หลังจากค่ำคืนที่ร่างกายต้องผ่านความระทมทุกข์จากการแปรเปลี่ยนของเส้นชีพจร ลู่ชิงกลับค้นพบความจริงที่น่าอัศจรรย์ประการหนึ่ง นั่นคือการฝึกฝน 'บทที่สาม ฝ่ามือสยบคลื่น' นั้นช่างราบรื่นและง่ายดายกว่าท่าก้าวเดินไร้พันธนาการอย่างเทียบไม่ติด
เหตุผลที่บัณฑิตหนุ่มมิอาจหยั่งรู้ได้ก็คือ ในโลกยุคปัจจุบันที่แสงแห่งเซียนมอดดับไปนานนับร้อยปี พลังธรรมชาติอันบริสุทธิ์ที่อัดแน่นอยู่ตามขุนเขา ลำน้ำ และชั้นบรรยากาศได้กลายเป็ "บุฟเฟต์" ขนานใหญ่ที่รอให้เขาตักตวงแต่เพียงผู้เดียว เมื่อไร้ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรคนอื่นมาแย่งชิง ปราณธรรมชาติเ่าั้จึงไหลบ่าเข้าสู่ร่างของลู่ชิงประดุจเขื่อนแตก ทุกครั้งที่เขาขยับฝ่ามือ ความก้าวหน้าของวิชาจึงพุ่งทะยานขึ้นอย่างก้าวะโ ชนิดที่ว่ายอดฝีมือในอดีตยังต้องหลั่งน้ำตาด้วยความอิจฉา
ยามอรุณรุ่ง ณ ลานดินหน้าบ้าน'ลู่หลิน' น้องสาวตัวน้อยเดินงัวเงียออกมาจากเรือนนอน ในมือนางถือไม้กวาดทางมะพร้าวหมายจะจัดการกับใบไผ่ที่ร่วงหล่น ทว่านางกลับต้องหยุดกึกอยู่ตรงธรณีประตูพลางขยี้ตาซ้ำๆ กับภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้า
ที่ลานดินท่ามกลางสายหมอกจางๆ พี่ชายของนางกำลังยืนแยกขาอย่างมั่นคง ดวงตาหลับพริ้ม ใบหน้าดูสงบเยือกเย็นประดุจผิวน้ำในบ่อขุด สองมือของเขายกขึ้นมาในระดับอกก่อนจะวาดออกไปทางซ้ายและขวาอย่างช้าๆ ช้าเสียจนดูเหมือนเขากำลังรำระบำอยู่ในความฝัน บางครั้งเขาก็บิดข้อมือเป็วงกลมเล็กๆ แล้วผลักฝ่ามือออกไปข้างหน้าอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะเป็ไปได้
"ท่านพี่... ท่านป่วยจนสมองเลอะเลือนไปแล้วหรือ?" ลู่หลินเอ่ยถามพลางเอียงคอสงสัย
"ท่ากวาดอากาศของท่านดูเหมือนคนแก่ที่พยายามจะคว้าจับแมลงวันที่บินไปมาไม่มีผิด มันช่างดู... อ่อนแรงพิกล"
ลู่ชิงลืมตาขึ้นช้าๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าที่ดูผ่องใสขึ้นกว่าแต่ก่อน
"หลินเอ๋อร์ เ้ามองดูเพียงผิวเกินไป นี่คือ 'ท่าบริหารหัวไหล่และข้อมือ' ที่ข้าค้นพบในตำรา ท่านผู้เฒ่าช่างปรีชานัก ฝึกแล้วรู้สึกว่าเส้นเอ็นตรงแขนมันขยายตัวเบาสบายอย่างบอกไม่ถูก ต่อไปเวลาข้าเข้าห้องสอบเขียนคำตอบยาวๆ มือจะได้ไม่สั่นและล้าอย่างไรเล่า"
ลู่หลินทำหน้ามุ่ย พลางสะบัดไม้กวาดลงบนพื้น
"เอาเถอะ... ตราบใดที่ท่านไม่เดินชนรั้วบ้านให้ข้าต้องซ่อมอีก ข้าจะปล่อยให้ท่านกวาดแมลงวันต่อไปก็แล้วกัน"
ยามสาย ณ กลางทุ่งนาอันกว้างใหญ่แม้ข่าวคราวเื่โจรป่าที่เชิงเขาจะทำให้บรรยากาศในหมู่บ้านตึงเครียดขึ้น ทว่าวิถีปากท้องยังคงดำเนินต่อไป ลู่ชิงแบกคันไถลงสู่ทุ่งนาพร้อมกับกลุ่มชายฉกรรจ์ในหมู่บ้าน ทว่าสิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับทุกคนคือ พฤติกรรมของบัณฑิตหนุ่มใน่เวลาพักเหนื่อย
ขณะที่ชาวนาคนอื่นๆ นั่งหอบหายใจอยู่ใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ พลางเช็ดเหงื่อและดื่มน้ำจากกระบอกไผ่ ลู่ชิงกลับเดินลงไปยืนกลางแปลงนาที่รวงข้าวเขียวขจีสูงระดับเข่า เขาหลับตาลงนิ่งสงบ ท่ามกลางแดดจ้าที่แผดเผา แล้วเริ่มร่ายรำ "ฝ่ามือบริหารไหล่" ของเขาอย่างต่อเนื่อง
ชาวนาหลายคนหยุดเคี้ยวหมากพลางซุบซิบกันด้วยความขำขัน
"ดูเ้าหนุ่มลู่ชิงนั่นสิ... สงสัยจะอ่านตำราสอบจอหงวนจนเส้นประสาทกลับไปเสียแล้ว วาดไม้วาดมือช้าๆ อยู่กลางทุ่งแดดเปรี้ยงๆ เหมือนคนเพิ่งหัดรำอวยพร"
"ข้าว่าเขาคงกลัวโจรจนสติฟั่นเฟือนไปแล้วล่ะ ท่าทางนุ่มนิ่มแบบนั้น ถ้าโจรมาจริงๆ คงโดนตบหัวทิ่มั้แ่ยังไม่ทันวาดมือเสร็จ"
ลู่ชิงหาได้สนใจคำนินทาที่ลอยมาตามลมไม่ เขายังคงจดจ่ออยู่กับััของอากาศที่ปะทะกับฝ่ามือ ทุกครั้งที่เขาวาดมือผ่านไป มวลอากาศรอบกายเขากลับเริ่มหมุนวนเป็เกลียวคลื่นเล็กๆ ยอดข้าวรอบตัวเขาเอนลู่ไปตามทิศทางของฝ่ามืออย่างเป็ระเบียบประดุจถูกมือที่มองไม่เห็นมาลูบไล้ แม้แต่น้ำในนาที่นิ่งสงบก็เริ่มหมุนวนเป็วงกลมใต้ฝ่ามือของเขาอย่างเงียบเชียบ
"อืม... ท่าบริหารในนานี่ดีกว่าที่บ้านเยอะเลย" ลู่ชิงพึมพำกับตนเองด้วยความพอใจ
"แรงต้านจากลมทุ่งและไอน้ำช่วยให้ข้าควบคุมการขยับไหล่ได้มั่นคงขึ้นเยอะ เพียงเท่านี้ ข้าก็พร้อมจะแบกตำราหนักๆ เดินทางไกลหลายร้อยลี้ไปสอบจอหงวนได้โดยไม่ล้าไหล่แล้ว!"
เขาปาดเหงื่อที่ปลายคางพลางคลี่ยิ้มอย่างเป็สุข โดยหารู้ไม่ว่า "ท่าบริหารไหล่" ที่เขาคิดว่านุ่มนิ่มนั้น บัดนี้ได้กลายเป็วิชาทำลายล้างที่สามารถสยบคลื่นสมุทรได้จริงๆ และร่างกายที่เขาสร้างรากฐานขึ้นมานั้น แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าที่ถูกตีในเตาหลอมนับหมื่นครั้งไปเสียแล้ว!