ตอนที่ 10 โจวสือซวินได้รับาเ็
ด้านนอกบ้านฝนตกหนัก ส่วนด้านในบ้านก็มีน้ำรั่วซึม
เซิ่งอันหนิงยืนถือไฟฉายอยู่ข้าง ๆ เตียง เธอมองดูโจวสือซวินนำหม้อและไหในบ้านมาวางไว้บนเตียงและพื้น จนภายในห้องนั้นไม่มีพื้นที่สำหรับการนอนเลย
โจวสือซวินรู้สึกผิดเล็กน้อย “ตอนฤดูใบไม้ร่วงที่แล้วไม่ได้ซ่อมหลังคา พอฝนตกหลังคาเลยรั่ว คุณอยู่ข้างนอกห้องไปก่อน รอให้ฟ้าฝนสงบแล้วผมจะซ่อมหลังคาให้”
เซิ่งอันหนิงมองดูหม้อและไหบนเตียง เธอเองก็ไม่ได้คาดคิดมาก่อน “เตียงของคุณเล็กออกขนาดนั้น สองคนนอนไม่ได้หรอกนะคะ”
พูดเสร็จก็หน้าแดงขึ้นมาทันที นี่เธอพูดจาเหลวไหลอะไรกันเนี่ย?!
โชคดีที่ในห้องนั้นมืด โจวสือซวินจึงมองไม่เห็นความลำบากใจของเธอ
เห็นได้ชัดว่าโจวสือซวินนั้นไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบกลับอะไร ชายหนุ่มตกตะลึงไปสักครู่ “คุณนอนข้างนอก ผมจะนอนที่หอพัก”
เซิ่งอันหนิงแบกผ้าห่มตามโจวสือซวินออกไปนอกห้อง พลางคิดว่าข้างนอกนั้นฝนกำลังตกหนัก หน่วยงานของโจวสือซวินก็อยู่ห่างออกไปพอสมควร และนี่ก็เป็เวลาเที่ยงคืนแล้ว บนถนนก็ไม่มีเสาไฟฟ้าสักต้น
สายฝนกำลังโหมกระหน่ำถึงเพียงนี้ หญิงสาวจึงทนไม่ได้ที่จะเห็นชายหนุ่มฝ่าฝนไป
เธอฉุกคิดอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นจึงเอ่ยกับโจวสือซวินอย่างตรงไปตรงมา “คุณไม่ต้องไปหอพักก็ได้ ฉันปูที่นอนให้ก็ได้แล้ว”
ว่าพลางก็วางผ้าห่มลงบนเตียงเล็ก ๆ จากนั้นจึงเข้าไปในห้องเพื่อหาเสื่อที่อยู่ใต้เตียง
ขณะที่หญิงสาวกำลังเก็บกวาดห้องอยู่เมื่อวานนี้ เธอก็พบว่าใต้เตียงมีเสื่อรองที่ทำมาจากหญ้า เป็เพราะเ้าของร่างเดิมรังเกียจความสกปรก หล่อนจึงดึงออกมาเก็บไว้ใต้เตียง ตอนนี้เอามาปูบนพื้นก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร
โจวสือซวินจุดเทียนและนำไปวางไว้บนตู้ มองดูเซิ่งอันหนิงดึงเสื่อออกมาจากใต้เตียง ชายหนุ่มจึงเข้าไปช่วย “ผมทำเอง คุณไปนอนบนเตียงเถอะ เดี๋ยวผมนอนบนพื้นเอง”
เซิงอันหนิงรู้สึกเกรงใจเล็กน้อย “ได้ยังไงล่ะ ฉันนอนพื้นเอง พรุ่งนี้คุณยังต้องไปทำงานนะ”
โจวสือซวินปูเสื่อลงบนพื้น อีกทั้งยังคลี่ผ้าห่มของตนปูทับบนเสื่อ “พื้นมันเย็น ผมชินแล้ว คุณนอนเตียงเถอะ”
เซิ่งอันหนิงไม่สามารถโต้แย้งได้ จึงไปจัดเตียงเพื่อที่จะได้เตรียมตัวนอน หญิงสาวตระหนักได้ว่าเธอกำลังนอนอยู่ในห้องเดียวกับชายหนึ่งคน และทั้งคู่ก็ยังอยู่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งเมตร
นี่เป็ประสบการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน!
เทียนบนตู้ส่องแสงสลัว กาน้ำบนเตาไฟกำลังเดือดปุด ๆ ขณะสายฝนกำลังซัดสาดข้างนอกหน้าต่าง
เสียงฝนดังก้องภายในห้วงแห่งความมืด แม้แต่แสงเทียนสลัวก็ทำให้เซิ่งอันหนิงรู้สึกว่ามันแสบตาเล็กน้อย
ทั้ง ๆ ที่ใช้ผ้าห่มของตนเอง แต่ขณะที่หายใจกลับเต็มไปด้วยกลิ่นสดชื่น
เพียงแต่เธอไม่กล้าที่จะขยับตัว เพราะกลัวว่าจะเกิดเสียงไปรบกวนโจวสือซวิน
เซิ่งอันหนิงรู้สึกว่าตนเองนั้นบ้าไปแล้ว ต่อหน้าเหตุการณ์ที่ไม่เคยพบไม่เคยเห็นมาก่อน คาดไม่ถึงว่าจะรู้สึกประหม่าได้ถึงเพียงนี้?
คงเป็เพราะโจวสือซวินคือคนคุ้นเคยเพียงผู้เดียวภายในโลกอันแปลกประหลาดใบนี้กระมัง เธอจึงรู้สึกเขินอาย?
หญิงสาวนอนจนรู้สึกปวดกระดูก จึงทนไม่ไหวที่จะค่อย ๆ พลิกตัว และก็มองเห็นเงาร่างสลัวภายใต้ความมืดของโจวสือซวินที่กำลังนอนหงายได้อย่างชัดเจน
เซิ่งอันหนิงรู้สึกคอแห้งอย่างไม่มีสาเหตุ จึงค่อย ๆ กลืนน้ำลายอย่างระมัดระวัง “โจวสือซวิน คุณหลับหรือยังคะ?”
โจวสือซวินไม่ตอบกลับ
เซิ่งอันหนิงรู้ดีว่าโจวสือซวินนั้นยังนอนไม่หลับ “โจวสือซวิน คุณเคยบอกว่าจะเข้าเมืองใช่ไหม จะเข้าไปวันไหนเหรอคะ?”
“จันทร์หน้า” โจวสือซวินตอบกลับอย่างกระชับ
เซิ่งอันหนิงลองนับวันดู วันนี้เพิ่งจะวันพุธ กว่าจะถึงวันจันทร์หน้าก็เหลืออีกสี่วัน
ใน่สี่วันนี้หญิงสาวไม่สามารถทำอะไรได้เลย สู้ไปเรียนถักเสื้อไหมพรมกับฉินหงเสียจะดีกว่า
จากนั้นจะไปสอบถามอย่างระมัดระวังว่าการหย่ากับโจวสือซวินนั้นจะส่งผลกระทบต่อชายหนุ่มหรือไม่ และการกลับเข้าเมืองก็ยังต้องพบกับพ่อแม่ของเ้าของร่างเดิม ซึ่งยังต้องคิดอีกว่าจะเผชิญหน้าพวกเขาอย่างไรดี
ถึงอย่างไรเ้าของร่างเดิมก็เติบโตมากับพ่อแม่เป็เวลายี่สิบปี การเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ครั้งนี้จึงง่ายมากที่จะโดนจับได้
พูดถึงเื่ที่เซิ่งอันหนิงต้องไปทักทายพ่อแม่แปลกหน้าของเธอนั้น มันก็ทำให้เธอรู้สึกปวดหัวอยู่บ้าง
ฝนตกโหมกระหน่ำ และไม่มีท่าทีที่จะหยุดง่าย ๆ
ไม่บ่อยนักที่จะพบเห็นฝนตกเช่นนี้ในต้นฤดูใบไม้ผลิ
ในขณะที่เซิ่งอันหนิงกำลังสะลึมสะลืออยู่ เธอก็รู้สึกว่าบนพื้นมีการเคลื่อนไหวบางอย่าง เมื่อหญิงสาวลืมตาขึ้น ก็พบว่าโจวสือซวินกำลังสวมเสื้อกันหนาวและกำลังจะออกไปข้างนอก
เซิ่งอันหนิงจึงลุกขึ้นนั่งด้วยความใ “ออกไปทำไมกันคะ?”
“มีเสียงแปลก ๆ ผมจะออกไปดู ่นี้หิมะบนูเาเพิ่งละลาย แถมฝนยังตกหนักแบบนี้ มันง่ายมากที่จะเกิดดินถล่ม” โจวสือซวินพูดอย่างรวดเร็ว และเปิดประตูออกไป
เซิ่งอันหนิงจึงรีบลุกขึ้นตามไป เมื่อเปิดประตูออกก็พบกับโจวสือซวินสวมเสื้อคลุมเดินฝ่าสายฝนออกไป
สายลมและฝนกระหน่ำซัดในทันที ทำให้หญิงสาวปะทะเข้ากับสายลมที่เยือกเย็น จึงได้รีบปิดประตูกลับเข้าไป
จวบจนฟ้าสว่าง โจวสือซวินก็ยังไม่กลับมา
ฝนที่ตกข้างนอกได้ซาลงมากแล้ว แต่ก็ยังคงตกอยู่
เซิ่งอันหนิงไม่รู้ว่าโจวสือซวินนั้นไปทำงานแล้ว หรือว่าจะเกิดดินถล่มตามที่เขาพูดจริง ๆ?
เธอหาร่มอยู่พักใหญ่แต่ก็หาไม่พบ จึงทำได้แค่เพียงวิ่งตากฝนเพื่อไปเข้าห้องน้ำ
บ้านพักคนงานมีห้องน้ำสาธารณะเพียงห้องเดียว อยู่ตรงฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเข้าไปก็พบส้วมหลุมแบบนั่งยองเป็รางยาว ๆ ไม่มีแม้แต่ฉากกั้นตรงกลาง
เมื่อวานนี้เซิ่งอันหนิงไม่ยอมเข้าไปเพราะความเขินอาย แต่วันนี้ได้ปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างเต็มที่แล้ว
เช้าตรู่เช่นนี้ ห้องน้ำก็ได้มีคนมาต่อแถวแล้ว กลุ่มหญิงสาวสามสี่คนซุบซิบนินทาท่ามกลางสายฝนพรำ เมื่อเห็นว่าเซิ่งอันหนิงเดินมา พวกหล่อนก็ไม่ได้หลีกทางให้แต่อย่างใด
“เมื่อคืนวานเกิดดินถล่มที่หมู่บ้านเจี่ยง ทั้งหมู่บ้านถูกฝังไปหมดเลย”
“ใช่ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ฉันปรึกษากับเหล่าภรรยาแล้ว อีกสักพักหลังจากที่กินข้าวเช้าเสร็จก็ว่าจะเข้าไปช่วยสักหน่อย”
“งั้นฉันไปด้วย หมอเซี่ยวเองก็ไปั้แ่เช้าแล้วนะ”
เซิ่งอันหนิงได้ยินแล้วก็ใเป็อย่างมาก คาดไม่ถึงว่ามันจะร้ายแรงถึงเพียงนี้!
เธอนึกขึ้นได้ขึ้นว่า เวลานี้หน่วยกู้ภัยจะไปทันหรือไม่? ทีมแพทย์จะมีความเป็มืออาชีพเพียงพอหรือเปล่า? ถึงอย่างไรที่นี่ก็อยู่ห่างจากเมืองเป็อย่างมาก ถ้ามาจากตัวเมืองก็ใช้เวลาหลายชั่วโมง
การรักษาของโรงพยาบาลในชนบทนั้นมีขีดจำกัด เกรงว่าแม้แต่การผ่าตัดขั้นพื้นฐานก็ยังทำได้ยาก
หลังจากที่หญิงสาวออกมาจากห้องน้ำ เธอก็ได้วิ่งกลับบ้าน ความเคยชินทางอาชีพทำให้เธอคิดมาก และคิดว่าเธอน่าจะสามารถช่วยอะไรได้บ้างหากไปที่นั่นโดยเร็วที่สุด
เซิ่งอันหนิงล้างหน้าอย่างรวดเร็ว กำลังสวมเสื้อคลุมตัวหนาเพื่อที่จะเตรียมตัวออกจากบ้าน ก็มีเด็กวัยรุ่นที่ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนวิ่งเข้ามา “พี่สะใภ้โจว หัวหน้าได้รับาเ็ ตอนนี้ถูกส่งตัวไปที่โรงพยาบาลในเมืองแล้ว หัวหน้าใหญ่ให้ผมมารับพี่สะใภ้”
เซิ่งอันหนิงใเป็อย่างมาก “าเ็เหรอ? ร้ายแรงมากไหม?”
“ไม่รู้เลยครับ รถอยู่หน้าประตูแล้ว พี่สะใภ้โจว พวกเรารีบไปกับเถอะ”
เซิ่งอันหนิงไม่มีเวลาให้คิดมากนัก หญิงสาวรีบวิ่งกลับห้องไปแล้วนำทรัพย์สินที่มีค่าทั้งหมดติดตัวมาด้วย และวิ่งเข้าไปหาซ่งข่ายเด็กหนุ่มผู้มาส่งข่าวและกำลังรออยู่ที่ประตู
หน้าประตูมีรถจี๊ปสีเขียวจอดอยู่ ชายวัยกลางคนท่าทางน่าเกรงขามนั่งอยู่ที่นั่งข้างคนขับ แต่สีหน้าของเขานั้นกลับดูเป็กังวล
ระหว่างทาง เซิ่งอันหนิงก็รู้ว่าคนที่นั่งอยู่ข้างหน้านั้นคือจงจื้อกั๋วหัวหน้าของโจวสือซวิน เพื่อช่วยชีวิตผู้คนที่ถูกดินทับอยู่ โจวสือซวินกลับถูกก้อนหินกระแทกที่ด้านหลังจากดินถล่มครั้งที่สอง และในตอนที่ช่วยชีวิตอยู่นั้น ชายหนุ่มก็อยู่ในอาการร่อแร่
จงจื้อกั๋วอธิบายให้ง่ายที่สุด เมื่อชายหนุ่มพูดเสร็จก็หันหน้ามามองเซิ่งอันหนิงที่หน้าตาดูกลัดกลุ้ม แววตางดงามค่อย ๆ หมองหม่นและแดงขึ้นมา
ชายวัยกลางคนครุ่นคิด เมื่อดูแล้วเซิ่งอันหนิงผู้นี้ก็ไม่ได้ไร้เยื่อใยต่อโจวสือซวินไปเสียทั้งหมด เมื่อได้ยินว่าสามีได้รับาเ็ก็รู้สึกทุกข์ใจขึ้นมาทันที
แต่เขาคิดผิด จริง ๆ แล้วเซิ่งอันหนิงรู้สึกเป็กังวลต่อโจวสือซวินจริง ๆ เพียงแต่ตอนนี้เธอรู้สึกเมารถจนอยากจะอาเจียนออกมา
ไม่คาดคิดว่าถนนเข้าเมืองจะเป็หลุมเป็บ่อแบบนี้ ต่อให้นั่งรถจี๊ปเก่า ๆ คันนี้ก็เหมือนกับนั่งรถที่กำลังกระเด้งกระดอนอย่างไรอย่างนั้น รู้สึกราวกับว่าอวัยวะภายในจะหลุดออกมาเลย...
……………………………………………………………………………………………………………………….
สารจากผู้แปล
อาการพี่โจวสาหัสขนาดไหนกันเนี่ย ขอให้ไม่เป็อะไรมากนะ
ไหหม่า(海馬)