บิลลี่ คิงสเล่ย์ กะพริบตาถี่ ๆมันเป็ภาษากายเพียงอย่างเดียวที่บ่งบอกว่าเธอได้ยินสิ่งที่นายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญพูดแล้วแต่ความรู้สึกภายในนั้นมันเหมือนกับเวลาได้หยุดนิ่งลง
นับแต่บัดนี้เป็ต้นไปอะไรจะเกิดขึ้นกับครอบครัว กับลูก และกับธัดสามีของเธอเล่าทั้งหมดนั่นคือเหตุผลที่เธอจะต้องมีชีวิตอยู่
แต่ขณะนี้ผู้ชายในชุดเสื้อคลุมสีขาว ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยยับย่นกําลังบอกเธออยู่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างใกล้จะถึงจุดสุดท้ายของมันแล้ว สีหน้าของเขาไม่ได้บอกความสบายใจเลยแม้แต่น้อยราวอยากร้องไห้เหลือกําลัง เธอจะต้องทำให้สีหน้าเช่นนั้นเลือนหายไปมือที่ผอมบางยื่นออกไปข้างหน้า
“มันไม่ใช่ความผิดคุณของเลยนะอารอนฉันน่ะเชื่อมาั้แ่เกิดแล้วด้วยซ้ำ ว่าคนเราเมื่อเกิดมาแล้วมันก็ต้องตาย”
อารอน โคเพลแมนรู้จักทุกคนในตระกูลโคลแมนส์ เคยได้รับเชิญไปร่วมรับประทานอาหารแบบเท็กซัสบาร์บีคิวหลายครั้ง ไปโรงเรียนพร้อมกับมอสส์ โคลแมนส์ ผู้เป็สามีคนแรกของบิลลี่
เขายังจําวันที่ได้รับการแนะนําให้รู้จักกับบิลลี่เป็ครั้งแรกได้ดีและเคยคิดสงสัยว่าเธอจะเหมาะกับโคลแมนส์ผู้นั้นหรือไม่ ผู้หญิงที่สวยน่ารักค่อนข้างขี้อายเด็กสาวบริสุทธิ์ผู้เดินทางมาจากฟิลาเดลเฟียคนนี้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับพวกเขามานานเป็ปีๆ ได้อย่างไร
แต่เขาไม่ได้ใช้เวลานานเลยที่จะค้นพบความดีงามในตัวบิลลี่และนับแต่วันนั้นเป็ต้นมาเขาก็รักเธอเหมือนน้องสาวแท้ ๆ ของตัวเอง
บิลลี่ โคลแมนส์ คิงสเล่ย์เป็ผู้หญิงที่ดีเลิศอย่างยากจะหาหญิงใดเปรียบได้และพระเ้าก็คงจะไม่อาจสร้างมนุษย์คนใดได้ดีกว่านี้อีกแล้ว หรือถ้าจะทรงสร้างได้ก็จะทรงเก็บไว้เพื่อพระองค์เอง
“แล้วคุณจะบอกธัดยังไง” ดูเหมือนเขาจะถามออกมาได้เพียงเท่านั้น
“ฉันยังไม่รู้เลยนะคะอารอนฉันบอกธัดแต่เพียงว่า จะมาดูงานมหกรรมผ้าเพราะกําลังคิดอยู่ว่าจะออกแบบเสื้อผ้าใหม่ ๆแต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะเชื่อคําพูดของฉันหรือเปล่าอันที่จริงั้แ่แต่งงานกันมาฉันก็ไม่เคยพูดโกหกกับเขาเลยนะ...
“แต่ฉันทนไม่ได้จริง ๆ ที่จะเห็นเขาวิตกกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับไม่รู้นะคะ...ฉันคิดว่าตอนนี้ฉันกลับโรงแรมก่อนดีกว่า อยากจะใช้ความคิดสักหน่อย”
“อย่าเลย” อารอนพูดอย่างมีน้ำใจ“ไปบ้านกับผมดีกว่า เราจะได้คุยกันเื่...เอ้อ...การรักษา”
เธอช่างสวยเสียเหลือเกิน...อารอนคิดอยู่ในใจยิ่งเวลานี้ยิ่งสวยขึ้นกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
มันเป็อย่างนั้นไปได้อย่างไร...หรือจะเป็เพราะความเป็ผู้มีน้ำใจงามหรือคุณงามความดีหลากหลายที่เธอได้สร้างสมมาเป็สิ่งที่สามารถฉายผ่านออกมาได้...
แม้ในเวลาเช่นนี้เธอกลับมิได้คิดถึงตัวเองแต่กลับไปคิดถึงครอบครัว คิดถึงความรู้สึกของสามีวิตกกังวลว่าความเจ็บไข้ได้ป่วยที่เกิดอยู่กับเธอในยามนี้จะส่งผลกระทบกับพวกเขาอย่างไร
มันทําให้เขาบังเกิดความรู้สึกอยากปกป้องคุ้มครองผู้หญิงคนนี้อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อนไม่แน่ใจว่าความรู้สึกดังกล่าวมันฉายชัดออกมาในสีหน้าด้วยหรือเปล่า
“อย่าเลยค่ะอารอน” บิลลี่พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ตอนนี้ฉันอยากอยู่คนเดียวมากกว่าอยากจะให้สมองมันซึมซับสิ่งที่คุณเพิ่งบอกกับฉันเมื่อกี้นี้จะทำยังงั้นได้ก็ต่อเมื่ออยู่คนเดียวเท่านั้น ฉันขอบใจคุณมากที่ชวนคุณน่ะเป็เพื่อนรักที่แสนดีจริงๆ ค่ะอารอน เอาละ..” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเข้มแข็ง“เรามาพูดกันเื่...เอ้อ...เื่เวลาที่ฉันยังเหลืออยู่ดีกว่า”
มันเป็ยามกลางบ่ายแล้ว เมื่ออารอนโคเพลแมน เดินออกไปส่งบิลลี่ที่ห้องล็อบบี้ ทุกสิ่งที่เขาพูดกับเธอนั้นเป็ประหนึ่งคํามั่นสัญญาที่ผูกพันไว้
“อีกอาทิตย์ฉันจะมาหาคุณใหม่นะคะฝากความรักไปถึงฟิลลิสด้วย แล้วฉันจะบอกธัดว่าคุณฝากความระลึกถึงมา”
อารอนร้อนผ่าวขึ้นมาตรงขอบตารู้ว่าหยาดน้ำตามันกําลังจะลามไหลลง แต่เขาไม่แคร์เลย
ทําไมมันถึงเกิดกับบิลลี่ด้วยทําไมเหตุการณ์อย่างนี้ไม่ไปเกิดกับไอ้พวกฆาตกร ไอ้พวกนักค้ายาเสพติดหรือไอ้พวกที่กระทําแต่ความชั่วร้าย
“บิลลี่ถ้าเป็ไปได้ผมอยากให้มันเกิดกับตัวเองเหลือเกินผมสาบานต่อหน้าพระเ้าได้เลยว่าผมยินดีที่จะเปลี่ยนตัวกับคุณ”
บิลลี่แตะปลายนิ้วลงบนริมฝีปากเขาผู้ชายที่แสนดีคนนี้ช่างเต็มไปด้วยความจริงใจ เต็มไปด้วยความมีน้ำใจและมีความน่ารักเสียเหลือเกิน
“อารอน อย่าพูดยังงั้นสิคะคุณยังเป็ที่พึ่งของคนอีกมากมาย พระเ้าทรงรู้ดีและถึงแม้ว่ามันจะเปลี่ยนตัวกันได้จริงฉันก็จะไม่ทําหรอกคุณน่ะมีความสําคัญเกินกว่าที่จะลาจากโลกนี้ก่อนเวลาอันสมควร...
“ส่วนฉัน...แม้ว่าใจจริงแล้วจะยังไม่อยากให้มันเป็อย่างนั้นแต่เมื่อถึงเวลา ฉันก็พร้อมแล้วที่จะยอมรับหวังแต่เพียงว่าจะได้เข้าเฝ้าเบื้องพระพักตร์ของพระองค์ด้วยความสง่างามเช่นเดียวกับที่เอมิเลียเคยทํามาแล้ว...
“สิ่งที่ฉันจะต้องทําในเวลานี้ก็คือบํารุงจิตใจให้เข้มแข็งเข้าไว้เท่านั้นคุณคิดว่าพระเ้าจะทรงอนุญาตให้ฉันทําตามคําขอร้องเช่นนี้ได้ไหมคะอารอน...
“ชั่วชีวิตที่ผ่านมาฉันไม่เคยต่อรองอะไรกับพระเ้าเลยนะอารอน ฉันสวดมนต์อธิษฐานทุกค่ำคืนแต่ไม่เคยขออะไรเพื่อตัวเองเลย บางทีพระองค์อาจจะไม่ทรงรับรู้ว่ายังมีฉันอยู่ในโลกนี้อีกคนหนึ่งก็เป็ได้ คุณสวดมนต์อธิษฐานบ้างหรือเปล่าคะอารอน”น้ำเสียงที่ถามนั้นแหบพร่า
“ทุกค่ำคืนวันเลย” น้ำเสียงที่ตอบมิได้แตกต่างไปกว่าเธอเท่าไรนัก “แต่ก็เหมือนคุณนั่นแหละผมอธิษฐานเพื่อผู้อื่นเสมอ”
หลังจากนั้นทั้งสองก็กล่าวคําอําลาต่อกันขณะจับตามองตามร่างที่เดินจากไป อารอนได้อธิษฐานต่อพระเ้าอยู่ในใจ ขออย่าให้เธอต้องได้รับความเ็ปทนทุกข์ทรมานมากเกินไปนัก ขอให้พระองค์ประทานพลังกายพลังใจที่เข้มแข็งเพื่อที่จะยืนหยัดต่วไปจนถึงนาทีสุดท้ายนั้น...
เมื่อบิลลี่กลับไปถึงโรงแรมที่พักนั้นเป็เวลาหกโมงเย็นแล้วรู้สึกดีใจไม่น้อยที่เช่าห้องชุดไว้สําหรับการมาพักในครั้งนี้แทนที่จะเป็เพียงห้องธรรมดาสักห้อง เธอชอบเดินในที่กว้าง ๆและในส่วนที่จัดไว้เป็ห้องครัวเล็ก ๆนั้นเธอก็สามารถชงกาแฟหรือผสมเครื่องดื่มให้กับตัวเองได้ไม่จําเป็ต้องใช้บริการรูมเซอร์วิส มันทำให้รู้มีความรู้สึกเหมือนอยู่บ้านมากขึ้น
ขณะเดียวกันเธอก็ชอบที่โรงแรมได้ติดตั้งเครื่องโทรศัพท์ไว้ในห้องน้ำทั้งที่ธัดเคยมีความเห็นว่าโทรศัพท์ในห้องน้ำเป็สิ่งที่เกินจำเป็และไม่เข้าท่าก็ตาม รอยยิ้มอ่อน ๆจุดขึ้นตรงมุมปากเมื่อคิดถึงสามี
บิลลี่เปิดกระป๋องเซเว่น-อัพถอดรองเท้าแล้วจึงได้เดินไปทรุดตัวลงนั่งในเก้าอี้สีน้ำตาลช็อกโกแลตเหยียดขาทั้งสองข้างออกไปข้างหน้า อดสังเกตเห็นความผ่ายผอมของมันไม่ได้หลังจากกดรีโมทเปิดโทรทัศน์แล้วเธอก็ปรับเสียงให้เบาที่สุด
ขณะนี้เธอได้อยู่เพียงลําพังสมความตั้งใจแล้วสามารถทําอะไรก็ได้ อยากจะกรีดร้อง อยากจะะโ อยากจะร้องไห้อยากจะแสดงความกราดเกรี้ยว ล้วนแต่ทําได้ทั้งนั้น
แต่เธอกลับคิดถึงผู้ที่จากโลกนี้ไปก่อนหน้าและผู้ที่เธอจะต้องทิ้งไว้ข้างหลังเมื่อจากไปแล้วเธอจิบเครื่องดื่มเย็นชื่นไปเรื่อย ๆขณะเดียวกันก็บอกตัวเองว่าควรจะโทรศัพท์กลับไปหาธัด จะต้องโทรศัพท์ไปหาทุกคน ในยามนี้เธออยากได้ยินเสียงของพวกเขาเหลือเกินบุคคลที่เธอรักทั้งหลายเ่าั้เพียงแค่ได้ยินเสียงมันก็จะทําให้เธอเกิดกําลังใจที่จะทําในสิ่งสมควรทําต่อไปได้
สามีของเธอรับสายเมื่อกริ่งเรียกเป็ครั้งที่สอง
“สุดที่รักคะ ทางบ้านเป็ยังไงบ้าง”บิลลี่ถามด้วยน้ำเสียงสดใส
“คุณจะกลับมาเมื่อไหร่กันนี่”เขาย้อนถามกลับมา
“พรุ่งนี้เช้าค่ะอยากให้คุณมารับพร้อมด้วยดอกไม้ช่อใหญ่ด้วยนะคะธัดถ้าหาดอกไม้สดไม่ได้ดอกไม้ประดิษฐ์ก็ยังดี” บิลลี่หัวเราะคิกคักขบขันกับคําพูดของตัวเอง
“สําหรับคุณน่ะอะไรผมก็ทําได้ทั้งนั้นแหละที่รักจะเอาพระจันทร์ พระอาทิตย์หรือดาว ถ้าหามาให้ได้ผมก็จะหาให้อยู่แล้วรวมทั้งตัวผมเองด้วย จะให้ไปรับกี่โมงล่ะ”
“สิบเอ็ดโมงตรงค่ะ”
“ดีเราจะได้เลยไปกินอาหารกลางวันกันที่โอ มอลลี่ั้แ่คุณไม่อยู่นี่ผมไม่เคยได้กินอะไรอร่อย ๆ เลย เบื่อที่จะต้องกินพีนัทบัตเตอร์กับเยลลี่เป็อาหารเช้าเต็มทีแล้ว แต่จริง ๆ แล้วผมไม่ได้เบื่อเื่อาหารหรอกนะ เบื่อที่จะต้องนั่งกินคนเดียวต่างหากผมคิดถึงคุณมากนะบิลลี่ ว่าแต่คุณเถอะ เจอผ้าชิ้นที่ชอบหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่มีเลยค่ะแต่เขาสัญญาว่าจะส่งตัวอย่างมาให้อาทิตย์หน้า”
“แล้วมีข่าวอะไรใหม่ ๆ ในบิ๊กแอปเปิลบ้างล่ะ”
“ก็ไม่มีอะไรมากนักหรอกแต่ฉันเองก็คิดถึงคุณเหลือเกินนะคะธัด บ้านเมืองนี้มันยังไงก็ไม่รู้มันทําให้ฉันรู้สึกตื่นกลัวแปลก ๆ อยากกลับบ้านไร่ของเราเต็มท
“ก็ผมบอกั้แ่แรกแล้วว่าจะไปด้วยก็ไม่ให้ไปนี่นา” ธัดหัวเราะลึกอยู่ในลําคอ “สมน้ำหน้าแล้วที่ต้องไปนั่งกลัวอยู่คนเดียว”
“ใช่ค่ะ” บิลลี่พยายามแต่งน้ำเสียงให้เริงรื่นเข้าไว้“เป็ความผิดพลาดที่ฉันจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นอีกอย่างเด็ดขาดงั้นพรุ่งนี้พบกันนะคะ ฉันจะแต่งตัวด้วยชุดสีแดง”
“สุดที่รัก ต่อให้คุณแต่งตัวมอซอผมก็ยังคว้าตัวคุณออกมาจากฝูงคนนับพันได้อยู่ดีละน่า ผมรักคุณนะบิลลี่”
“พรุ่งนี้ช่วยพิสูจน์ให้ฉันเห็นหน่อยนะคะว่าคุณยังรักฉันมากน้อยแค่ไหน วันนี้ขอให้สนุกนะคะส่วนฉันตอนนี้จะนั่งขดตัวอ่านหนังสือไปพลาง ๆ ก่อนคิดจะโทรศัพท์ไปคุยกับลูกสักหน่อย แต่ไม่แน่ บางทีอาจจะเข้านอนให้เร็วกว่าปกติก็ได้กู๊ดไน้ท์ตอนนี้เลยนะคะธัด”
“กู๊ดไน้ท์ยอดรัก ฝันถึงผมด้วยอย่าลืมล่ะ”
“ฉันฝันถึงคุณทุกคนอยู่แล้วละ”บิลลี่พูดด้วยน้ำเสียงรื่นเริง