อาลอน: ตำนานยอดจักรกลกายาเทวะ

    บทที่ 30: แดนห้วงฝัน และเด็กชายผู้ถูกทอดทิ้ง


            ลึกเข้าไปในห้องพยาบาลฉุกเฉินชั้นในสุดของวิทยาลัย บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นฉุนกึกของน้ำยาฆ่าเชื้อ แร่กำมะถัน และกลิ่นคาวไหม้ของน้ำมันเครื่องที่คละคลุ้งไปกับกลิ่นโลหิต เสียงวาล์วระบายแรงดันจากแคปซูลแก้วหล่อเย็นดังกดดันเป็นจังหวะหนักหน่วง *ฟู่... ฉึก... ฟู่...* ราวกับเสียงลมหายใจของมัจจุราชที่เฝ้ารอเวลา

            ซีกซ้ายของอาลอนบอบช้ำจนผิวเนื้อปริแตกเป็นแผลฉกรรจ์ แต่สิ่งที่วิกฤตเกินเยียวยาคือร่างกายซีกขวา... ท่อนแขนจักรกลที่เคยทรงพลังบัดนี้เหลือเพียงซากโลหะบิดเบี้ยว สายไฟเวทมนตร์ฟิลาเมนต์ขาดวิ่นรุ่งริ่ง ปล่อยกระแสไฟฟ้าประทุวาบเป็นระยะไม่ต่างจากเศษขยะที่รอการโละทิ้ง

    “ชีพจรวิญญาณซีกซ้ายหยุดนิ่ง... แรงดันไอน้ำในข้อต่อกระดูกซีกขวาพังทลายโดยสมบูรณ์”

            น้ำเสียงใสกระจ่างทว่าเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งขั้วโลกดังจากร่างระหงในชุดกาวน์ขาวสะอาด อาจารย์ซิลเวีย หรือ ‘หัตถ์ไหมเงิน’ ดาร์กเอลฟ์สาวปรายเนตรสีม่วงอเมทิสต์มองร่างเด็กหนุ่มด้วยความเรียบเฉย มือเรียวบางภายใต้ถุงมือหนังเนื้อละเอียดขยับแว่นโมนอเคิลสแกนเนอร์เวทมนตร์ขึ้นสวมทับดวงตาขวา

    “อาการสาหัสขนาดนี้... ต่อให้รอดชีวิต ปลายประสาทคงถูกทำลายจนยากจะฟื้นฟู ร่างกายเนื้อมนุษย์ซีกซ้ายอาจเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต... เป็นได้แค่คนพิการไร้ค่าเท่านั้น”

            ที่มุมมืดของห้อง อาจารย์คาลอส ปรมาจารย์ลมปราณร่างยักษ์ยืนกอดอกพิงกำแพงหินบะซอลต์ แววตาคมกริบจับจ้องเตียงผ่าตัดเงียบเชียบ ชายชราผิวทองแดงเข้มขมวดคิ้วแน่น “ยับเยินขนาดนี้... แต่เจ้าเด็กนี่กลับทนแรงปะทะบอสระดับสี่ได้โดยไม่ตายไปเสียก่อนงั้นรึ?”

    “เตรียมมีดผ่าตัดไหมเงินและคีมถอดสลัก ข้าต้องตัดเนื้อตายและถอดซากแขนกลนี้ออกก่อนที่ปราณโลหิตจะตกผลึก...” ซิลเวียสั่งการผู้ช่วยกลไกอย่างเยือกเย็น พร้อมเปิดสวิตช์แว่นโมนอเคิลเพื่อสแกนลึกเข้าไปถึงระดับเซลล์และเส้นลมปราณเพื่อหาจุดเชื่อมต่อ

    ทว่า... ในวินาทีที่แสงเลเซอร์สีม่วงจากเลนส์สแกนเนอร์กวาดผ่านหน้าอกและชีพจรฝั่งซ้ายของอาลอน ร่างระหงของดาร์กเอลฟ์สาวพลันแข็งค้างไปในทันที!

    ดวงตาสีม่วงใต้ม่านเลนส์ขยายเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกตะลึงลึกสุดขั้วหัวใจ ภาพโฮโลแกรมสามมิติที่สะท้อนผ่านหน้าจอแว่นไม่ใช่ภาพเซลล์มนุษย์ที่กำลังเน่าเปื่อยหรือฉีกขาดตามกลไกธรรมชาติ แต่ลึกลงไปใต้ผิวหนังที่ฉีกขาด... เซลล์เนื้อเยื่อและเส้นประสาทมนุษย์ของอาลอนกำลังถักทอ ประสาน และซ่อมแซมตัวเองด้วยความเร็วอันบ้าคลั่ง! พวกมันแตกตัวและหลอมรวมกันเองราวกับมี ‘เจตจำนง’ อภินิหารบางอย่างที่อยู่นอกเหนือสมการแพทยศาสตร์กำลังขับเคลื่อนอยู่

            ‘เป็นไปไม่ได้... อัตราการฟื้นฟูระดับนี้มันผิดแผกเกินกว่าสายเลือดมนุษย์ทั่วไป... ไม่สิ แม้แต่เผ่ายักษาก็ไม่มีทางสมานแผลฉกรรจ์ขนาดนี้ได้ในเวลาไม่กี่นาที!’ ซิลเวียตระหนกในใจอย่างบ้าคลั่ง มือที่เคยนิ่งสงบดุจหินผาเริ่มสั่นเทาเล็กน้อย

    คาลอสที่เฝ้าสังเกตอาการอยู่จับความผิดปกติของซิลเวียได้ ชายชราก้าวเท้าหนักหน่วงตรงเข้ามาที่ข้างเตียง แววตาลึกล้ำเพ่งมองลึกลงไปที่บาดแผลของอาลอน แสงสีรุ้งจางๆ แผ่ออกมาจากใต้ชั้นผิวหนังที่กำลังสมานตัวอย่างลึกลับ แม้จะเบาบางจนแทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่สำหรับปรมาจารย์อย่างเขา มันกลับชัดเจนราวกับแสงตะวัน

            ผู้อำนวยการซาโลมอนที่ก้าวเข้ามาในห้องพยาบาลอย่างเงียบเชียบ เอ่ยเสียงต่ำลึกแฝงความนัยอันน่าสะพรึงกลัว “ซิลเวีย... นี่มัน...”

    “ห้ามส่งเสียง...” ซิลเวียรีบปิดหน้าจอสแกนเนอร์โฮโลแกรมทันทีเพื่อปกปิดสายตาผู้ช่วยแพทย์กลไก ใบหน้าเนียนละเอียดของเธอเย็นเฉียบและเคร่งเครียดขึ้นมาทันตา เธอก้มลงมองซากแขนจักรกลขวาของอาลอนที่แหลกเหลว “แขนขวาชิ้นเก่าพังยับเยินจนไม่เหลือชิ้นดี แกนพลังงานแหลกสลาย การฟื้นฟูของเนื้อเยื่อฝั่งซ้ายกดดันให้เราต้องหาแขนจักรกลชิ้นใหม่มาเปลี่ยนให้เขาโดยด่วน”

            เธอหันมาสบตากับผู้อำนวยการ ดวงตาคู่สวยสั่นไหวด้วยประกายแห่งความลับอันยิ่งใหญ่ “เด็กคนนี้... ไม่ใช่เด็กธรรมดาแน่นอน”


            ความว่างเปล่าอันเยือกเย็นคือสิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่...

    หลังจากการระเบิดพลังปราณสเปกตรัมสีรุ้งเข้าปะทะกับโกเลมบอสยุคปฐมกาลจนสรีระกายเนื้อและจักรกลแทบแหลกสลาย สติสัมปชัญญะของอาลอนก็ร่วงหล่นลงมาอย่างไร้ทิศทาง ดิ่งลึกลงสู่ก้นบึ้งที่มืดมิดที่สุดของ [แดนห้วงฝัน] มิติแห่งจิตวิญญาณที่เคยแปรปรวน บัดนี้กลับหนาวนิ่งและเคว้งคว้างจนน่าใจหาย

    ท้องฟ้าเบื้องบนบิดเบี้ยว สะท้อนเงาร่างของเศษซากกลไกฟันเฟืองและท่อส่งไอน้ำขนาดมหึมาที่หยุดนิ่งไร้ความเคลื่อนไหว ไม่มีเสียงขบกันของเฟืองจักร ไม่มีไอความร้อนระอุ มีเพียงม่านหมอกสีม่วงหม่นที่ลอยอวลปกคลุมผืนน้ำสีดำเบื้องล่างซึ่งราบเรียบราวกับบานกระจกเงา

    [ระบบตรวจจับอันตราย: เงียบดับ]

    [การเชื่อมต่อระบบ Firewall ซีกซ้าย: ล้มเหลว]

    ภายในสมองกลซีกซ้ายของเขา [System 377] ที่เคยส่งเสียงรายงานสถานการณ์อย่างบ้าคลั่งกลับอยู่ในสภาวะ 'เงียบดับ' โดยสมบูรณ์ ราวกับเซ็นเซอร์และโปรแกรมควอนตัมทั้งหมดถูกตัดขาดจากกระแสพลังงานภายนอก ทิ้งให้จิตสำนึกในซีกเนื้องามอันเป็นส่วนเสี้ยวแห่งความเป็นมนุษย์เพียงหนึ่งเดียว ก้าวเดินไปบนผืนน้ำสีดำที่เย็นเยียบขั้วหัวใจเพียงลำพัง

    เสียงฝีเท้าที่เหยียบลงบนผืนน้ำดังกังวานแผ่วเบา สะท้อนก้องในความเงียบสงัด อาลอนรู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่แรงกดดันของลมปราณ ทว่ามันคือเสียงเพรียกที่เรียกหาความเดียงสาและสัญชาตญาณฝั่งมนุษย์ของเขา ให้มุ่งตรงไปยังใจกลางของวิหารสีขาวโบราณที่ปรักหักพังอยู่สุดขอบสายตา

    เสาหินสีขาวครามที่หักโค่นจมอยู่ใต้ผืนน้ำส่งกลิ่นอายแห่งความโดดเดี่ยวและเศร้าหมอง ทว่าลึกลงไปกลับแฝงประกายความกดดันลึกลับที่ทำให้อากาศรอบตัวหนักอึ้ง

    ที่กึ่งกลางของวิหารร้างอันเงียบสงัด อาลอนได้พบกับร่างหนึ่ง นั่งกอดเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ เสียงไห้ปานจะขาดใจนั้นทำให้เด็กหนุ่มกึ่งจักรกลต้องหยุดฝีเท้าลงทันที เมื่อร่างเล็กๆ นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตา

    ดวงตาของอาลอนเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย... ใบหน้าของเด็กชายคนนั้น คือพิมพ์เขียวเดียวกับตัวเขาในวัยเยาว์ทุกประการ เรือนผมสีดำสนิทไร้การจัดทรง ดวงตาสีดำโปร่งแสงคู่นนั้นไม่มีประกายไร้อารมณ์ของเลนส์จักรกลเหล็กไหล แต่อ่อนโยน เปราะบาง และเต็มไปด้วยรอยร้าวรานดุจแก้วเนื้อดีที่จวนเจียนจะแตกสลาย

            อาลอนจ้องมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาเย็นเยียบ เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ความรู้สึก “เจ้าเป็นใคร? รหัสตัวตนของเจ้าไม่มีบันทึกอยู่ในฐานข้อมูลระบบของข้า”

    เด็กชายตัวน้อยช้อนสายตามองอาลอน แววตาคู่นั้นฉายร่องรอยแห่งความโศกเศร้าระคนตัดพ้ออย่างลึกซึ้ง ร่างโปร่งแสงค่อยๆ คลานเข้าหาอาลอนอย่างเชื่องช้า บนผืนน้ำสีดำที่ไร้ระลอกคลื่น

    “รหัสงั้นหรือ...” เด็กชายแค่นหัวเราะเบาๆ น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าบาดลึก “เจ้ารับรู้และมองโลกทุกอย่างผ่านระบบจักรกลอันเย็นชานั่น จนลืมไปแล้วหรือว่าตัวเองเคยเป็นใคร... อาลอน? มองข้าสิ... ข้าคือสายเลือด คือความรู้สึกที่แท้จริงของร่างนี้... คือจิตวิญญาณฝั่งมนุษย์ที่ถูกฟันเฟืองโลหะขยี้จนแหลกเหลวในเรือนแพยามที่บ้านของเราถูกกองทัพเทวะเผาทำลาย”

            เด็กชายหยุดลงตรงหน้าอาลอน หยาดน้ำตาโปร่งแสงไหลรินอาบแก้ม “ข้าถูกกักขังและทอดทิ้งให้อยู่ในความมืดมิดอันหนาวเหน็บนี้มาสิบหกปี... เฝ้ามองดูเจ้าใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบ มองดูเจ้าใช้ร่างกายนี้... มองดูเจ้าแย่งชิงทุกความรู้สึกไปจนข้าแทบไม่เหลือตัวตน”

    คำพูดแผ่วเบาของเด็กชายเปรียบเสมือนเข็มเล่มเล็กที่แทงทะลุเข้าไปขยี้ปมความกลัวที่ลึกที่สุดในส่วนลึกของจิตใจอาลอน—ความกลัวที่ว่า แท้จริงแล้วตัวเขาเป็นเพียง 'เครื่องจักรสังหาร' ที่ไร้หัวใจ เป็นเพียงภาชนะกึ่งทว่าเด็กชายกลับไม่แสดงท่าทีก้าวร้าวหรือโกรธแค้นแม้แต่น้อย รอยยิ้มอันอ่อนโยนบริสุทธิ์ถูกแต่งแต้มขึ้นบนใบหน้าดุจเทวดาตัวน้อย ร่างโปร่งแสงเอื้อมมืออันอ่อนนุ่มและอบอุ่นมาสัมผัสหลังมือซีกที่เป็นเนื้อมนุษย์ของอาลอนอย่างแผ่วเบา

    “แต่ข้าไม่เคยโกรธหรือเกลียดชังเจ้าเลยนะ... อาลอน” เด็กชายช้อนสายตาขึ้นสบ แววตาคู่นั้นฉายประกายชักจูงอย่างเชื่องช้า “ข้ารู้... ข้ารู้ดีที่สุดว่าเจ้าเหนื่อยเหลือเกิน เจ้าต้องแบกรับภาระของฮาร์ดแวร์ที่ไร้หัวใจนั่น ต้องฝืนเปิดประตูเทพจนชีพจรและร่างกายแทบฉีกขาด... เจ้าทำทั้งหมดนั้นเพื่ออะไรกันล่ะ? เพื่อปกป้องพ่ออาดัม แม่มารียา และยัยหนูไรล่า... พวกเขาคือครอบครัวเพียงหนึ่งเดียวของเราไม่ใช่หรือ?”

    น้ำเสียงของเด็กชายเริ่มเปลี่ยนเป็นกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู แฝงความหวานล้ำทว่าเต็มไปด้วยความอำมหิตที่ซ่อนเร้นอย่างเป็นที่สุด โลกลวงตารอบกายเริ่มปั่นป่วน ม่านหมอกสีม่วงหมุนวนสะท้อนภาพโฮโลแกรมใบหน้าของไรล่าที่กำลังกอดตุ๊กตาดินเผาร้องไห้อยู่ในมุมมืด

    "แต่เจ้าไม่รู้ตัวเลยหรือ... ว่าสัญชาตญาณจักรกลในสมองซีกซ้ายของเจ้าน่ะ มันกำลังกลืนกินความรู้สึกรักที่มีต่อพวกเขาไปทีละน้อย... ทุกครั้งที่ระบบ 377 ทำงาน ทุกครั้งที่สเปกตรัมสีรุ้งถูกคำนวณ ความเป็นมนุษย์ของเจ้าจะลดลง และในไม่ช้า... เจ้าจะกลายเป็นเพียงหุ่นยนต์สังหารที่ไม่รู้สึกอะไรเลยยามที่เห็นพวกเขาตาย"

    เด็กชายกระชับมือที่จับอาลอนให้แน่นขึ้น ใบหน้าแทบจะแนบชิด “ปล่อยให้ข้าเข้าไปเถอะ... ให้ข้าเข้าไปประคองและเติมเต็มจิตใจฝั่งซ้ายอันอ่อนล้าของเจ้า เชื่อใจข้าสิอาลอน... เปิดรับข้าเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของแกนกลางระบบ ยามที่เจ้าตื่นขึ้นมาใช้แขนกลชิ้นใหม่นั่น... จงทำตามที่เสียงของข้าบอกในหัว แล้วข้าจะช่วยรักษาความรักและความอบอุ่นที่มีต่อครอบครัวนี้ไว้ให้เอง...”

    ดวงตาสีรัตติกาลของอาลอนผู้เคยเยือกเย็นดุจภูเขาน้ำแข็งกลับต้องสั่นคลอน เจตจำนงอันแน่วแน่ถูกภาพลวงตาอันเปราะบางและเสียงกระซิบอันแสนดีชักนำจนเกือบสูญเสียการควบคุม กระแสปราณสเปกตรัมสีรุ้งในร่างจำลองจิตเริ่มปะทุวนอย่างบ้าคลั่งโดยไร้รหัสควบคุม

    โดยที่อาลอนไม่อาจล่วงรู้เลยว่า... ภายใต้คราบของทารกผู้บริสุทธิ์และอบอุ่น ร่างจำแลงตัวน้อยนี้กำลังลอบฝัง 'สลักรอยแตก' (Fracture Lock) ลงในรหัสประสาทวิญญาณฝั่งซ้ายของเขาอย่างเงียบเชียบ เพื่อรอเวลาในอนาคต!

    “ก้าวเดินไปด้วยกันนะ... อาลอนของเรา”

    เด็กชายตัวน้อยส่งรอยยิ้มสุดท้าย ก่อนที่ร่างโปร่งแสงจะสลายกลายเป็นละอองแสงสีขาวบริสุทธิ์ แทรกซึมเข้าสู่ชีพจรจิตใจฝั่งเนื้อของอาลอนอย่างแนบเนียนและสมบูรณ์ ทิ้งไว้เพียงคำพูดสุดท้ายที่สะท้อนก้องสะเทือนเลื่อนลั่นในแดนห่วงฝัน

    ‘จงทำลายดินแดนเทวะ... แล้วก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเพื่อเรา... อาลอน’

    *ครืนนนนนนน————!*

    แดนห่วงฝันบิดเบี้ยวและพังทลายลงในพริบตา! แสงเลเซอร์สีฟ้าครามปะทุวาบขึ้นในดวงตาเลนส์จักรกลซีกซ้ายที่จู่ๆ ก็ถูกเปิดระบบขึ้นมาอีกครั้งอย่างลึกลับ สัญญาณรหัสสีแดงแจ้งเตือนวิกฤตกรีดร้องระงมในหัว

    [System 377: Unknown Consciousness Fragment Logged into Sector Left-01]

    [Warning: Firewall Bypassed... Core Code Compromised]

    *เฮือก!*

    อาลอนสะดุ้งสุดตัว ร่างกายกึ่งเนื้อกึ่งจักรกลดีดลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างแรง เสียงหอบหายใจหนักหน่วงดังก้องในความเงียบ ดวงตาซีกจักรกลกะพริบแสงสีฟ้าถี่ๆ ก่อนจะค่อยๆ ปรับรูม่านตาเข้าสู่โลกแห่งความจริง!



          ในเวลาเดียวกัน ณ โถงกลางอันโอ่อ่าและกว้างขวางของวิทยาลัยลมปราณและการช่างคาลิฟา บรรยากาศกลับตรงกันข้ามกับความเงียบสงัดของห้องพยาบาลอย่างสิ้นเชิง เสาหินบะซอลต์ขนาดยักษ์สลักรูนเรืองแสงส่องประกายวาววับ ล้อมรอบฝูงนักศึกษานับร้อยชีวิตที่มาออรวมกันอยู่เบื้องหน้าป้ายประกาศผลสอบโฮโลแกรมขนาดยักษ์ใจกลางห้องโถง

            เสียงพูดคุยและหัวเราะอย่างหยิ่งยโสดังมาจากกลุ่มนักศึกษาชนชั้นสูงแถวหน้า “ฮ่าๆๆ สะใจชะมัด! รอบนี้อันดับหนึ่งคงไม่พ้นหอคอยยอดศิลาทองคำของพวกเราแน่!” แคร็กสันหัวเราะร่า ใบหน้าเชิดขึ้นด้วยความลำพอง “ไอ้พวกขยะป้อมสนิมแดงคงสะบักสะบอมเจียนตายอยู่กลางวงกตล่ะมั้ง ป่านนี้คะแนนคงเป็นศูนย์รั้งท้ายตารางตามเคย!”

    “หึ... พวกรากหญ้าก็คือรากหญ้า คิดจะมาแข่งบารมีกับพวกเราในการสอบกลางภาค ช่างไม่เจียมตัว” นักศึกษาชนชั้นสูงอีกคนเสริมพร้อมแค่นเสียงสมเพช

    ครืนนนนนนนนนน————!

    ทันใดนั้น เสียงหวีดหวิวของไอน้ำเวทมนตร์จากวาล์วทองเหลืองบนเพดานโดมดังกึกก้อง แผ่นศิลาประกาศรายชื่อโฮโลแกรมจำลองสเปกตรัมพลันสั่นระรัว ตัวเลขอักขระรูนสีฟ้าครามเริ่มหมุนวนและจัดเรียงลำดับคะแนนสะสมฉบับสมบูรณ์ในวินาทีสุดท้ายของการปิดระบบสอบ

    ฝูงชนต่างเงียบกริบ สายตาทุกคู่จับจ้องไปที่ยอดบนสุดของตาราง

    > [อันดับ 1 ของชั้นปีที่ 1: โบเฟอร์ (หอพักป้อมปราการสนิมแดง) — 1,280,000 แต้ม]

    ความเงียบสงัดอันน่าอึดอัดแล่นเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถงกลางวิทยาลัยทันที ราวกับกาลเวลาถูกแช่แข็งในพริบตา! ใบหน้าของแคร็กสันที่เคยหัวเราะร่วนพลันซีดเผือดลงจนดูคล้ายกับศพไร้วิญญาณ ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ปากอ้าค้างจนลมหายใจติดขัด!

    “ป... เป็นไปไม่ได้! เจ้านี่มันขยะคนแคระอ้วนท้วนนั่นไม่ใช่เรอะ?!” แคร็กสันตะโกนลั่นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าสั่นเครือด้วยความริษยาแกมหวาดกลัว “แต้มโบนัสสังหารบอสมหาศาลนั่น... ตกเป็นของมันงั้นรึ?! แล้วดูอันดับที่เหลือสิ... คาเอล ชาลัค อาลอน... พวกมันอยู่รั้งท้ายตารางคะแนนภาคปฏิบัติ แต่คะแนนของไอ้อ้วนกลับทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชั้นปี!”

    “กรี๊ด! ไอ้พวกห้องสนิมแดงเนี่ยนะได้ที่หนึ่ง! ระบบประเมินผลรวนหรือเปล่า?!” เสียงฮือฮาดังระงมราวกับฟ้าถล่ม เหล่านักศึกษาชนชั้นสูงในชุดเกราะไหมทองหรูหราต่างหน้าถอดสี หลายคนถึงกับแขนขาอ่อนแรง แคร็กสันและพวกลูกน้องที่เคยทรนงตนถึงกับเข่าทรุดกองกับพื้นหิน ข้อมูลนี้เปรียบเสมือนฝ่ามือล่องหนที่ตบเข้าฉาดใหญ่บนใบหน้าอันจองหองของพวกชนชั้นสูงจนแหลกลาญ

    ตัดภาพมาที่ทางเดินแคบๆ หน้าห้องพยาบาลฉุกเฉินอันเงียบสงบ แสงไฟจากหลอดก๊าซเวทมนตร์กะพริบติดๆ ดับๆ ทอดเงายาวเหยียดบนพื้นโลหะชื้นแฉะ ชาลัคในสภาพผ้าพันแผลท่วมตัวซีกซ้ายและคาเอลที่กำลังขยับหน้ากากกันแก๊สเพื่อพยุงร่างกาย ยืนรอฟังอาการของอาลอนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

    ตึก... ตึก... ฉึก...

    เสียงฝีเท้าที่ลงน้ำหนักไม่เท่ากันดังแว่วมาจากมุมมืดของทางเดิน ปรากฏร่างระหงของ 'ลูเน่' (มงกุฎไร้แสง) เฝ้ามองมาจากข้างนอก นัยน์ตาสีฟ้าครามทอดมองผ่านกระจกห้องพยาบาลอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะคลี่ยิ้มบางที่มุมปากอย่างพอใจ