เป็นเพราะการทดสอบครั้งนี้ของหลันเฟิงโลกภายนอกจึงเกิดความวุ่นวายขึ้นตระกูลจ้าวและตระกูลหวังพลันงุ่นง่านเหมือนนั่งอยู่บนพรมเข็ม เตรียมพร้อมที่จะก่อความวุ่นวายได้ทุกเมื่อ
หลันเสียนหลังที่ได้รับผลกระทบนี้ก็ไม่ได้ออกไปเปิดแผงในช่วงนี้เพราะเขาเพิ่งจะออกจากประตูก็จะถูกกลุ่มคนจับจ้อง บางคนก็แอบมองเขาเงียบๆบางคนก็พยายามตีสนิทโดยเฉพาะทำให้ตะกร้าสะพายหลังและตะกร้าไม้ไผ่ที่เขาสานไว้ถูกขายหมดจนเกลี้ยงหากแค่ครั้งสองครั้งก็ยังพอว่า แต่มันมักจะเป็นเช่นนี้เสมอทำให้เขารู้สึกเบื่อหน่ายมาก
ดังนั้นหลันเฟิงที่ปกติแล้วจะอยู่ในลานเพียงลำพังยามนี้พลันมีเงาร่างปรากฎเพิ่มขึ้นมาอีกสายหนึ่ง
หลันเสียนหลงนั่งอยู่บนม้านั่งไม้ใต้เงาแมกไม้พลางสานตะกร้าไม้ไผ่เงียบๆ ฝ่ามือที่หยาบกระด้างราวกับมีพลังมารอย่างไรอย่างนั้นเคลื่อนผ่านตะกร้าไม้ไผ่ที่ยังสานไม่เสร็จไปด้วยความรวดเร็ว
ส่วนหลันเฟิงหลังจากที่สร้างอาวุธที่เหมาะสมกับตนเองได้แล้ว เขาก็ค่อยๆ ลดเวลาการตีเหล็กลงและใส่ใจกับการฝึกฝนไอปราณและทักษะปราณอีกครั้ง
ยามนี้พลังยุทธ์ของหลันเฟิงบรรลุถึงขั้นห้าแล้วและการฝึกฝนคาถาเพลิงคลั่งก็อยู่ในช่วงสำคัญอีกด้วย
ยามที่เขาฝึกฝนคาถาเพลิงคลั่งวันแรกเขาก็กระตุ้นเปลวเพลิงได้สำเร็จจนเข้าขั้นสำเร็จเล็กน้อยแล้วแต่ระดับความยากของขั้นสำเร็จครั้งใหญ่นั้นกลับมากกว่าขั้นสำเร็จเล็กน้อยสิบเท่าผ่านมาครึ่งเดือนกว่า เขาถึงเชื่อมโยงเส้นลมปราณที่เล็กและบางบนนิ้วทั้งสิบเข้าด้วยกันได้เหลือเพียงเส้นลมปราณตรงฝ่ามือที่ยังไม่เชื่อมต่อกัน หากเส้นลมปราณทั้งสองที่เชื่อมต่อกันก็จะเข้าสู่ระดับสำเร็จครั้งใหญ่และพลานุภาพของคาถาเพลิงคลั่งก็จะเพิ่มขึ้นหลายเท่าพลานุภาพที่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง!
หลันเฟิงกดความตื่นเต้นในใจและควบคุมความรู้สึกตนเองจิตใต้สำนึกจมเข้าสู่จุดตันเถียนและโคจรไอปราณในจุดตันเถียนพิษให้โคจรไปตามเส้นทางของคาถาเพลิงคลั่ง
จุดคอขวดของระดับสำเร็จครั้งใหญ่แข็งแกร่งกว่าที่หลันเฟิงคิดเอาไว้สิ่งที่อุดตันเส้นลมปราณเล็กๆ อยู่ก็ทนทานกว่าที่เขาคิด เขาเสียเวลาไปกับการทะลวงมากกว่าร้อยครั้งในตอนเช้าแต่ก็ยังไม่อาจทะลวงเส้นลมปราณได้
“ไม่ต้องรีบร้อนใจเย็นๆ ขอแค่เจ้ามีความอดทนพอ เส้นลมปราณเล็กๆ เหล่านี้จะถูกเจ้าทะลวงแน่นอน อุส่าต่อสู้ผ่านความยากลำบากในอดีตมาได้จะใจร้อนไปทำไม ไม่รู้สึกเสียหน้าหรือ” ทุกครั้งที่หลันเฟิงใจร้อนและหมดความอดทนชายชราก็มักจะคอยชี้แนะอยู่ด้านข้าง คอยปลุกปลอบอาการใจร้อนอยู่ไม่สุขของชายหนุ่ม
เปลวเพลิงร้อนแรงแสบตามาอยู่เหนือศีรษะถึงยามเที่ยงวันแล้ว
หลังจากที่หลันเฟิงล้มเหลวมาหนึ่งร้อยหกสิบกว่าครั้งในที่สุดเขาก็ทะลวงเส้นลมปราณที่ฝ่ามือขวารวบรวมเปลงเพลิงได้สายหนึ่งแล้ว!
“ฟึบ!”
ข้างหูมีเสียงเปลวเพลิงร้องแรงดังขึ้นราวกับเสียงที่งดงามที่สุดในโลก ทำให้ความเหนื่อยล้าทั่วสรรพางค์กายของชายหนุ่มหายวับไปกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
เส้นลมปราณที่ทะลวงผ่านฝ่ามือเชื่อมชีพจรของฝ่ามือเข้าด้วยกันเปลวเพลิงแล่นไปมาระหว่างนิ้วทั้งห้าและใจกลางฝ่ามือยิ่งไปกว่านั้นยังควบคุมได้อย่างง่ายดายอีกด้วย
เมื่อทำได้ถึงขั้นนี้ก็หมายความว่าอีกครึ่งก้าวก็เข้าสู่ระดับสำเร็จครั้งใหญ่แล้ว
ทว่าไม่รอให้ชายหนุ่มดีใจชายชราพลันราดน้ำเย็นใส่ “อย่าเพิ่งตื่นเต้นไป รอให้ถึงระดับสำเร็จครั้งใหญ่ ควบคุมคาถาเพลิงคลั่งได้จริงๆค่อยดีใจก็ยังไม่สบาย คนทั่วไปมักถนัดขวา เจ้าเองก็ไม่ใช่ข้อยกเว้นด้วยเหตุนี้เส้นลมปราณที่มือขวาจึงทะลวงได้ง่าย จุดนี้เจ้าน่าจะได้สัมผัสอยู่แล้วด้วยเหตุนี้เจ้าอย่าได้ดีใจไวไปนัก จุดที่ยากจริงๆ อยู่หลังจากนี้”
เหลือบมองชายชราแวบหนึ่งด้วยความจนปัญญาหลันเฟิงอดที่จะหัวเราะอย่างขมขื่นไม่ได้
บางครั้งชายชราผู้นี้ก็พูดจาไม่น่าฟังเสียเลย!
“วางใจเถิดข้ายังไม่ถึงกับดีใจจนลืมตัวเพียงเพราะทะลวงเส้นลมปราณที่ฝ่ามือได้หรอกน่า” ชายหนุ่มกลอกตาพลางมองค้อนใส่ชายชรา
แม้ว่าในใจจะยอมรับคำพูดของชายชราแต่ปากของหลันเฟิงกลับไม่ยอมแพ้
หลังจากผ่านไปชั่วครู่หลันเฟิงพ่อลูกก็มานั่งอยู่หน้าโต๊ะอาหารแล้วกินอาหารกลางวันด้วยกันเงียบๆ
รอจนเกือบจะกินเสร็จหลันเสียนหลงพลันเอ่ยถามว่า “เจ้าฝึกฝนคาถาเพลิงคลั่งหรือ”
หลันเฟิงชะงักเล็กน้อยก่อนพยักหน้า หลันเฟิงรู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจปิดบังได้และไม่จำเป็นต้องปิดบังจึงยอมรับไปเสียเลย “ใกล้จะฝึกถึงระดับสำเร็จครั้งใหญ่ยิ่งใหญ่แล้ว”
“แต่คุณสมบัติร่างกายเจ้า...”หลันเสียนหลงตกตะลึงไปเล็กน้อยแล้วถึงได้ถอนหายใจพร้อมโคลงศีรษะ“ระดับความเร็วในการฝึกฝนไอปราณเร็วก็ช่างเถิดยามนี้แม้แต่ระดับความเร็วในการฝึกฝนทักษะปราณก็ยังน่าตกตะลึงเพียงนี้”
“หึๆ”
หลันเฟิงหัวเราะแห้งแล้วก้มหน้าลงเพิ่มความเร็วในการบดเคี้ยวอาหารมากขึ้น
หลันเสียนหลงมองชายหนุ่มหน้าตาหมดจดอย่างใจลอยเล็กน้อยเขามองเห็นตนในอดีตรางๆความทรงจำมากมายที่ถูกผนึกไว้หลายปีพลันปรากฎขึ้นในหัวของเขาอย่างควบบคุมไม่ได้ความสุขและความทุกข์ตัดสลับกันไปมา ยามนี้มันยังคงแจ่มชัด ราวกับสลักไว้ในจิตใจก็ไม่ปานไม่อาจกำจัดได้ตลอดกาล
หลันเสียนหลงส่ายหน้าพยายามปิดผนึกความทรงจำเหล่านี้เอาไว้เขากลับมาสงบอีกครั้ง สายตาที่มองชายหนุ่มก็อ่อนโยนขึ้น
สำหรับเขาแล้วการได้เห็นบุตรชายเติบโตขึ้นทีละนิดๆนี่ไม่ใช่ความสุขหรอกหรือ
ยามนี้ได้เห็นหลันเฟิงเติบโตเป็นผู้ใหญ่อย่างรวดเร็วจากเด็กทารกวัยหัดเดิน เติบโตเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งหัวใจของหลันเสียนหลงกลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์เล็กน้อย พลันย้อนนึกถึงวันเก่าๆ
เมื่อกินอาหารกลางวันเสร็จหลันเฟิงถึงได้เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “ท่านพ่อ ข้าไปฝึกก่อนนะ"
หลันเสียนหลงโบกมือด้วยรอยยิ้มแล้วยืนขึ้น“ไปเถิด พ่อจะเก็บกวาดเอง การล่าประสบการณ์ใกล้เข้ามาแล้วหากพลังยุทธ์ของเจ้าเพิ่มขึ้นได้อีกขั้น ความหวังที่จะเข้าสำนักศึกษาเมิ่งอู่ได้ก็จะมากขึ้นหน่อย”
เมื่อหลันเฟิงเดินออกจากเรือนเขาก็หันไปมองเงาแผ่นหลังที่ค่อยๆ ค่อมลงแวบหนึ่ง ก่อนสูดลมหายใจลึก กำจัดความรู้สึกตื้นต้นที่แล่นมาที่จมูกพยายามควบคุมความรู้สึกในใจ
“เริ่มได้!”
หลันเฟิงนั่งอยู่ตรงกลางลานไม่มีคำพูดอันฮึกเหิมใดๆและไม่มีการให้กำลังใจตนเอง เขาบริกรรมในใจ และจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน
เขาที่อยู่ในระดับไอปราณขั้นห้าสามารถควบคุมไอปราณได้แทบจะถึงหนึ่งในสามส่วนของพลังไอปราณที่บรรจุอยู่ในจุดตันเถียนแล้ว
ภายใต้การควบคุมด้วยจิตสัมผัสของเขาไอปราณจำนวนมากไหลเชี่ยวดังสายน้ำทะลวงไปตามร่างกาย ทุกแห่งที่มันไหลผ่านไปก็จะทิ้งอุณหภูมิร้อนระอุไว้ทำให้ชายหนุ่มเป็นเหมือนกับเตาเพลิงอย่างไรอย่างนั้น มีคลื่นร้อนระบุแผ่ออกมาจากสี่ทิศแปดด้านรอบตัวเขา
หลังจากผ่านไปสองสามชั่วลมหายใจไอปราณทั้งหมดและพลังมหาศาลก็รวมตัวอยู่ที่เส้นลมปราณบนแขนซ้าย
ไอปราณสองกลุ่มแล่นไปตามเส้นลมปราณสองสายแล้วพุ่งไปที่เส้นลมปราณตรงใจกลางฝ่ามือ พลังมหาศาลดูเหมือนกับกองทัพม้านับพันหมื่นตัวอย่างไรอย่างนั้น!
“ปัง!”
การทะลวงอันหนักหน่วงทำให้ฝ่ามือของหลันเฟิงส่งเสียงดังสนั่นคนนอกอาจจะได้ยินไม่ชัด แต่เสียงนี้กลับดังขึ้นในหูของหลันเฟิงราวกับระฆังใบใหญ่ทำให้หูของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ความเจ็บปวดมหาศาลแล่นเข้ามาตามเสียงดังสนั่นนั่นทำให้หน้าผากของหลันเฟิงมีเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มไปหมด “ซี้ด...”
ชายหนุ่มพักผ่อนเล็กสักครู่สีหน้าซีดเผือดฟื้นฟูกลับมาเล็กน้อย แล้วกัดฟันควบคุมไอปราณให้แล่นไปตามเส้นทางของคาถาเพลิงคลั่งอีกครั้ง
หลันเสียนหลงที่เก็บจานชามเสร็จแล้วมองเห็นชายหนุ่มฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งก็รู้สึกเจ็บปวดทว่าเขารู้จักความดื้อรั้นของชายหนุ่มดี จึงล้มเลิกความคิดที่จะเกลี้ยกล่อมให้ชายหนุ่มหยุดไป
ยามที่เด็กคนนี้หัวแข็งต่อให้เอาวัวสิบตัวมาฉุดก็ไม่อยู่
พระอาทิตย์คล้อยต่ำเวลาว่างที่เหลือเป็นดุจดั่งฟองน้ำหลากสีไหลเชี่ยวเป็นพันลี้ปกปิดท้องฟ้ากว่าครึ่งเอาไว้
หลังจากผ่านการทะลวงไปเกือบสองร้อยครั้งฝ่ามือของหลันเฟิงที่มีเส้นลมปราณขวางกั้นอยู่ก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“ฟู่...”
หลันเฟิงพ่นลมหายใจออกมาช้าๆจิตวิญญาณเหนื่อยล้า ทั่วกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อราวกับเพิ่งถูกดึงขึ้นมาจากน้ำก็ไม่ปาน
ทว่าชายหนุ่มยังคงฝึกฝนไม่หยุดราวกับเครื่องจักรมนุษย์ที่ไม่รู้จักเหนื่อยล้า
ชายชรามองชายหนุ่มอย่างเงียบงัน
เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าคำนวณวันเวลา เหลืออีกแค่สามวันก็จะถึงการล่าประสบการณ์แล้วชายชรารอคอยเป็นอย่างยิ่ง ในการล่าประสบการณ์ที่จะถึงในอีกสามวันให้หลังนี้ยามที่ทุกคนเห็นผลลัพธ์ของการฝึกฝนของชายหนุ่ม สีหน้าจะประหลาดใจขนาดไหนกัน
เมื่อคิดเช่นนี้ใบหน้าที่เคร่งขรึมของชายชราก็แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มจางๆ
“ฟึบ”
และในยามนั้น เปลวเพลิงร้อนแรงก็ส่งเสียงจากการเผาไหม้ดังเข้าหูชายชรา
รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งชัดเจนขึ้นก่อนเอ่ยปากอย่างแช่มช้าว่า “ยินดีด้วย เจ้าทำสำเร็จแล้ว!”
ในที่สุดชายหนุ่มที่ผ่านการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งมาครึ่งเดือนก็ฝึกฝนทักษะควบคุมเพลิงสีเขียวระดับกลางอย่างคาถาเพลิงคลั่งได้ถึงระดับสำเร็จครั้งใหญ่แล้ว!
พลังยุทธ์ระดับไอปราณขั้นห้าประกอบกับคาถาเพลิงคลั่งระดับสำเร็จครั้งใหญ่ หลันเฟิงก็ทำคะแนนที่น่าตกตะลึงเป็นอย่างยิ่งในการการล่าประสบการณ์ได้แล้วแม้จะไม่ถึงที่หนึ่ง แต่อย่างน้อยก็คงอยู่ในสามอันดับแรกได้อย่างไม่มีปัญหาหากดวงดีบางทีอาจมีหวังคว้าที่หนึ่งก็ได้
หลันเสียนหลงที่สานตะกร้าไม้ไผ่อยู่ใต้เงาไม้ก็หยุดมือมองตรงมาที่ร่างของชายหนุ่มที่เงียบสงบอยู่ ริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย
“ฟู่...ฟู่...”
หลันเฟิงหอบหายใจหนักหน่วงอยู่นานถึงค่อยๆ ได้สติ มุมปากหยักขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าหมดจดค่อยๆ ถูกรอยยิ้มเข้ามาแทนที่
ชายหนุ่มเลียริมฝีปากที่แห้งผากดวงตาทั้งสองหรี่ลงเป็นเส้นตรง “อยู่ห่างจากสำนักศึกษาเมิ่งอู่เพียงก้าวเดียวแล้ว”
และในใจของเขาก็มีเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งประโยค“อยู่ใกล้ศัตรูของท่านพ่อรวมทั้งสตรีจากจวนค้ำฟ้าขึ้นอีกก้าว!”
ยามที่ชายหนุ่มเอ่ยพึมพำนั้นเงาร่างของเขากลับซวนเซแล้วล้มลง
จิตวิญญาณของเขาถูกบีบจนถึงขีดจำกัดความแข็งแกร่งของร่างกายถูกดูดไปจนเกลี้ยง หากไม่ใช่เพราะความตั้งใจอันแรงกล้า เกรงว่าเขาคงล้มลงตั้งนานแล้วยามนี้ในที่สุดก็ฝึกฝนคาถาเพลิงคลั่งจนถึงระดับสำเร็จครั้งใหญ่แล้ว จึงผ่อนคลายลงจิตสัมผัสและความเหนื่อยล้าจึงถาโถมเข้ามาทำให้ชายหนุ่มหมดสติไปในพริบตา
“เสี่ยวเฟิง!” หลันเสียนหลงที่อยู่ตรงเงาไม้พุ่งเข้ามาเป็นคนแรก
ข้างกายของชายหนุ่มชายชราโศกเศร้ายิ่งนัก “เจ้าเด็กคนนี้ พยายามเกินไปแล้ว!”
แม้ชายหนุ่มจะหมดสติไปแต่ท่าทางของเขานั้นยังพอจะเห็นเค้าโครงท่าทางการฝึกฝนได้รางๆ
ดูเหมือนว่าการฝึกฝนจะกลายเป็นสัญชาตญาณของเขาไปแล้ว