บทที่ 36 เพชฌฆาตเหินฟ้า
ยักษ์สองหัวไม่ต้องการตอบคำถามใด ๆ มันส่งเสียงคำรามลั่น!
เสียงคำรามอันดุเดือดดังลั่น!
มันยกเท้าซ้ายเตะ …แต่ไม่โดน!
มันเปลี่ยนเป็นเท้าขวา …แต่ไม่โดน!
มันสะบัดมือทั้งสองข้างเล็งไปที่ร็อบบ์ …แต่ก็ไม่โดน!
หัวซ้ายพ่นลูกศรน้ำแข็งออกไป…ก็ไม่เป็นอะไร!
หัวขวายิงลูกไฟขนาดใหญ่…ก็ยังคงไม่เป็นอะไรอีก!
เจ้ายักษ์สองหัวเกือบหมดแรง "ข้าเหนื่อยมากนะไอ้มนุษย์เวร!"
บารอน นักผจญภัยทั้งสาม แม่ชี และทหารที่เฝ้าดูต่างฉงนไปตาม ๆ กัน
"เกิดอะไรขึ้น"
"ไอ้บ้า"
"เป็นไปไม่ได้!"
ภายใต้สายตามึนงงทุกคู่ที่มองมา ในที่สุดร็อบบ์ก็เริ่มเคลื่อนไหว ยิ่งไปกว่านั้นการเคลื่อนไหวนี้ยังเหมือนกับที่บารอน เพอร์ซิอัสใช้ก่อนที่จะโจมตี
"มันเป็นสภาวะบ้าคลั่ง!" บารอนตะโกนว่า "เฮ้?! คุณร็อบบ์เป็นเบอร์เซิร์กเกอร์เหรอ?"
จากนั้นร็อบบ์ก็กระโดดขึ้นง้างดาบขึ้นฟัน
เพชฌฆาตเหินฟ้า!!
นี่เป็นทักษะที่บารอน เพอร์ซิอัสใช้เช่นกัน เขากำลังจะบอกว่ามันไม่ได้ผลหรอก!
แต่เมื่อเห็นว่าร็อบบ์ใช้ดาบฟัน อีกทั้งยังเคลื่อนไหวว่องไวจนยักษ์สองหัวไม่มีเวลาตอบสนอง เขาก็เห็นแล้วว่ามันคงไม่สามารถหยุดท่าเพชฌฆาตเหินฟ้าได้!
ดาบของร็อบบ์เคลื่อนจากจากซ้ายไปขวาแล้วฟาดลงหนึ่งครั้งเป็นรูปแบบกากบาท และยังตามกระหน่ำสับลงมาอีกสามครั้ง!
แสงของดาบนั้นพร่างพราวชวนเวียนหัว ดวงตาของพวกเขาดูเหมือนจะเต็มไปด้วยประกายจากแสงดาบ
ตอนแรกบารอน เพอร์ซิอัสจำได้ว่าร็อบบ์กำลังทำอะไรอยู่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็ไม่เห็นชายหนุ่มอีกต่อไป การกระทำของร็อบบ์ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า บารอนเห็นเพียงร่างเลือนรางดำ ๆ ที่โฉบไปมาเพื่อจัดการเจ้ายักษ์
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเพียงใด เมื่อทุกคนหลุดออกจากภวังค์ พวกเขาก็พบว่าร็อบบ์ชักดาบออกแล้วโยนไปข้าง ๆ ด้วยท่วงท่าสบาย ๆ และเลือดก็สาดกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้า
ร็อบบ์ปัดมือแล้วพูดว่า "เวรเอ๊ย ฉันเผลอฆ่ามันตายตอนฟันครั้งที่ 943 ฉันวางแผนที่จะฟันให้ครบ 1000 ครั้งสักหน่อย แต่ตอนนี้มันตายแล้วฉันจะทำอะไรได้! เอ้า นี่ดาบของคุณ ฉันจะไม่เล่นเบอร์เซิร์กเกอร์สักพัก"
ฝูงชนพูดไม่ออกครู่หนึ่งและมองไปที่ยักษ์สองหัวด้วยสีหน้าตกตะลึง
เจ้าเบิ่มตายแล้ว ตอนนี้เหลือเพียงเศษซากอวัยวะภายในที่กระจัดกระจาย …ต้องขอบคุณความจริงที่ว่าทุกคนเคยเห็นเลือดและคนตายมาก่อนจึงไม่ได้อาเจียนออกมา
ร็อบบ์กล่าวว่า "โทษที! นั่นไม่ดีเลย ฉันระวังตัวไม่มากพอ เผลอตัดหัวมันจนได้"
ในเวลานี้แน่นอนว่าชายหนุ่มต้องรีบเปลี่ยนเรื่อง ขณะนี้ผู้คนกำลังสับสนและเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา พวกเขาอาจถามว่าทำไมเขาถึงแข็งแกร่งเพียงนี้ จากนั้นก็อาจกราบไหว้แล้วขอให้ช่วยอะไรเทือกนั้น
เขารีบเอื้อมมือออกไปคว้ากอร์ดาที่กำลังสับสน และมืออีกข้างหนึ่งเขย่าร่างจีคไปด้วย
ชายหนุ่มจับไหล่พวกเขาและพูดว่า "ไปซ่อมกำแพงในโบสถ์ก่อน มันเป็นยักษ์ที่คุณนำมา ฉะนั้นมันเป็นความรับผิดชอบของคุณ"
กอร์ดา "..."
จีค "..."
“เฮ้ อย่ามัวแต่งง ไปซ่อมบ้านให้ฉันก่อนเร็ว!"
กอร์ดาและจีคตื่นขึ้นจากภวังค์ ทั้งสองหัวเราะอย่างบ้าคลั่งขณะที่น้ำตาก็คลอเบ้า "แค่ซ่อมใช่ไหม"
ชายสองคนเดินไปที่โบสถ์ของร็อบบ์ก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ "คุณร็อบบ์ ทำไมถึงพาแค่เรามาล่ะ? เชอริลไม่ต้องมาด้วยเหรอ? เธอก็นำเจ้าเบิ่มนั่นมาที่นี่ด้วยนี่นา"
ชายหนุ่มดุด่าทว่าใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม "คุณสองคนเป็นยอดชายชาตรี คุณกล้าขอให้ผู้หญิงทำงานที่ยากลำบากแบบนี้ได้ยังไง? รีบไปเถอะ"
กอร์ดากับจีคไม่อาจหาอะไรมาหักล้างได้จึงต้องเชื่อฟังและไปซ่อมรูตรงกำแพงอย่างจำนน
ในขณะเดียวกัน ก่อนที่บารอน เพอร์ซิอัส เสี่ยวอี้และทหารจะตื่นขึ้นมาจากความสับสน ร็อบบ์ก็จากไปไกลแล้วและโบกมือพูดว่า "มันดึกแล้ว ขอให้ทุกคนกลับบ้านโดยสวัสดิภาพ อาบน้ำนอนหลับพักผ่อนซะ อย่ามัวอยู่ที่นี่"
บารอนกับเสี่ยวอี้พยักหน้าอย่างว่าง่าย แต่สายตากลับเลื่อนลอยคล้ายกับว่ายังคงตะลึงไม่หาย
อีกด้านหนึ่ง ชายหนุ่มคว้ามือของเชอริลไว้มั่น และลากเธอไปที่โบสถ์ "มากับฉัน ฉันมีบางอย่างจะบอกคุณ"
เชอริลไม่มีกำลังเหลืออยู่ ดังนั้นจึงค่อย ๆ ปล่อยให้ตัวเองถูกดึงไปอย่างว่าง่าย
จนกระทั่งกลับไปที่โบสถ์ พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะพูดคุยอะไร
บารอน เพอร์ซิอัสที่ตื่นขึ้นมาจากความสับสนจึงหันไปหาเสี่ยวอี้และถามว่า “นี่... นักบวชคนนั้นเป็นใคร พระเจ้า โบสถ์แห่งแสงมีเบอร์เซิร์กเกอร์ที่ทรงพลังขนาดนี้ได้ยังไง"
เสี่ยวอี้ตอบอย่างงุนงงว่า "ฉันก็ไม่รู้ เราต้องถามเขาทีหลัง ดูเหมือนว่าเขาคงไม่ใช่นักบวชประจำเมืองธรรมดา ๆ"
ในขณะที่ร็อบบ์กับเชอริลกลับมาและมาที่ห้องสารภาพบาปที่เงียบสงบ นี่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด และแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่ทุกคนจะมาแอบฟังอะไรที่นี่
ทันทีที่เชอริลนั่งลง เธอก็อ้าปากค้างอย่างหนัก แม้ว่าเสี่ยวอี้จะรักษาอาการบาดเจ็บทางร่างกายให้หายขาดแล้ว กระนั้นก็ยังคงรู้สึกเหนื่อยล้า นี่ไม่ใช่การรักษาเพียงครั้งเดียวก็จะหายสนิท เธอเหยียดมือกับเท้าที่เหนื่อยล้าและบ่นออกมาว่า "เฮ้อ เกือบไปแล้วเชียว ฉันคิดว่าเราต้องจัดการกับยักษ์ธรรมดาเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น แต่ไม่ได้คาดคิดว่าจะดึงดูดราชายักษ์สองหัวมา..."
ชายหนุ่มถาม "ถ้าโชคร้ายขนาดนี้ แล้วคุณใช้ชีวิตมาจนถึงทุกวันนี้ได้ยังไง"
คนถูกถามตอบกลับมาว่า “มันไม่ได้เลวร้ายขนาดนี้เสมอไป ก่อนหน้านี้มันก็ถือว่าดี แต่เมื่อได้พบคุณ โชคของฉันกลับแย่ลงและเกือบถึงตายตั้งสองหน!!"
"โอ้ คุณโทษฉันเหรอ"
หญิงสาวจึงตอบกลับอย่างอารมณ์ดี "ฮ่าฮ่า! มันก็แค่เรื่องตลก เราหนีความตายหนีไม่พ้นหรอก คุณช่วยเราไปแล้วสองครั้ง ฉันไม่รู้ว่าจะขอบคุณยังไงดี”
เธอเป็นผู้หญิงขี้เล่นและมักจะพูดทุกอย่างที่คิด เชอริลอยากจะพูดว่า ‘ฉันไม่รู้ว่ามันเพียงพอที่จะให้คำสัญญาต่อกันหรือไม่’
แต่ก่อนที่จะพูดเรื่องตลกได้เธอก็รู้สึกเขินอายขึ้นมา และรู้สึกว่ายังเร็วเกินไปที่จะเล่นมุกตลกเช่นนี้ในความสัมพันธ์ของพวกเขา ดังนั้นเธอจึงพูดออกมาว่า "คุณพาฉันมาที่นี่ต้องการบอกจะอะไรเหรอ"
ชายหนุ่มช้อนตามอง "ดูเหมือนครั้งที่แล้วคุณจะมีม้วนคัมภีร์เปล่า เอามันออกมา ฉันจะทำม้วนคัมภีร์เคลื่อนย้ายทันทีอีกครั้ง"
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เชอริลก็อดไม่ได้ที่จะชะงักและรู้สึกสะเทือนใจ “ฉันขอโทษ ครั้งที่แล้วคุณมอบม้วนคัมภีร์ล้ำค่าให้ฉัน แต่ก็เสียมันไปในพริบตา แน่ใจเหรอว่าจะสร้างอีก ครั้งสุดท้ายที่ทำมันเมื่อไม่กี่วันก่อน คุณได้ฟื้นฟูพลังเวทมนตร์ที่หายไปแล้วหรือยัง? ถ้ายังไม่ฟื้น คุณคงเหนื่อยแทบตายหากต้องทำใหม่ทันทีตอนนี้”
เขาตอบอย่างสบาย ๆ ว่า "ฉันไม่ตายง่าย ๆ หรอก ไม่ต้องห่วง! ฉันแค่กังวลเรื่องความปลอดภัยของทีมคุณมากขึ้นน่ะ"
เชอริลรู้สึกอยากร่ำไห้ …พวกเขาพบกันโดยบังเอิญ แต่ไม่รู้จะขอบคุณอย่างไรให้สมกับสิ่งที่เขาได้ช่วยเหลือทีมของเธอไว้
ร็อบบ์กล่าวว่า "อีกอย่างหนึ่ง ฉันขอให้คุณช่วยทำให้คนเหล่านั้นลืมสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ได้ไหม? ฉันไม่อยากให้ใครรู้ว่าฉันมีพลังน่ะ"