหนึ่ง ฮืออากิมแชอย่าหนีอั๊วไป”

    ผมรู้สึกขนลุกและหัวใจตกวูบขึ้นมาทันที

    อากิมแชคู่กัดและคู่หมากรุกของอาเจ็กฮงนั่นเอง

    สองคนนี้ไม่รู้ว่าสนิทกันหรือเกลียดกัน

    ว่าได้จังหวะเมาก็จะต่อยกันได้จังหวะดีกันก็จะดีกัน

    อากิมแช..คงจะกลายเป็นเหยื่อของผีฟ้าไปแล้ว

    และผมคงไม่สามารถอธิบายกับตำรวจได้ด้วยว่า

    “อ๋อ ผีฟ้ามาสะกดจิตอากิมแชไปกินเลือดกับไส้ครับผม”

    คนคงหาว่าผมบ้าและไม่สนใจ

    ไม่ได้จับผมแบบในหนังว่าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานเพราะไอ้เจิดลูกชายกำนันแจ่มน่ะ หากไม่มีใครเห็นการทำผิดระดับฆ่าคนกลางตลาดน่ะไม่มีตำรวจมาจับหรอก

    ให้รู้เสียบ้างว่าใครใหญ่

    แต่คนก็คงไม่เชื่อเรื่องผีฟ้าอยู่ดี

    การอธิบายรูปคดีมันห่างไกลกันเกินไป

    จนสุดท้ายเรื่องที่ผมพอจะปั้นน้ำเป็นตัวให้มีมูลความจริงได้คือ

    “ผีฟ้าหรือหญิงสาวที่เราค้นพบว่าชื่ออนงค์(นามสมมิติ)ได้มาที่ตลาดแห่งนี้และหนีไปกับอาเจ๊กกิมแช และได้ทิ้งญาติผู้ใหญ่ที่เสียสติสติไม่ดีเอาไว้คนเดียว จนยายแก่นั้นเดินมาถึงบ้านไร่ของไอ้เจิดไอ้เจิดกับกำนันท่านด้วยความเมตตาได้ขับรถมาส่งที่บ้านของนางอนงค์(นามสมมตอ) แต่ได้ค้นพบว่านางอนงค์(นามสมมติ)ได้หนีตามชู้รักนายกิมแชแซ่จิวไปแล้วตอนกลางคืนก่อนเที่ยงของวันที่---”

    ซึ่งก็เป็นความจริงมากที่สุดเท่าที่ผมจะให้ความจริงได้แล้ว

    เหมือนกับคดีคิระ โยชิคาเงะ

    เจ๊กิมจูจะคอยว่าอากิมแชจะกลับมาจากการที่ไปหลงผู้หญิงต่างถิ่น โดยไม่มีวันกลับมา

    และผมไม่รู้ว่าจะมีเหยื่อมากมายอน่างนี้ที่ผมไม่เห็นที่ไหนหรือเปล่าแต่เพราะอย่างนี้ทำให้ผมสงสารผีฟ้าน้อยลงและโกรธมากขึ้น

    “พี่เจิดเป็นอะไรเตะพวกชั้นกระบายอารมณ์ก็ได้จ๊ะ”

    “ใช่ๆหือถ้าพี่ไม่พอใจพวกเราไปเตะไอ้พวกไอ้แก่นแก้เครียดก็ได้”

    ไอ้ห้อยไอ้โหนพยายามปลอบใจผมเมื่อเห็นผมสีหน้าไม่ดีและผมให้ปากคำกับทางการและให้พ่อกำนันจัดการเรื่องยุ่งยากที่อยู่ในเขตนี้ไปแล้ว

    ข้อดีคงมีอยู่อย่างเดียวคือไม่มีใครสงสัยว่าไอ้เจิดจะฉุดหญิงชราร่างทรงของผีฟ้าแต่ประการใด เพราะทุกคนก็มองว่าเสียสติการเอาเชือกมัดไว้หากมาอยู่ในสมัยปัจจุบันคงมองว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน

    แต่ในยุคนี้

    “พ่อกำนันท่านมีเมตตาเหลือเกินช่วยคนแก่เอาไว้ได้ ตอนนี้หลวงพ่อท่านดูแลอยู่ก่อนที่จะหาญาติมารับต่อไป”

    ผมได้พยายามถวายเงินให้กับหลวงพ่อท่านเพื่อดูแลค่าอาหารกับยายร่างทรงนั้น

    เพราะผมไม่ค่อยเชื่อเท่าไรว่าจะมีญาติมารับคนที่ชราขนาดนั้นหรือผีฟ้าจะไม่ฆ่าพวกเขาเพื่อเอาเลือดมาบำรุงความสาวของตนเองไปจนหมดแล้ว

    แต่อย่างน้อยเรื่องราวบางส่วนก็จบลง

    ตะวันเที่ยงขึ้นสูงยามเช้ายังสองสว่างอย่างที่เคยเป็นมา

    แต่ในตลาดอาเจ๊กิมจูก็ยังร้องไห้ไม่หยุดนั่นเอง