ซูเจี้ยนจิ่นเห็นว่านางถูกข่มขู่ก็ยิ่งได้ใจ ย่อมไม่ปล่อยให้ซูอิ่นเย่ว์มีทางถอย
“ท่านเอาเฉินอี๋เหนียงมาเป็นข้อต่อรองก็ไร้ประโยชน์ หากข้าตัดสินใจเอง อาจไม่มีโอกาสได้เห็นตะวันของวันพรุ่ง!” แววตาของซูอิ่นเย่ว์เย็นเยียบ “หากซื่อจื่อไม่ยอม ข้าจะใช้มรดกของมารดาข้าชดเชยให้ท่าน เช่นนี้ใช้ได้หรือยัง”
ซูเจี้ยนจิ่นคิดแล้ว หากเขาขนของออกจากเรือนชูอวิ๋นในค่ำคืนนี้ ฉู่จี้เฟิงย่อมจดจำและผูกใจเจ็บแน่นอน
สายลับของแคว้นเหลียงแฝงตัวอยู่ในจวนสกุลซู แม้ว่าฮ่องเต้ฉี่อู่ยังมิได้ทรงลงโทษ แต่ก็มิได้หมายความว่าตัวเขาและตระกูลซูจะปลอดภัย
หากฉู่จี้เฟิงคิดใช้เล่ห์เหลี่ยมใดๆ เขาย่อมหนีไม่พ้นเคราะห์
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ซูเจี้ยนจิ่นก็เริ่มลังเล ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับฉู่จี้เฟิงในจวนหลิงอ๋อง
ถึงอย่างไรเฉินอี๋เหนียงและซูลั่วฝูต่างก็เป็นคนของตระกูลซู ชีวิตอยู่ในกำมือเขา ซูอิ่นเย่ว์จะมาเล่นตุกติกอะไรได้!
ซูเจี้ยนจิ่นเปลี่ยนสีหน้า แสร้งยิ้มอย่างเสแสร้ง “เจ้าพูดเช่นนั้นได้อย่างไร ข้าก็ต้องให้เวลาบ้าง ซื่อจื่อคงฟื้นภายในสามวันนี้ใช่หรือไม่”
ซูอิ่นเย่ว์สีหน้าหนักแน่นก่อนพยักหน้าตอบรับ
ซูเจี้ยนจิ่นได้ยินดังนั้นก็จากไปด้วยความเบิกบานใจ
อาหารถูกเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว แม้ว่าวันนี้ซูอิ่นเย่ว์จะเหนื่อยล้ามาก แต่นางยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องของเฉินอี๋เหนียงและซูลั่วฝู จึงเพียงแค่รับประทานอาหารไปไม่กี่คำ
จี้หมัวมัวเห็นดังนั้นจึงไม่กล่าวสิ่งใดให้รบกวนใจนาง กลับไปต้มน้ำร้อนให้นางชำระล้างกลิ่นคาวเลือดออกจากร่างกายแทน
ก่อนหน้านี้ซูอิ่นเย่ว์แช่อยู่ในน้ำยาสมุนไพรหลายวัน บัดนี้จี้หมัวมัวเปลี่ยนน้ำยาสมุนไพรให้ใหม่ เติมน้ำมันหอมกุหลาบลงไป
เมื่ออาบน้ำเสร็จ นางเดินกลับมา เห็นเซียงเถากำลังถือถ้วยข้าวต้มข้าวฟ่างเดินไปยังเรือนหลัก นางรู้สึกดีใจ รีบเข้าไปถาม “ซื่อจื่อตื่นแล้วหรือ”
เซียงเถาตอบว่า “เจ้าค่ะ ซื่อจื่อตื่นได้ไม่นาน ดีที่พระชายาให้จี้หมัวมัวเตรียมข้าวต้มข้าวฟ่างไว้ล่วงหน้า ท่านช่างใส่ใจซื่อจื่อจริงๆ”
แท้จริงแล้ว ซูอิ่นเย่ว์คิดถึงเรื่องของเฉินอี๋เหนียงและซูลั่วฝู จึงต้องเอาใจฉู่จี้เฟิงให้ดี
“ข้าจะนำเข้าไปเอง เจ้าจัดการงานอื่นเถิด” ซูอิ่นเย่ว์กล่าวพลางรับถ้วยข้าวต้ม เดินเข้าไปด้านใน
คนที่อยู่บนเตียงได้เอนกายพิงหมอนสูง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ก็หันศีรษะไปมอง
นางดูเหมือนเพิ่งอาบน้ำเสร็จ เส้นผมข้างขมับยังเปียกชื้น แก้มนวลแดงเรื่อจากไอร้อนของน้ำ ดูขาวอมชมพู งดงามเป็นพิเศษ
ดวงตาของฉู่จี้เฟิงลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อย
นางแต่งเข้ามายังไม่ครบเดือน แต่ที่เรือนชูอวิ๋นก็ดูแลนางอย่างดี โดยเฉพาะเมื่อนางเข้าใกล้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ของกุหลาบโชยมา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะอยากเข้าใกล้นางอีกนิด
แต่ซูอิ่นเย่ว์เห็นใบหน้าซีดเซียวของเขาแล้วยังนั่งอ่านรายงานลับอยู่ ก็ขมวดคิ้ว “ท่านเพิ่งฟื้น ทำไมไม่เอนตัวพัก หรือว่าไม่ต้องการชีวิตแล้ว”
เวลารักษาคน นางมักจะพูดเสียงเข้มและดุดันเช่นนี้เสมอ
ฉู่จี้เฟิงวางรายงานลับไว้ข้างตัว มิได้โกรธ ซ้ำยังอธิบายว่า “ข้าแค่รออาหาร เลยนั่งดูเล่นๆ เท่านั้น”
ซูอิ่นเย่ว์ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ตั้งใจจะยื่นถ้วยข้าวต้มข้าวฟ่างให้เขา แต่เขากลับไม่ยกมือขึ้นรับ ดวงตายังคงจ้องนางนิ่ง ราวกับมองคนโง่อยู่
“เดี๋ยวข้าป้อนให้ซื่อจื่อเอง” ซูอิ่นเย่ว์ลอบตำหนิตัวเองที่ไม่รอบคอบ เช่นนี้จะให้ฉู่จี้เฟิงช่วยเหลือได้อย่างไร
ฉู่จี้เฟิงพยักหน้าเบาๆ รับคำ
เมื่อกินไปได้ครึ่งถ้วย ซูอิ่นเย่ว์ก็เอ่ยขึ้นว่า “ซื่อจื่อ เงินทองและโฉนดที่ท่านนำออกจากจวนสกุลซูนั้น ซูเจี้ยนจิ่นต้องการขอคืน”
ฉู่จี้เฟิงกินข้าวต้มอีกคำ สีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ก่อนถามเสียงเรียบ “แล้วเจ้าคิดเช่นไร”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไป ไม่คิดว่าเขาจะฟังความคิดเห็นของนาง
หรือว่าฉู่จี้เฟิงจะเกิดสำนึกขึ้นมา เพราะนางช่วยทำแผลให้เขา?
ฉู่จี้เฟิงเห็นนางเหม่อลอย จึงยกถ้วยข้าวต้มข้าวฟ่างขึ้นเอง กินจนหมดในไม่กี่คำ แล้วกล่าวว่า “แค่เรื่องเล็กน้อย เจ้ายังต้องลำบากใจขนาดนี้หรือ”
ซูอิ่นเย่ว์เม้มริมฝีปาก ก่อนกล่าวความในใจ “ครั้งนี้ซูเจี้ยนจิ่นหาเรื่องใส่ตัวเอง ข้าเองก็ไม่อยากคืนของเหล่านั้นให้เขา แต่เขากลับเอาเฉินอี๋เหนียงกับน้องสี่มาขู่ข้า อย่างไรพวกนางก็เป็นคนตระกูลซู หากเขาจะจัดการพวกนาง ข้าก็จนปัญญา คงต้องยอมจำนน”
ดวงตาของฉู่จี้เฟิงเย็นเยียบราวกับธารน้ำแข็ง “เจ้ามีจุดอ่อน ก็ไม่มีวันทำการใหญ่ได้ ไหนเลยต้องให้ความสำคัญนัก พวกนางก็มิใช่มารดาแท้ๆ ของเจ้า เจ้าจะต้องให้พวกนางมาฉุดรั้งเจ้าไปถึงไหนกัน”
ซูอิ่นเย่ว์ขมวดคิ้ว กล่าวแย้ง “ตอนที่มารดาข้าคลอดน้องชายแล้วเสียชีวิต เฉินอี๋เหนียงกับน้องสี่เป็นคนดูแลข้ามาตลอด หากข้าละทิ้งพวกนาง ข้ากับซูเจี้ยนจิ่นจะต่างกันตรงไหนหรือ ไม่แน่ว่าข้าอาจแย่กว่าเขาเสียอีก อย่างน้อยเขายังใส่ใจหยางซื่อและคนพวกนั้น! อีกอย่าง คนเราจะไร้จุดอ่อนไม่ได้ หากไม่มีสิ่งที่ใส่ใจเลย เช่นนั้นก็มิใช่ต่างจากอสูรไร้หัวใจหรอกหรือ”
ฉู่จี้เฟิงกล่าวอย่างแผ่วเบา “ฟังดูแล้ว เจ้าเป็นคนยึดมั่นในความรู้สึกนัก ถ้าข้าปฏิบัติต่อเจ้าอย่างดี เจ้าจะจดจำมันไว้ในใจหรือไม่”
ซูอิ่นเย่ว์คิดในใจ
ข้ายังไม่เห็นท่านทำดีต่อข้าเลย แถมยังอยากได้สินเดิมของข้าอีกต่างหาก
แต่นางกลับยิ้มหวาน กล่าวว่า “แน่นอนอยู่แล้ว วันนี้ข้าถูกลอบโจมตี ซื่อจื่อก็ยังคงคุ้มครองข้า ข้าย่อมจดจำบุญคุณของซื่อจื่อไว้เสมอ ต่อไปเวลารักษาอาการให้ซื่อจื่อ ไม่ว่าจะฝังเข็มหรือจ่ายยา ข้าจะไม่คิดค่ารักษาเลยสักนิด”
ฉู่จี้เฟิงได้ยินเช่นนั้น ดวงตาก็ยิ้มตามไปด้วย “ไม่นึกว่าเจ้าก็มีน้ำใจเหมือนกันนะ”
ซูอิ่นเย่ว์เดินไปเทน้ำให้เขาบ้วนปาก พร้อมกล่าวว่า “แน่นอนอยู่แล้ว เพียงแต่ซื่อจื่อก็พูดถูก หากข้ายอมอ่อนข้อให้ซูเจี้ยนจิ่นในครั้งนี้ เขาก็จะยิ่งกดดันข้ามากขึ้น”
ดังนั้น นางจึงกลัดกลุ้ม
ฉู่จี้เฟิงรับถ้วยน้ำไป พลางปลายนิ้วสัมผัสกับนิ้วของนางโดยบังเอิญ ดวงตาเขานิ่งค้างอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับมีบางอย่างที่ทำให้หัวใจของเขากระตุก แม้แต่ลมหายใจก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้น
เขาตั้งสติได้แล้วจึงกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นก็อย่าคืนให้เขา เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง ข้าจะรับรองว่าเฉินอี๋เหนียงและซูลั่วฝูจะปลอดภัย และซูเจี้ยนจิ่นก็จะไม่กล้าใช้พวกนางมาเป็นเครื่องมือข่มขู่เจ้าอีก”
เขาดื่มน้ำลงไป รู้สึกว่าน้ำในถ้วยช่างหวานราวกับใส่น้ำผึ้ง
ซูอิ่นเย่ว์ยิ้มหวาน “ขอบคุณท่านมาก”
ฉู่จี้เฟิงวางถ้วยน้ำลง พลันโบกมือเรียกนาง “เจ้าขึ้นมานี่”
ซูอิ่นเย่ว์ชะงักไป ไม่ขยับตัว
เขาถอนหายใจ “ร่างกายของข้าบาดเจ็บ อาบน้ำไม่ได้ รู้สึกว่ามีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เจ้าเพิ่งอาบน้ำด้วยน้ำมันหอมกุหลาบมา มานั่งใกล้ๆ ข้า ให้กลิ่นหอมนั้นทำให้ข้าหลับสบายหน่อยเถิด”
ซูอิ่นเย่ว์ไม่ได้สงสัยในคำพูดนี้
ฉู่จี้เฟิงเป็นคนเจ้าระเบียบเรื่องความสะอาด เขาต้องอาบน้ำทุกวัน ซึ่งในยุคนี้นับว่าเป็นคนรักความสะอาดมากทีเดียว
นางมองไปที่เตาจุดกำยาน แล้วกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าย้ายเตาจุดกำยานไปใกล้ๆ ดีหรือไม่”
สีหน้าของฉู่จี้เฟิงเปลี่ยนไปทันที “เตาจุดกำยานมีควันไฟ พอเข้าใกล้แล้วมันอบอวลจนแสบจมูก”
ซูอิ่นเย่ว์ลำบากใจเล็กน้อย นางเพิ่งขอร้องให้เขาช่วย จึงไม่อาจปฏิเสธได้ จึงขยับขึ้นเตียง
นางช่วยจัดให้ฉู่จี้เฟิงเอนกายลง จากนั้นจึงพิงหมอนนุ่ม แล้วกล่าวว่า “ซื่อจื่อรีบนอนเถอะ หากเจ็บบาดแผล ข้าจะทำยาชาให้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด”
“แค่เจ้าอยู่ใกล้ๆ ก็ดีแล้ว”
หลังจากฉู่จี้เฟิงพูดจบ เขาก็หลับตาลง
ซูอิ่นเย่ว์เอนตัวพิงหมอน แม้ว่าทั้งสองจะไม่ได้แนบชิดกันจนรู้สึกใกล้ชิด แต่ทว่าบรรยากาศก็คล้ายกับการเฝ้ายาม
เพียงแต่เมื่อนางมองใบหน้าหล่อเหลาของฉู่จี้เฟิง นางก็อดคิดถึงคืนแต่งงานไม่ได้...