อันอี่เจ๋อไม่ได้รั้งอยู่นานนักเพียงกล่าวถ้อยคำเรียบง่ายออกมาสองประโยค แล้วก็จากไป
ซูเจี๋ยนนอนแผ่หราอยู่บนเตียงนึกทบทวนบทสนทนาเมื่อครู่ หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่ได้หลุดปากพูดอะไรออกไปจึงค่อยผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก อย่างไรก็ตาม ด้วยบางสิ่งที่ติดค้างอยู่ในใจเขาจึงรู้สึกอยู่เสมอว่ามีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง
หลังจากนอนนิ่งอยู่อีกพักใหญ่ จู่ๆซูเจี๋ยนก็อุทานดัง ‘อ๊ะ’ ออกมาเขารู้แล้วว่าอะไรผิดปกติ! คู่รักข้าวใหม่ปลามันไงล่ะ!อันอี่เจ๋อกับสาวน้อยซูเจี๋ยนคนนี้เพิ่งแต่งงานกันได้เดือนเดียวเองไม่ใช่รึไง?ไม่ใช่ว่า่เวลานี้ควรจะต้องทำตัวติดหนึบรักใคร่กันเป็ตังเมหรอกเหรอ?ภรรยาได้รับาเ็ทั้งยังสูญเสียความทรงจำไปแบบนี้ทำไมอันอี่เจ๋อถึงดูใจเย็นได้ปานนั้น? ไม่กลัวว่าภรรยาจะหลงลืมตัวเองแล้วหลังออกจากโรงพยาบาลก็ไปตกหลุมรักชายอื่นบ้างหรือไง?
ซูเจี๋ยนขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอยู่นานแต่จากนั้นก็คลายหัวคิ้วออกแล้วยกมุมปากยิ้มเยาะหยัน ไม่ว่ายังไงคราวนี้เ้าอันอี่เจ๋อก็โชคร้ายแน่แล้ว ในเมื่อคนที่มีชีวิตอยู่ตอนนี้เป็ตัวเขาเองเป็ซูเจี๋ยนเวอร์ชั่นผู้ชาย เื่ที่จะไปตกหลุมรักชายอื่นนั้นย่อมเป็ไปไม่ได้ผู้แซ่ซูคนนี้ก็จะปรับตัวตามความชอบของตัวเอง เจอสาวๆสวยน่ารักก็ต้องถูกดึงดูดใจเป็ธรรมดา ตอนที่พบว่าภรรยาทอดทิ้งตัวเองหันไปชอบสาวงามคนอื่น อันอี่เจ๋อจะไม่ะเิโทสะออกมาได้ยังไงไหว?
นึกถึงปฏิกิริยาตอบสนองของอันอี่เจ๋อในอนาคตซูเจี๋ยนก็พลันรู้สึกขึ้นมาว่าเื่การสลับร่างเกิดใหม่แบบฟ้าผ่าครั้งนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเสียทีเดียว!
……………………………….
หลังลืมตาตื่นขึ้นมาในวันรุ่งขึ้นสิ่งแรกที่ซูเจี๋ยนกระทำก็คือควานคลำหน้าอกของตัวเอง
จากนั้นจึงได้ค้นพบความจริงอันน่าโศกเศร้าว่าแผงอกที่ควรจะกำยำของตัวเองกลับยังคงมีก้อนเนื้อนุ่มนิ่มอิ่มเต็มอยู่เช่นเคยเขาเฝ้าภาวนาให้เื่ทั้งหมดเป็เพียงฝันร้ายน่าอนาถตื่นหนึ่งทว่าความเป็จริงกลับยังทำให้เขาอยากวิ่งชนกำแพงอยู่เหมือนเดิม
เวรตะไล! ก่อนหน้านี้เวลาฝันถึงเงินห้าล้านตื่นมาทีไรก็มีแต่น้ำลายเปียกไปครึ่งหมอนเหลือให้ดูต่างหน้าแล้วทีไอ้ฝันโศกนาฏกรรมขมขื่นแบบนี้ทำไมตื่นขึ้นมาแล้วมันยังเป็โศกนาฏกรรมอยู่เหมือนเดิมล่ะ! [1]
ซูเจี๋ยนเอาหัวกระแทกหมอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ถ้าสูญเสียความทรงจำไปจริงๆ ก็คงดีอย่างน้อยก็ไม่ต้องมาคอยสู้รบปรบมือกับความขมขื่นโศกเศร้ากับความเป็จริงที่ตื่นขึ้นมาแล้วกลายเป็ภรรยาของศัตรูหัวใจของตัวเอง....
ซูเจี๋ยนไว้อาลัยให้ตัวเองอย่างเงียบงันแล้วทันใดนั้นในใจก็ตึงเครียดขึ้นมา ไม่นะ! ปวดฉี่!
กล่าวได้ว่าการตื่นนอนตามธรรมชาติแบบนี้ก็เป็การตื่นขึ้นมาเพราะกระเพาะปัสสาวะที่เต็มแน่นไปด้วยของเหลวนั่นเอง.....
ยังดีที่ห้องพิเศษซึ่งซูเจี๋ยนพักอยู่นั้นค่อนข้างมีระดับไม่เพียงแต่จะตกแต่งภายในมาอย่างสวยงาม ยังมีห้องน้ำส่วนตัวให้ด้วย แม้ว่าท่อนขาไปจนถึงฝ่าเท้าจะอยู่ในสภาพไม่สะดวกแบบนี้ซูเจี๋ยนก็ยังไม่เต็มใจจะให้ใครมาช่วยจัดการเื่ส่วนตัวให้เขาจึงไม่ได้เรียกคุณพยาบาล ทว่ากลับขยับกายลงจากเตียงไปด้วยตัวเองแล้วก็มุ่งหน้าไปยังห้องน้ำด้วยความยากลำบากกินแรงอยู่บ้าง
เขาล้วงมือเข้าไปใต้กางเกงด้วยความเคยชินผลลัพธ์ก็คือล้วงควักอยู่นานกลับไม่อาจดึงอะไรออกมาได้สักอย่างเดียวััอันว่างเปล่าเตียนโล่งเช่นนี้ทำให้ซูเจี๋ยนแข็งค้างไปทั้งร่างหลังจากได้สติก็ตระหนักถึงสถานการณ์ในปัจจุบันของตนเองขึ้นมาได้ภายในของซูเจี๋ยนได้แต่ร่ำไห้จนน้ำตาแทบหลั่งไหลเป็สายธาร อ่าวันเวลาอันทรงเกียรติที่ได้ยืนชิ้งฉ่องอย่างภาคภูมินั้น ได้จากไปแบบไม่หวนกลับมาอ่า ไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว.....
ซูเจี๋ยนนั่งลงไปบนฝารองนั่งด้วยท่าทางเก้ๆ กังๆนี่เป็ครั้งแรกในชีวิตที่ซูเจี๋ยนได้จัดการธุระส่วนตัวประเภทนี้ด้วยวิธีการเช่นนี้จากเดิมที่ควรจะได้จัดการปัญหาด้วยท่วงท่ายืนตรงลำพังแค่ความรู้สึกยากลำบากนี่ก็เหมือนกับหญิงสาวที่ได้เติบใหญ่หลังสูญเสียพรหมจรรย์ไปแล้วไม่มีผิดอึดอัดกระวนกระวายจนท้องไส้พลันบิดเป็เกลียวเหมือนเปียถัก
และแล้วยามเช้าของซูเจี๋ยนก็ผ่านพ้นไปด้วยความสิ้นหวังเวิ้งว้างอย่างไร้จุดสิ้นสุดเช่นนี้เอง
โชคดีที่ตอนเที่ยงมีแขกกลุ่มหนึ่งเข้ามาเยี่ยม
เป็กลุ่มนักเรียนและเพื่อนร่วมงานของซูเจี๋ยนคนที่เป็เ้าของร่างนั่นเองด้วยข้ออ้างเื่ความจำเสื่อม ซูเจี๋ยนจึงจัดการรับมือพวกเขาได้ไม่ยากนักในขณะเดียวกัน เขาก็เก็บเอาข้อมูลพื้นฐานของเ้าของร่างคนนี้มาได้อย่างง่ายดายซูเจี๋ยนพบว่าสาวงามคนนี้เป็อาจารย์สอนนักเรียนมัธยมปลายของโรงเรียนในตัวเมืองนี่เองทั้งยังสอนเื่วรรณกรรมและอักษรจีนเสียด้วยกล่าวได้ว่าเ้าของร่างนี้เป็ผู้เชี่ยวชาญทางด้านอักษรศาสตร์ ทั้งเรียบร้อยและสง่างามสมเป็กุลสตรีอย่างที่สุดปัญหาคือตอนนี้เรือนร่างอันอ่อนโยนนุ่มนวลของกุลสตรีที่ว่ากลับถูกจับจองด้วยจิติญญาบุรุษเพศหยาบกระด้างดวงหนึ่งแม้ตอนมัธยมปลายเกรดวิชาวรรณกรรมของซูเจี๋ยนจะนับได้ว่าไม่ย่ำแย่ทว่าในฐานะผู้ชายที่เรียนวิทยาศาสตร์ เขาย่อมไม่ได้ใส่ใจในเื่ภาษาหรืออักษรจีนสักเท่าไหร่สำหรับเขาสิ่งเดียวที่ใฝ่หาเช้ากลางวันเย็นทั้งยังเชื่อมโยงกับสาขาวิชาอักษรที่พอจะนึกออกก็คือกลุ่มสาวงามที่เรียนเอกอักษรเท่านั้นเพียงนึกไปว่าตัวเองต้องเป็คนนำเด็กๆ ทั้งชั้นเรียนท่องบท ‘จือฮูเจ๋อเหย๋’ [2] ซูเจี๋ยนก็รู้สึกปวดขาที่สามในจินตนาการขึ้นมาแล้ว
สิ่งเดียวที่พอจะปลอบประโลมจิตใจเขาได้ก็คือในกลุ่มนักเรียนที่มาเยี่ยมนั้น มีเด็กสาวหลายคนที่หน้าตาหมดจดน่ารักพอดูทีเดียวทั้งยังร่าเริงสดใสตามประสาวัยรุ่นพอให้ผู้ชายที่อายุเข้าใกล้เลขสามอย่างเขาได้เยียวยาหัวใจให้กระชุ่มกระช่วยขึ้นมาได้เล็กน้อยก่อนจะต้องไปเผชิญหน้ากับอาชีพการงานอันน่าปวดเศียรเวียนเกล้าของตัวเองในอนาคตอันใกล้
……………………………….
หลังแขกที่มาเยี่ยมกลับไปแล้วห้องผู้ป่วยก็กลับมาเงียบสงัดอีกครั้งซูเจี๋ยนอดไม่ได้ต้องถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง
แม้ว่าข้ออ้างความจำเสื่อมนี้จะใช้การได้ดีแต่การจะแสร้งทำเป็ผู้ป่วยโรคความจำเสื่อมที่ไม่รู้เื่รู้ราวอย่างบริสุทธิ์ใจนั้นก็ไม่ใช่เื่ง่ายเลยอีกทั้งยังต้องกระทำในสถานะที่เป็อาจารย์สอนเด็กนักเรียนแบบนี้อีก ดังนั้นซูเจี๋ยนจึงได้แต่ต้องสะกดข่มจิติญญาความเป็บุรุษเพศอันหยาบกระด้างของตัวเองลงไปแล้วเพียรพยายามวางตัวเป็กุลสตรีผู้มากความสามารถด้านวรรณกรรมและอักษรคนหนึ่ง
คิดมาถึงตรงนี้ยิ่งนึกถึงว่าต่อจากนี้ตัวเองต้องมุ่งหน้าต่อไปในเส้นทางของ ‘กุลสตรีผู้มากความสามารถด้านอักษร’ ซูเจี๋ยนก็พลันรู้สึกเวิ้งว่างว่างเปล่าขึ้นมาเต็มอกอย่างไม่อาจห้ามตอนนี้เขาถึงได้รู้ ว่าที่แท้แล้วชีวิตหนุ่มเนิร์ดขี้แพ้ของตัวเองในวันเก่าๆนั้นงดงามเพียงใด.....
ฉับพลันในสมองของซูเจี๋ยนก็คล้ายมีแสงสว่างวาบขึ้นมา: ใช่แล้ว ฉันไม่เคยนึกถึงเส้นทางนี้มาก่อนนี่นาบางทีอาจจะมีวิธีสลับิญญากลับไปร่างเดิมก็ได้!
แม้ว่าแิเช่นนี้จะค่อนข้างพิสดารพันลึกเกินจริงอยู่บ้างแต่เื่พิสดารพันลึกแบบนี้ก็เกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งงั้นจะเปลี่ยนร่างกลับไปอีกครั้งก็ไม่ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ซะหน่อย! อย่าว่าแต่แผ่นดินจีนอันยิ่งใหญ่ของเรายังเต็มไปด้วยทรัพยากรล้ำค่ามากมายมีประวัติศาสตร์อารยธรรมกว้างขวางลึกซึ้งยาวนานมาถึงห้าพันปีไม่แน่ว่าอาจจะมีวิธีจัดการกับปัญหาพวกนี้!
พอนึกได้แบบนี้แล้วซูเจี๋ยนก็พลันรู้สึกว่าทั้งร่างเต็มเปี่ยมไปด้วยขวัญกำลังใจและพละกำลังขึ้นมาไม่อาจอดรนทนรอต่อไปได้อีก รีบกดกระดิ่งเรียกคุณพยาบาลเข้ามาด้วยความตื่นเต้นทันที
“คือฉันอยากรู้ว่าคนที่ประสบอุบัติเหตุพร้อมกันกับฉันตอนนั้น อาการเขาเป็ยังไงบ้างคะเขายังอยู่ในโรงพยาบาลรึเปล่า”
“คุณหมายถึงคนขับรถแท็กซี่ที่คุณนั่งมาใช่มั้ยคะดูเหมือนเขาจะได้รับาเ็สาหัสพอดูเลยค่ะ แต่โชคดีที่ไม่ร้ายแรงถึงชีวิต”
“ไม่ค่ะไม่ใช่ ฉันหมายถึงรถคันที่ชนเข้ากับฉันนั่นน่ะมีหนุ่มหล่อคนนึงนั่งอยู่ในรถคันนั้นไม่ใช่เหรอ ตอนนี้เขาเป็ยังไงบ้างแล้วเขาอยู่ห้องไหนเหรอคะ”
คุณพยาบาลเอียงศีรษะคิดอยู่ครู่หนึ่งจากนั้นก็กล่าวขึ้นอย่างไม่แน่ใจ : “เหมือนจะมีอยู่นะคะแต่ฉันจำได้ว่าคนนั้นเขาถูกส่งออกจากโรงพยาบาลเราไปแล้วค่ะเพราะได้รับาเ็มาสาหัสมาก เขาทนอยู่ในโรงพยาบาลได้แค่วันสองวันชีวิตเขาก็ช่วยไว้ไม่ได้แล้วค่ะ”
ในสมองซูเจี๋ยนพลันมีเสียงวิ้งดังก้องแบบนี้ก็เท่ากับว่า เขาตายไปแล้วใช่มั้ย? ร่างกายเดิมของเขาได้ตายไปแล้วงั้นเหรอ?
ทันใดนั้นซูเจี๋ยนรู้สึกว่าตัวเองหายใจไม่ออกถึงแม้ตลอดยี่สิบเก้าปีที่ผ่านมา เขาจะเป็เ้าเนิร์ดกากๆที่ไม่ได้ประสบความสำเร็จเป็ชิ้นเป็อันอะไรสักอย่างเดียวแถมยังชอบก่นด่าชีวิตอันห่อเหี่ยวหดหู่ของตัวเองอยู่บ่อยๆทั้งยังไม่มีหวังจะได้กลายเป็ผู้ชายสูงหล่อรวยเหมือนใครเขา.....ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าผู้คนเกิดมาล้วนต้องตาย แถมยังชอบพูดจาเขื่องโขทำนองว่า ‘ป๊ะป๋ามาอยู่บนโลกนี้ ก็ไม่คิดจะกลับไปแบบเป็ๆ อยู่แล้ว’ แต่ถึงอย่างไร....เขาก็ไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะต้องตายั้แ่ยังหนุ่มแบบนี้......
ป๊ะป๋าคนนี้น่ะ.... เมียก็ยังไม่ทันได้แต่งป๊ะป๋าคนนี้ยังเป็หนุ่มพรหมจรรย์อยู่เลยนะ!ซูเจี๋ยนอยากร้องไห้ทว่าไร้น้ำตา
มองส่งคุณพยาบาลออกไปแล้วซูเจี๋ยนก็ยกมือขึ้นกุมหัวใจเย็นยะเยียบของตนไว้ ล้มนอนกลับลงไปบนเตียงเ็ปรวดร้าวเศร้าโศกอยู่ครึ่งค่อนวัน ซูเจี๋ยนจึงค่อยตัดสินใจได้ว่าเขาจะต้องได้กลับไปมองดูด้วยตาตัวเองสักครั้ง
-----------------------------
เชิงอรรถ
[1] ตรงนี้ต้นฉบับเล่นคำที่เสียงคล้ายกันใช้คำว่า (餐具 -cānjù) ที่แปลว่าชุดทานอาหารพวกจานชามช้อนส้อม แผลงรากศัพท์กับคำว่า (惨剧 - cǎnjù) ที่แปลว่าโศกนาฏกรรม
[2] จือฮูเจ๋อเหย๋ (之乎者也)หนังสือแบบเรียนไวยากรณ์ของจีน
แฟนเพจ‘Akanirawan’ https://bit.ly/3gBu94T
ได้รับลิขสิทธิ์อย่างถูกต้องตามกฎหมาย