แทนที่รถจะเลี้ยวไปทางขวาแต่กลับเลี้ยวไปทางซ้ายแทนทำให้สัตตบุษย์นึกสงสัยจึงเอ่ยถามหม่าเหว่ยเจี้ยนซึ่งทำหน้าที่คนขับรถว่า
“ทำไมเลี้ยวไปทางนี้ล่ะคะพี่เจี้ยนที่ทำงานของพี่ฟงต้องเลี้ยวไปทางขวาไม่ใช่เหรอคะ”
“ครับแต่เราไม่ได้ไปที่ทำงานหรอกครับ” เหว่ยเจี้ยนตอบขณะที่ตาก็มองท้องถนนตรงหน้าไปด้วยอย่างระมัดระวัง
“อ้าวบัวนึกว่าเราจะไปหาพี่ฟงที่ทำงานเสียอีก แล้วนี่เราจะไปไหนกันเหรอคะ”
“ไปถึงแล้วเดี๋ยวคุณหนูก็รู้เองแหละครับ”
หญิงสาวถอนหายใจยาวพลางมองค้อนเหว่ยเจี้ยนอย่างหมั่นไส้นี่พี่ฟงของเธอคงสั่งมาไม่ให้บอกล่ะสิถึงได้ปิดปากเงียบแบบนี้ สัตตบุษย์ไม่เซ้าซี้ถามต่อและเอาแต่นั่งเงียบจนรถมาจอดที่หน้าร้านเสื้อผ้าแบรนด์ดังยี่ห้อหนึ่งเธอลงจากรถเมื่อเหว่ยเจี้ยนมาเปิดประตูให้แล้วก้าวเข้าไปในร้าน
“พี่ฟง” เธอเรียกคนตรงหน้าที่รีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเธอพร้อมรอยยิ้มหวาน หญิงสาวกวาดตามองภายในร้านก่อนจะหยุดที่ใบหน้าคมสันแล้วถามเขาว่า“พี่ให้พี่เจี้ยนไปรับบัวเพื่อมาที่ร้านนี้น่ะเหรอคะ”
“ใช่จ้ะ พี่ว่าบัวไปแต่งตัวเลยดีกว่านะเดี๋ยวจะไปไม่ทันงาน” อี้ฟงดันหลังสัตตบุษย์ให้ออกเดินไปหาหญิงสาววัยสามสิบปลายๆที่ยืนส่งยิ้มให้
“ให้บัวแต่งตัวทำไมคะ” เธอหันมาถามอย่างไม่เข้าใจ
“แต่งตัวเพื่อไปงานเลี้ยงวันเกิดของคุณอาไท้ไงล่ะจ๊ะวันนี้วันเกิดของท่านบัวลืมไปแล้วเหรอ” เขาเฉลยให้ฟัง
“บัวไม่ลืมหรอกค่ะแต่บัวไปไม่ได้นี่คะ เพราะบัวต้องไปดูแลคุณลุงที่โรงพยาบาล”
“ไม่ต้องไปหรอกพี่โทรบอกคุณพ่อแล้วว่าจะพาบัวไปงานด้วยซึ่งท่านก็เห็นดีด้วยบัวไม่ต้องห่วงท่านหรอกนะ ท่านมีพยาบาลพิเศษคอยดูแลอยู่”อี้ฟงบอก เขาได้จ้างพยาบาลพิเศษให้คอยดูแลบิดาั้แ่วันแรกที่เข้าไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลแล้วแต่บางวันสัตตบุษย์ก็จะไปช่วยดูแลอีกแรงหนึ่งเพราะต้องทำอาหารไปให้ท่านทานด้วยเนื่องจากอาหารที่โรงพยาบาลไม่ถูกปากท่านเท่าไรนัก
“แต่...” หญิงสาวยังอิดออด เพราะไม่ค่อยชอบออกงานสังคมสักเท่าไรนัก
“น่า...นะจ๊ะบัวไปเป็เพื่อนพี่หน่อยนะจ๊ะ พี่ไม่มีเพื่อนไปงานด้วยเลย”ชายหนุ่มออดอ้อน แววตาช่างเว้าวอนจนในที่สุดสัตตบุษย์ก็ใจอ่อนยอมไปด้วย อี้ฟงยิ้มแป้นพร้อมกล่าวขอบคุณก่อนจะดุนหลังเธอให้เดินไปหาเ้าของร้านที่ยืนรออยู่ซึ่งเ้าของร้านกับเขารู้จักกันดีเพราะเขามักจะมาซื้อเสื้อผ้าร้านนี้เป็ประจำ
เมื่อหญิงสาวหายลับไปในห้องด้านในแล้วชายหนุ่มก็เดินไปนั่งรออยู่ที่โซฟาตัวเดิม บนโต๊ะเล็กตรงหน้าเขามีหนังสือนิตยสารหลายเล่มวางอยู่และมีเครื่องดื่มเย็นๆ กับขนมคุกกี้ที่เ้าของร้านนำมาเสิร์ฟให้วางอยู่อีกมุมหนึ่งของโต๊ะชานอี้ฟงดูนาฬิกาที่ข้อมือของตนเองพลางคาดคะเนเวลาแต่งตัวและแต่งหน้าทำผมของสัตตบุษย์ซึ่งคงใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ คำนวณดูแล้วพวกเขาคงจะไปถึงงานเลี้ยงราวๆ หนึ่งทุ่มพอดี
ตัวเขานั้นไม่ต้องทำอะไรมากแค่อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่เท่านั้นเขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วเพราะที่ห้องทำงานของเขามีห้องพักส่วนตัวด้วยซึ่งเขามักจะเอาไว้นอนหลับพักผ่อนเวลาทำงานจนดึกดื่นแล้วี้เีเดินทางกลับบ้าน ส่วนเื่เสื้อผ้าเขาก็มีทิ้งไว้อยู่ที่ห้องพักหลายตัวความจริงชายหนุ่มจะให้สัตตบุษย์แต่งตัวมาเลยก็ได้แต่เขาอยากให้เธอสวยเด่นที่สุดในงานและแต่งตัวให้ดูเป็ผู้ใหญ่มากกว่านี้อีกนิดจึงเลือกให้เธอมาแต่งตัวที่นี่แทน แล้วจ้างช่างแต่งหน้าทำผมร้านดังมาช่วยแต่งให้กับเธอ
เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆสัตตบุษย์ก็ออกมาปรากฏโฉมให้เขาได้เห็น แวบแรกที่เห็นอี้ฟงตกตะลึงไปเลยทีเดียวเพราะสาวน้อยตรงหน้าเขาเปลี่ยนจากสาวหวานกลายเป็สาวเซ็กซี่ไปเสียแล้วชุดราตรีสีแดงตัวนี้ช่างเหมาะสมกับเธออย่างที่เขาคิดไว้จริงๆ สีของชุดช่วยขับผิวขาวเนียนของเธอให้ยิ่งดูขาวใสมากขึ้นไปอีก
ชุดนี้เป็ชุดแบบเกาะอก กระโปรงยาวค่อนข้างรัดรูปร่างซึ่งถ้าผู้สวมใส่รูปร่างไม่ดีจริงคงดูน่าเกลียดไปเลย แต่สำหรับเ้าบัวน้อยของเขาแล้วเห็นรูปร่างบางๆ อย่างนี้กลับใส่ออกมาดูสวยและดูเย้ายวนเหลือเกิน เพราะรูปร่างของเธอสมส่วนไปหมดส่วนเครื่องประดับไม่ว่าจะเป็สร้อยคอ ต่างหูและสร้อยข้อมือซึ่งล้วนแต่เป็ทับทิมน้ำงามก็เข้ากับชุดนี้ได้ดีเยี่ยมเครื่องประดับทับทิมชุดนี้ชายหนุ่มเบิกออกมาจากธนาคารเพื่อให้สัตตบุษย์ได้สวมใส่ในงานนี้โดยเฉพาะซึ่งทับทิมชุดนี้เป็ชุดที่มารดาของเขารักมากอีกชุดหนึ่ง
ชานอี้ฟงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่เมื่อเห็นเนินอกอวบอิ่มที่โผล่พ้นขอบเสื้อมายิ่งหญิงสาวทำผมแบบรวบขึ้นสูงไปหมดก็ยิ่งไม่มีอะไรมาช่วยบดบังไว้เลย ลมหายใจของชายหนุ่มถึงกับสะดุดเมื่อจังหวะการย่างเท้าของเธอทำให้เขาได้เห็นเรียวขาขาวนวลวับๆแวมๆ เนื่องจากกระโปรงของเธอมันผ่าข้างด้านหนึ่งขึ้นไปจนถึงครึ่งต้นขา
‘โอ้...พระเ้า! นี่มันมากกว่าที่เขาจินตนาการเอาไว้ซะอีก’
ชานอี้ฟงะโก้องอยู่ในใจแววตาที่ใช้มองหญิงสาวนั้นวาววับและหวานเยิ้มอย่างไม่รู้ตัวสัตตบุษย์ในเวลานี้ต่างจากทุกวันโดยสิ้นเชิง สาวน้อยน่ารักของเขาบัดนี้กลายเป็สาวสวยทรงเสน่ห์อย่างไม่น่าเชื่อชุดนี้ทำให้เธอดูเป็สาวมากขึ้นกอปรกับการแต่งหน้าที่เข้มขึ้นด้วยจึงทำให้เ้าบัวน้อยของเขาดูเปลี่ยนไป
สัตตบุษย์เดินมาหยุดยืนตรงหน้าพี่ชายด้วยอาการเขินอายเพราะเธอไม่เคยแต่งตัวทำนองนี้มาก่อนเลยในชีวิตหญิงสาวสบตาชายหนุ่มก็ใจเต้นแรงก่อนจะรีบก้มหน้าลง แล้วประสานมือทั้งสองข้างไว้แน่นตัวเธอเริ่มสั่นอย่างห้ามไว้ไม่อยู่ ‘ทำไมพี่ฟงถึงมองเราด้วยสายตาแบบนี้นะ’สัตตบุษย์คิดในใจ ความเงียบเข้าปกคลุมเมื่อหนุ่มสาวเอาแต่นิ่งเงียบจนเ้าของร้านต้องเอ่ยว่า
“เป็ยังไงบ้างคะคุณอี้ฟง น้องเสี่ยวเหลียนสวยถูกใจหรือเปล่าคะ” เ้าของร้านเรียกชื่อสัตตบุษย์อย่างสนิทสนม เนื่องจากพูดคุยกันถูกคอและนึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย
“อะ...เอ่อ...ครับ สวยมากจนผมตะลึงไปเลยทีเดียว” อี้ฟงเอ่ยชมตรงๆ แววตาของเขายังคงทอประกายหวานฉ่ำอยู่ สัตตบุษย์เหลือบตาขึ้นมองคนชมด้วยใบหน้าแดงก่ำในใจรู้สึกปลาบปลื้มกับคำชมของเขายิ่งนัก แล้วหญิงสาวก็ต้องหายใจติดๆ ขัดๆเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาหยุดยืนจนเกือบชิดร่างบาง จากนั้นก็ใช้ปลายนิ้วแกร่งเชยคางมนของเธอขึ้นให้เงยหน้าขึ้นมาสบตากันแววหวานยังไม่จางหายไปจากดวงตาคมเข้ม และตัวเธอก็แทบจะละลายเหมือนกับขี้ผึ้งที่ถูกไฟรนเมื่อได้ฟังคำพูดในประโยคต่อมาของอี้ฟง“บัวของพี่สวยมาก...สวยกว่าผู้หญิงทุกคนเลยทีเดียว”
“จริงหรือคะ” เธอเผลอถามอย่างไม่รู้ตัว
“จริงสิจ๊ะในสายตาของพี่บัวสวยที่สุด ไม่มีผู้หญิงคนไหนเทียบบัวได้สักคนเดียว”
สัตตบุษย์อยากถามเขาเหลือเกินว่าเธอสวยกว่าผู้หญิงที่เขาเคยควงไหมโดยเฉพาะวินดี้ จาง นางแบบชื่อดังที่เป็คู่ควงคนล่าสุดของเขาในตอนนี้ซึ่งทุกคนคิดว่าวินดี้อาจเป็คนที่ได้หัวใจของอี้ฟงไปครอง เพราะเป็ผู้หญิงที่เขาคบด้วยนานที่สุดนั่นเองแต่ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะได้ถาม ชายหนุ่มก็เอ่ยต่อว่า
“พี่ว่าเราไปกันเถอะเดี๋ยวจะไปถึงงานเลี้ยงช้ากว่านี้”
“คือว่า...” สัตตบุษย์อึกอักไม่ยอมก้าวเดินไปกับเขา ทำให้อี้ฟงหันมามองอย่างแปลกใจ
“มีอะไรหรือเปล่า”
“คือ...บัวไม่ชินกับเสื้อผ้าแบบนี้น่ะค่ะขอเปลี่ยนชุดได้ไหมคะพี่ฟง” เธอบอกเสียงอ่อยๆชายหนุ่มฟังแล้วก็หัวเราะพลางมองหญิงสาวด้วยความเอ็นดูก่อนจะส่ายหน้าให้
“เปลี่ยนไม่ได้แล้วจ้ะ อย่ากลัวและอย่าเขินไปเลยบัวใส่ชุดนี้ได้สวยมากจริงๆ เชื่อพี่เถอะ”
“ค่ะ”สัตตบุษย์ถอนหายใจยาวแล้วเดินเคียงคู่ชานอี้ฟงออกจากร้านไปอย่างไม่มั่นใจนักแม้จะได้รับคำชมจากชายที่เธอแอบรักอยู่ก็ตาม
ภายในคฤหาสน์ของหวังอู่ไท้ผู้บังคับบัญชากรมตำรวจแห่งเกาะฮ่องกงเต็มไปด้วยความครึกครื้นของผู้คนที่มาร่วมงานวันเกิดของเขาซึ่งมีทั้งนักธุรกิจนายตำรวจตำแหน่งน้อยใหญ่และบรรดาเพื่อนสนิทรวมไปถึงบรรดาญาติพี่น้องทุกคนต่างนำของขวัญและคำอวยพรมาให้จนเ้าของงานปลาบปลื้มใจ แม้จะรู้ว่าบางคนมาเพื่อรักษาผลประโยชน์หาได้มีความจริงใจให้ก็ตาม
“โอ้...อาฟงดีใจที่หลานมานะ” หวังอู่ไท้เอ่ยอย่างยินดีเมื่อเห็นบุตรชายของเพื่อนรักมาร่วมงานด้วยเขามองหญิงสาวที่ชายหนุ่มควงมาร่วมงานเขม็ง ก่อนจะแย้มยิ้มต้อนรับอย่างเมตตาเมื่อจดจำได้ว่าเป็ใคร“โอ้...นี่หนูเสี่ยวเหลียนหรือเนี่ย แต่งตัวแบบนี้อาจำแทบไม่ได้เลยนะดูเป็สาวเต็มตัวเลยทีเดียว ขอบใจทั้งสองคนมากนะที่อุตส่าห์สละเวลามาร่วมงานวันเกิดของอา”
“ไม่ได้สละเวลาอะไรเลยครับคุณอาผมกับบัวตั้งใจมาอวยพรให้คุณอาครับ” อี้ฟงบอกพร้อมกับยื่นกล่องของขวัญให้“ของขวัญของผมกับบัวครับ เราสองคนขอให้คุณอามีความสุขมากๆนะครับ”
“และสุขภาพแข็งแรงด้วยค่ะ” สัตตบุษย์เสริมคำของอี้ฟงด้วยรอยยิ้มหวาน
“ขอบใจๆ” หวังอู่ไท้รับกล่องของขวัญมาถือแล้วส่งให้เด็กเอาไปเก็บไว้ที่โต๊ะรวมกับกล่องของขวัญอื่นๆจากนั้นก็หันมาพูดเปรยๆ กับคนทั้งสองว่า “น่าเสียดายที่อาเฉินมาร่วมงานด้วยไม่ได้แถมยังมาเจ็บตัวอีกอาเลยอดก๊งเหล้ากับอาเฉินเลย ปีที่แล้วเสมอกันอย่างน่าเสียดาย” อู่ไท้บอกเสียงกลั้วหัวเราะ เขากับหวังเฉินมักจะท้ากันดื่มอยู่เสมอๆ วันเกิดทุกปีของเขาจะต้องมีการแข่งขันกันซึ่งผลที่ออกมาก็ผลัดกันแพ้ชนะมาโดยตลอด มีเมื่อปีที่แล้วนี่เองที่เสมอกันเพราะดันเมาหลับไปพร้อมๆกันอย่างน่าเสียดาย
“คุณพ่อบอกผมว่าออกจากโรงพยาบาลเมื่อไรจะมาท้าคุณอาทีหลังครับ”
“เหรอ ดีๆ อาจะเตรียมตัวไว้” หวังอู่ไท้หัวเราะร่าอย่างชอบอกชอบใจ ทำให้ผู้คนที่ยืนอยู่รอบๆ ข้างต่างหันมามองด้วยความสนใจ“แล้วนี่อาเฟยไม่มาด้วยเหรอ”
“อาเฟยบอกจะตามมาทีหลังครับ” อี้ฟงตอบก่อนจะส่งยิ้มให้บุคคลที่ยืนอยู่ข้างๆ อู่ไท้ เขาส่งมือออกไปัักับอีกฝ่ายพร้อมกล่าวทักทายอย่างเป็กันเอง
“สวัสดีครับคุณหู่”
“สวัสดีครับคุณชาน” หู่ต้าตง ชายวัยสี่สิบเศษๆ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อก่อนหู่ต้าตงเป็นายตำรวจอนาคตไกลคนหนึ่งแต่แล้วเขากลับลาออกจากราชการมาทำธุรกิจส่วนตัวต้าตงถือว่าเป็คู่แข่งทางธุรกิจสำหรับอี้ฟง การประมูลงานในแต่ละครั้งไม่มีการยอมกันแต่หลังจากจบงานแล้วก็ถือเป็มิตรที่ดีต่อกันเพราะต้าตงเคยเป็ลูกน้องติดตามอู่ไท้มาก่อนอี้ฟงจึงค่อนข้างสนิทสนมด้วยพอสมควร “ผมได้ข่าวว่าคอนโดมิเนียมใหม่ของคุณถูกจองเต็มหมดทุกห้องแล้วยินดีด้วยนะครับ” ต้าตงกล่าวแสดงความยินดีด้วยก่อนจะปล่อยมือออกจากกัน
“ขอบคุณครับ คอนโดฯของคุณคงใกล้เสร็จแล้วใช่ไหมครับ” อี้ฟงถามถึงคอนโดมิเนียมหรูที่หู่ต้าตงสร้างขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกับคอนโดมิเนียมของเขาซึ่งเป็ห้องชุดที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกสบายคล้ายๆ กัน จะต่างกันก็ตรงทำเลที่ตั้งเท่านั้นซึ่งของเขาโชคดีที่ได้ทำเลดีอยู่ติดกับทะเลจึงมีวิวทิวทัศน์ที่สวยงามส่วนของอีกฝ่ายนั้นอยู่ในเขตชุมชนค่อนข้างแออัดและมีคอนโดมิเนียมอื่นอยู่เต็มไปหมด
“ตอนนี้ก็เหลือแค่ตบแต่งภายในเท่านั้นอีกสองเดือนน่าจะทำการเปิดได้” หู่ต้าตงตอบอี้ฟงก่อนหันไปพูดกับอู่ไท้ด้วยกิริยานอบน้อม“ยังไงผมขอเรียนเชิญท่านไปเป็ประธานเปิดอาคารให้ผมด้วยนะครับ”
“ได้สิได้จะเปิดวันไหนก็โทรมาบอกแล้วกัน เอ...นี่ถ้าผมจะสั่งจองสักห้องจะได้ราคาพิเศษหรือเปล่า” อู่ไท้ถามทีเล่นทีจริง
“สำหรับท่านแล้วผมลดราคาให้ห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยครับ”
“โอ้...ใจถึงๆไม่เหมือนกับอาฟงที่ลดให้ผมแค่สามสิบเปอร์เซ็นต์เอง”ประโยคสุดท้ายเขาหันไปแซวอี้ฟงเล่นจึงเรียกเสียงหัวเราะจากทุกคนในวงสนทนาได้ หู่ต้าตงอยู่คุยด้วยอีกเล็กน้อยก็ขอตัวไปคุยกับคนรู้จักต่อซึ่งเป็่เวลาที่อี้เฟยมาถึงงานและกำลังเดินเข้ามาหาเ้าของงานพอดี
“สุขสันต์วันเกิดครับอาไท้ขอให้มีความสุขมากๆ นะครับ” อี้เฟยเดินเข้ามาสวมกอดพร้อมกับพูดอวยพรให้เ้าของงานก่อนจะแยกตัวออกแล้วยื่นกล่องของขวัญใบเล็กให้
“ขอบใจๆ เอ๊ะทำไมงานนี้ฉายเดี่ยวล่ะ สาวๆ หนีหมดรึไง” อู่ไท้เย้าลูกชายคนรองของเพื่อนรักเล่นเมื่อเห็นอีกฝ่ายมาแบบฉายเดี่ยวไร้ร่างสาวงามเคียงข้างเหมือนเคย ซึ่งคำถามของเขาเรียกเสียงหัวเราะจากทั้งอี้ฟงสัตตบุษย์และคนถูกเย้าได้
“มือชั้นนี้แล้วครับคุณอาไม่มีหนีมีแต่จะเข้ามาหามากกว่า” อี้เฟยบอกเสียงกลั้วหัวเราะสีหน้าและน้ำเสียงดูผยองเพราะมั่นใจในเสน่ห์ของตนเองเต็มเปี่ยม “แต่ที่ผมไม่ควงมาด้วยเพราะว่างานนี้เป็งานของคนสำคัญผมก็เลยตั้งใจจะควงผู้หญิงคนสำคัญของผมมาแต่ก็ถูกพี่ฟงตัดหน้าไปเสียก่อนเพราะพี่ฟงก็ดันคิดเหมือนผมใช่ไหมครับ” เขาหันไปยักคิ้วให้พี่ชาย “งานสำคัญก็ต้องพาคนสำคัญที่สุดในชีวิตมาด้วยจริงไหมครับ” ชายหนุ่มเอ่ยแซวพี่ชายเล่นก่อนจะร่วมหัวเราะไปกับอู่ไท้ส่วนอี้ฟงก็แยกเขี้ยวให้น้องชายโทษฐานที่รู้ทันก่อนจะอมยิ้มกริ่ม ส่วนสัตตบุษย์นั้นหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาด้วยความขัดเขินทั้งๆที่รู้ว่าอี้เฟยแซวเล่นแค่นั้นเอง
“หนูเสี่ยวเหลียนโชคดีนะที่ได้เป็คนสำคัญของทุกคนในตระกูลชาน” หวังอู่ไท้บอกด้วยรอยยิ้มปรานีเพราะรู้เื่ราวชีวิตของหญิงสาวดีสัตตบุษย์ยิ้มรับอย่างเห็นด้วยแม้เธอจะสูญเสียพ่อแม่ไปแต่ก็ได้รับความรักจากบุคคลอื่นเข้ามาทดแทนบุคคลแปลกหน้าที่บัดนี้กลับกลายเป็ครอบครัวและเป็ส่วนหนึ่งในชีวิตที่ขาดไม่ได้ไปเสียแล้ว
“วันนี้เ้าบัวน้อยของพี่สวยจังสวยจนพี่ตะลึงไปเลยนะเนี่ย แถมยังเซ็กซี่อีกต่างหาก”อี้เฟยเอ่ยชมด้วยแววตากรุ้มกริ่มตามประสาคนที่เห็นผู้หญิงสวยไม่ได้อี้ฟงเห็นสายตาของน้องชายก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที แม้จะรู้ว่าอี้เฟยไม่ได้คิดอะไรเกินเลยกับสัตตบุษย์ก็ตาม
ถึงไม่คิดแต่เขาก็หวง!
“บัวว่ามันดูแปลกๆนะคะพี่เฟย”
“ที่ดูแปลกๆเพราะบัวไม่เคยแต่งตัวแบบนี้น่ะสิ อย่ากังวลไปเลยเชื่อพี่เถอะว่าวันนี้บัวสวยกว่าผู้หญิงทุกคนในงาน”
“อย่าชมกันเองเลยค่ะ”
“ชมกันเองที่ไหน ถามคุณอาไท้กับพี่ฟงก็ได้จริงไหมครับ” อี้เฟยหันไปขอเสียงสนับสนุนจากคนทั้งสองซึ่งทั้งคู่ก็พยักหน้าให้เป็การยืนยัน “เห็นไหมถ้าบัวยังไม่เชื่อนะก็ลองมองไปรอบๆ ตัวดูสิ ผู้ชายหลายๆคนแอบมองบัวอยู่ตลอดเวลาเลยนะ”
สัตตบุษย์มองตามที่อี้เฟยบอกก็เห็นจริงดังนั้นมีชายหนุ่มหลายคนคอยลอบมองเธออยู่และพอเธอสบตาด้วยก็ส่งยิ้มให้พร้อมกับชูแก้วเครื่องดื่มเป็การทักทายทันที ทำให้หญิงสาวหน้าแดงระเรื่อขึ้นเพราะรู้สึกประหม่าอายขึ้นมาทว่าถึงแม้ทุกคนจะชมว่าเธอสวยแต่ก็ยังไม่มั่นใจอยู่ดีเนื่องจากยังไม่ชินกับการแต่งตัวแบบนี้
ด้านอี้ฟงเองก็หันไปมองรอบๆ ตัวเช่นกันพอเห็นสายตาของพวกผู้ชายที่ส่งให้เ้าบัวน้อยของเขาอย่างชัดเจน ชายหนุ่มก็ถึงกับบดกรามแน่นด้วยความหึงหวงเขาไม่ชอบให้ผู้ชายอื่นมองเธอแบบนี้เลย นี่ถ้าไม่เกรงใจเ้าของงานวันเกิดเขาคงพาเธอกลับบ้านไปแล้วอี้ฟงนึกตำหนิตัวเองที่ให้สัตตบุษย์ใส่เสื้อผ้าแบบนี้ออกงาน เห็นทีคราวหลังคงต้องหาชุดที่มันมิดชิดกว่านี้ให้เธอใส่เสียแล้วล่ะ
ด้วยความหวงทำให้อี้ฟงวาดลำแขนไปรอบเอวบางไว้แล้วดึงร่างนุ่มเข้ามาชิดตัวเขามากยิ่งขึ้นเพื่อแสดงให้ผู้ชายคนอื่นได้รู้กลายๆว่าเธอเป็ของใคร อี้เฟยเห็นก็อมยิ้มด้วยความขบขัน พลางสบตากับพี่ชายด้วยั์ตาล้อเลียนเขารู้ว่าพี่ชายรักบัวแบบคนรักไม่ใช่น้องสาว ที่เขารู้ก็เพราะสังเกตเอาและเคยถามออกไปตรงๆหลังจากแน่ใจแล้วว่าคิดไม่ผิด ผลสรุปคืออี้ฟงยอมรับว่ารักบัวจริงๆซึ่งเขาก็เห็นดีด้วยและไม่คิดคัดค้านอะไรเลยเพราะอยากให้บัวอยู่กับครอบครัวเขาตลอดไปอยู่แล้ว
สัตตบุษย์เงยหน้ามองคนข้างกายด้วยความรู้สึกหวามไหวััอ่อนโยนอันแสนอบอุ่นของเขาช่วยลดอาการประหม่าจากผู้คนรอบข้างได้ดี หญิงสาวจึงส่งยิ้มหวานให้เขาและก็ได้รับรอยยิ้มหวานไม่แพ้กันตอบกลับมาทว่ายังไม่ทันได้สนทนาอะไรกันต่อ บุคคลคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในวงสนทนา
“สวัสดีครับท่าน”
“อ้าวคุณจงเหว่ย ขอบคุณมากๆที่อุตส่าห์ให้เกียรติมางานเลี้ยงวันเกิดของผม”หวังอู่ไท้จับมือทักทายกับหลิ๋วจงเหว่ย นักธุรกิจชื่อดังอีกคนหนึ่งของเกาะฮ่องกง ซึ่งมีกิจการหลายอย่างเช่นสถานบันเทิงโรงแรมและร้านอาหาร
“ผมต้องมาอยู่แล้วล่ะครับงานวันเกิดของท่านผมจะพลาดได้ยังไง”พูดพลางส่งกล่องของขวัญให้ “ขอให้ท่านมีความสุขมากๆ นะครับ”
“ขอบใจ” อู่ไท้รับมาถือไว้ “ผมได้ข่าวว่าคุณไปติดต่องานที่ฝรั่งเศสไม่คิดว่าคุณจะกลับมาเร็วแบบนี้”ถึงแม้อาชีพเขาจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่เขาก็รู้ข่าวสารของคนแวดวงนี้เป็อย่างดีเพราะนักธุรกิจทั้งหลายมักจะมาขอความช่วยเหลือจากเขาอยู่เสมอๆจึงไม่น่าแปลกใจที่งานวันเกิดของอู่ไท้ทุกปีจะมีพวกนักธุรกิจมาร่วมงานเป็ประจำ
“งานไม่มีอะไรมากน่ะครับนี่ผมก็เพิ่งกลับมาเมื่อเย็นนี้เอง พอกลับมาถึงก็รีบมางานทันทีเลย”
“ความจริงคุณน่าจะพักผ่อนนะไม่น่ามาให้เหนื่อยเลย” หวังอู่ไท้เอ่ยอย่างเกรงใจ
“ไม่ได้หรอกครับงานวันเกิดของท่านทั้งทีผมจะไม่มาร่วมงานได้ยังไงกันต่อให้ผมติดธุระที่ไหนก็พร้อมจะทิ้งเพื่อมาร่วมอวยพรวันเกิดให้ท่านครับ” หลิ๋วจงเหว่ยเอ่ยอย่างนอบน้อม เนื่องจากหวังอู่ไท้เป็คนที่มีผลประโยชน์ต่อเขาเขาจึงต้องเอาอกเอาใจเป็พิเศษ
“ฮ่าๆๆ ขอบใจมากนะ”
หลิ๋วจงเหว่ยแย้มยิ้มให้ก่อนรอยยิ้มจะหุบลงเมื่อหันไปสบตากับอี้ฟงที่ยืนอยู่ข้างๆเ้าของงานวันเกิด ชายหนุ่มแสยะยิ้มเล็กน้อยแล้วเอ่ยทักทายอีกฝ่ายตามมารยาท
“สวัสดีอี้ฟงไม่ได้เจอกันนานเลยนะ สบายดีใช่ไหม”
“สบายดี แล้วนายล่ะจงเหว่ย คงสบายดีสินะ”
“ถ้าฉันไม่สบายคงไม่มายืนอยู่ตรงนี้หรอกแต่ยังไงก็ขอบใจที่อุตส่าห์ถาม” จงเหว่ยตอบกลับแบบกวนๆ
“ไม่ต้องขอบใจหรอก เพราะฉันถามตามมารยาทเท่านั้น” อี้ฟงตอบโต้กลับเสียงเรียบอย่างหน้าตาเฉยเมย
หลิ๋วจงเหว่ยกัดฟันแน่นด้วยความไม่พอใจสายตาของอี้ฟงที่มองเหมือนไม่เห็นเขาอยู่ในสายตายิ่งเป็ชนวนอย่างดีให้ไฟแค้นในอกเขาลุกโชติ่ยิ่งขึ้นทว่าถึงแม้จะโกรธมากแค่ไหนแต่จงเหว่ยก็พยายามระงับไว้ด้วยไม่อยากเสียมารยาทต่อหน้าหวังอู่ไท้เขาไม่อยากทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ เพราะรู้ดีว่าถ้าเขามีเื่กับอี้ฟงขึ้นมาอู่ไท้จะเลือกอยู่ข้างใครชายหนุ่มปรับสีหน้าให้เป็ปกติแล้วหันไปยิ้มแย้มกับอู่ไท้ ก่อนกล่าวขอตัวจากวงสนทนา
อี้ฟงไม่สนใจจงเหว่ยอีก พอเห็นอู่ไท้มีแขกเข้ามาคุยด้วยพวกเขาก็ปลีกตัวไปยังมุมของเครื่องดื่มเมื่อเห็นว่ามีแต่เครื่องดื่มที่ผสมแอลกอฮอล์ทั้งนั้น อี้ฟงจึงรีบเรียกบริกรชายที่เดินผ่านมาพอดีไว้แล้วสั่งน้ำส้มหนึ่งแก้วรอเพียงครู่บริกรชายก็นำน้ำส้มมาให้ สัตตบุษย์ยิ้มปลื้มที่เขายังจำได้อยู่เสมอว่าเธอแพ้แอลกอฮอล์ไม่ว่าเครื่องดื่มชนิดนั้นจะผสมเพียงบางเบาแค่ไหนแต่เธอก็ยังแพ้อยู่ดี เพียงจิบนิดเดียวก็มีผื่นแดงขึ้นตามหน้าตามตัวแล้ว
มีนักธุรกิจคนหนึ่งเดินเข้ามาทักทายชายหนุ่มเขาจึงแนะนำให้หญิงสาวรู้จักกับอีกฝ่ายก่อนทั้งสองจะเริ่มสนทนากันเกี่ยวกับเื่ธุรกิจสัตตบุษย์จิบน้ำส้มไปพลางกวาดตามองรอบๆ งานไปพลางก็เห็นอี้เฟยกำลังตกอยู่ในวงล้อมของสาวๆจึงอดยิ้มออกมาไม่ได้ เพราะพี่ชายคนนี้ของเธอไปที่ไหนมักไม่เคยร้างผู้หญิงข้างกายเสมอหญิงสาวมองไปเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นจงเหว่ยกำลังมองอี้ฟงอยู่ถึงแม้จะอยู่ไกลจนเห็นแววตาไม่ชัดแต่เธอก็ััได้ถึงความเคียดแค้นชิงชังที่แผ่ออกมาจากตัวของอีกฝ่าย
สัตตบุษย์ตัวสั่นความกลัวแล่นจับหัวใจเมื่อจู่ๆ จงเหว่ยก็หันมาสบตากับเธอ หญิงสาวรับรู้ได้ถึงความกระด้างและดุร้ายของเขาก่อนมันจะแปรเปลี่ยนเป็แวววาวกรุ้มกริ่มแทน ดูเหมือนจงเหว่ยตั้งใจจะใช้สายตาของเขาโลมเลียเธอแทนมือเพราะเขาเล่นกวาดตามองเธอไปตลอดทั้งร่าง ซึ่งเธอไม่ชอบสายตาของเขาสักนิดแถมนึกกลัวจึงเผลอขยับตัวหนีจนไปชนกับร่างของอี้ฟงเข้า
“มีอะไรหรือจ๊ะบัว” ชายหนุ่มก้มลงถามด้วยน้ำเสียงอาทร เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของเธอลำแขนแข็งแกร่งโอบรัดรอบไหล่บางเอาไว้อย่างปกป้องคุ้มภัย
“ปละ...เปล่าค่ะ” สัตตบุษย์ปฏิเสธเสียงสั่น แต่การที่เธอหันไปมองทางจงเหว่ยแวบหนึ่งอีกครั้งก็ทำให้อี้ฟงมองตามแล้วก็เข้าใจในทันทีชายหนุ่มรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันควันเมื่อเห็นสายตาของอีกฝ่ายเขารัดร่างบางแน่นขึ้นอีกนิดอย่างปกป้องและหวงแหน ซึ่งก็ดูเหมือนจงเหว่ยจะเข้าใจในกิริยาท่าทางของเขาจึงแสยะยิ้มพร้อมกับชูแก้วเครื่องดื่มให้และยังคงมองสัตตบุษย์ด้วยสายตาโลมเลียเหมือนเดิมอย่าง้ายั่วประสาทศัตรูเล่น
อี้ฟงไม่เคยสนใจท่าทางและคำพูดกวนประสาทหรือแดกดันของจงเหว่ยเลยสักครั้งเดียวไม่ว่าอีกฝ่ายจะพยายามยั่วมากแค่ไหนเขาก็ไม่เคยเดือดเนื้อร้อนใจเลยแต่ครั้งนี้มันไม่ใช่เพราะเื่อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเ้าบัวน้อยของเขาแล้วละก็ เขายอมอยู่เฉยไม่ได้อย่างเด็ดขาด
“อยากกลับบ้านหรือยังจ๊ะบัว” เขาก้มหน้าลงถามคนในอ้อมแขนเสียงนุ่ม
“อยากกลับแล้วค่ะ แต่...” หญิงสาวกำลังจะบอกว่าถ้าเขายังไม่อยากกลับเธอก็ยังไม่กลับเหมือนกัน ทว่ายังไม่ทันได้พูดชายหนุ่มก็เอ่ยขัดขึ้นมาเสียก่อน
“ถ้าอย่างนั้นเราก็กลับบ้านก็เถอะ” ชายหนุ่มหันไปเอ่ยลาคู่สนทนาก่อนจะพาสัตตบุษย์ไปหาหวังอู่ไท้เพื่อล่ำลากลับบ้าน
“ทำไมรีบกลับกันนักล่ะ อีกเดี๋ยวจะมีการเต้นรำกันอยู่ก่อนสิ” อู่ไท้เอ่ยรั้ง
“ต้องขอโทษจริงๆ ครับคุณอาผมอยู่ดึกไม่ได้เพราะต้องรีบพาเด็กน้อยกลับบ้าน” อี้ฟงตอบพลางหันมามองสัตตบุษย์ยิ้มๆอย่างล้อเลียน “เด็กๆ นอนดึกไม่ดีต่อสุขภาพครับ”
คนถูกหาว่าเป็เด็กน้อยมองค้อนคนพูดตาคว่ำตาหงายในขณะที่หวังอู่ไท้หัวเราะร่าด้วยความขบขัน เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่เหตุผลแท้จริงแต่ก็ไม่ซักถามอะไรต่อเมื่อเ้าของงานไม่ทักท้วงให้อยู่ต่ออี้ฟงก็พาสัตตบุษย์ออกมาจากงาน และขณะกำลังเดินออกมาจากคฤหาสน์นั้นก็มีเสียงร้องเรียกพวกเขาดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“พี่ฟง บัว รอผมด้วยสิ”อี้เฟยวิ่งตามหลังมาจนทันกัน “จะกลับแล้วเหรอทำไมกลับกันเร็วจังล่ะ”
“ไม่อยากให้บัวไม่สบายใจน่ะ” อี้ฟงตอบก่อนจะเล่าเื่ของจงเหว่ยให้ฟัง พอฟังแล้วอี้เฟยก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างหงุดหงิด
“จงเหว่ยนี่น่าเบื่อจริงๆจะคิดแค้นบ้าบออะไรนักหนา ที่พ่อมันต้องติดคุกก็เพราะทำตัวเองต่างหาก”
“ช่างเถอะฉันกับบัวจะกลับบ้านก่อนล่ะ ถ้านายอยากอยู่ต่อก็อยู่ไป มารถคนละคันอยู่แล้วนี่”
“ผมจะกลับด้วยไปลาอาไท้มาเรียบร้อยแล้ว คืนนี้อยากนอนพักผ่อนมากกว่า”อี้เฟยตอบพลางกดโทรศัพท์มือถือโทรหาบอดี้การ์ดส่วนตัวของเขาให้ขับรถมารับ
“ถ้างั้นก็เจอกันที่บ้าน” อี้ฟงบอกแล้วเดินโอบไหล่สัตตบุษย์ไปยังรถยนต์ส่วนตัวที่แล่นเข้ามาจอดตรงหน้าอี้เฟยมองรถของพี่ชายแล่นจากไปก่อนจะเดินไปขึ้นรถของตนเองบ้าง