The Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ)

    บทที่ ๑๕๗ เหตุผลของภารกิจ ๒

            “ความน่าเชื่อถือต่างหาก” ท่านเฉลย

            ว่ากันว่า กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ

            แต่เหตุใดกษัตริย์ถึงไม่อาจผิดคำพูดได้

            เพราะการเป็นผู้นำหมายถึงผู้ที่ตัดสินใจแทนคนนับพันหมื่น สิ่งที่เขาพูด เสมือนคำพูดแทนประชาชนของเขาแทนคนของเขา นั่งแปลว่าเขาต้องคิด ไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้วและมั่นใจว่ามันคือสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ได้ทำทุกสิ่งอย่างสุดความสามารถแล้วมันจึงสื่อว่าผู้นำที่เปลี่ยนคำพูดตัวเองไปมา แสดงว่าเขาไม่อาจเชื่อถือได้

            หากสัญญาแล้ว ทว่าไม่ทำตาม ก็ย่อมขาดความน่าเชื่อถือ

            หากขาดความน่าเชื่อถือ ก็จะทำให้ผู้คนขาดความเคารพนานวันเข้าก็อาจถูกมองเป็นคนมากเล่ห์ หรือไร้หัวคิด ไม่รู้จักหนักเบาเหมาะควร ไม่ควรคบค้าสมาคมด้วย

            อย่าได้เห็นว่าการรักษาสัญญานั้นไม่สำคัญ เหตุเพราะคำพูดของคนที่น่าเชื่อถือได้มีค่ามากกว่าเงินทองเสียอีก

            ดังนั้นการสัญญาว่าจะเอาผลไม้นี่มาให้โคบุตรก็คล้ายว่าเขาสัญญาจะทำตามความต้องการของคู่สัญญานั้นตามที่ตกลงกันไว้

            ในขณะที่การเลือกสิ่งยั่วยวนอื่นในป่าก็เหมือนการฉีกสัญญาระหว่างกัน เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ดังกล่าวเอาไว้กับตัว ละเมิดสัญญาเพราะเห็นแก่เรื่องของตัวเอง

            แต่การกระทำของเขาก็แสดงให้เห็นว่า คำพูดวิฬาร์สามารถเชื่อถือได้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขนาดไหนก็ตาม

            และเมื่อได้ยินคำเฉลยนี้วิฬาร์ก็พลันรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมาในใจอย่างน่าประหลาด

            ที่แท้ ภารกิจนี้ล้ำลึกถึงเพียงนี้

            ทว่าการเลือกผลไม้นี่มา แทนที่จะเป็นเจ้านั่นก็ยังทำให้หัวใจของเขาเจ็บแปลบอยู่ดี

            แต่โคบุตรคล้ายกับสังเกตเห็นแววตาเสียดายของเขาท่านจึงเอ่ยถามขึ้น

            “ว่าแต่ เจ้าเจออะไรมางั้นรึ?ทำไมถึงยังเสียดายมันอยู่”

            “อะไรที่สำคัญกว่าการได้พบกับข้าและเส้นทางต่อไปของร่างอวตารทศกัณฐ์?” ท่านถาม

            วิฬาร์ละสายตาไปจากเมืองลงกาเบื้องล่าง แล้วหันมายิ้มแบบแข็งๆให้ท่าน

            ก่อนจะเอ่ยตอบ

            “นิ้วเพชรของนนทก”

            กึก...

            ทั้งสองตกอยู่ในภาวะเงียบงันเกือบนาที แม้แต่โคบุตรเมื่อได้ยินนามของไอเทมชิ้นนี้เข้าไป หัวใจยังต้องกระเพื่อมไหวเป็นระลอกแต่ไม่นานท่านก็ตั้งสติได้ก่อนที่จะขอให้วิฬาร์เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างอยู่ในป่ามายาแบบละเอียด

            เขาใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่เลยทีเดียวกว่าจะเรียบเรียงเหตุการณ์ทั้งหมดออกมาได้

            โคบุตรที่ได้ยินเรื่องราวทั้งหมดพลันรู้สึกลุ้นระทึกไปตามการขึ้นลงของเหตุการณ์ด้วยขนาดตนไม่ได้เล่าอะไรไปล่วงหน้า ยังเกิดความวิบัติขนาดนี้นับว่าเจ้าเด็กนี่เป็นตัวซวยอย่างแท้จริง

            ทว่านี่ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้ซ่อนคมเอาไว้ไม่น้อยเลยทีเดียว

            “ป่านี้ก็เป็นดังที่เจ้าคาดเดาไว้” โคบุตรเอ่ยเมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมดจบ

            “มันมีชีวิตจริงๆ”

            ท่านเล่าว่า ป่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยทวยเทพเมื่อนานมาแล้วโดยมอบหมายให้อรชุนเป็นผู้ดูแล มันจึงมีชื่อเรียกกันว่าสวนอรชุน ทว่าแม้มันจะเป็นป่ามหัศจรรย์ที่จะสามารถเสกสิ่งของตามที่ปรารถนาได้ แต่กลับมีเงื่อนไขการเข้าออกที่ยากลำบากมาก

            นั่นคือสวนนี้ เข้าออกได้เพียงครั้งละคนเท่านั้น และของที่จะเอาออกจากสวนไปได้มีเพียงของที่ตรงกับความตั้งใจในวินาทีแรกที่ผู้เข้าสวนเหยียบผืนป่าเพียงชิ้นเดียว

            นั่นจึงเป็นเหตุให้ก่อนที่ท่านจะส่งวิฬาร์เข้าป่ามายาท่านไม่เล่าเนื้อหาอะไรแม้แต่คำเดียว เพื่อให้วิฬาร์คิดถึงแต่ผลหฤทัยเทเวศร์เป็นอย่างแรกป้องกันการเกิดเหตุผิดพลาด

            แต่ถ้าเกิดผู้ที่เข้าไป หลงใจหยิบสิ่งอื่นออกมาแทนทันทีที่ก้าวเท้าพ้นออกมาจากเขตป่า เจ้าสิ่งนั้นจะแปรสภาพ เปลี่ยนเป็นกล่องสุ่มคำสาปที่มีระดับเทียบเท่ากับสิ่งสิ่งนั้นทันที

            นั่นหมายความว่าถ้าเขาย้อนเวลากลับไปแล้วเลือกนิ้วเพชรมาแทน มันจะกลายเป็นอสุรกายหรือไอเทมโลกาวินาศระดับ SS

            และนั่นเท่ากับว่า เขาจะกลายเป็นคนบาประเบิดเมืองลงกาเป็นจุณโดยไม่ได้ตั้งใจ ผลาญเงินนับแสน นับล้านเหรียญทองของสองกิลด์ใหญ่ในพริบตา

            วิฬาร์ที่ได้ยินเช่นนั้นก็สยิวกายอย่างหนาวเหน็บเจ้าตัวถึงกับพ่นลมออกมาอย่างโล่งใจ ที่ตอนนั้นไม่ได้หุนหันพลันแล่นจนคิดสั้น

            แต่หลังจากใจสงบได้ไม่กี่วินาทีเขาก็นึกถึงคำถามสำคัญขึ้นมา

            “ถ้าอย่างนั้นแปลว่าครั้งหน้าหากผมตั้งใจจะไปเอานิ้วเพชรออกมา ก็ย่อมได้ใช่ไหมครับ?” วิฬาร์ถามอย่างมีความหวังในหัวเริ่มร่างแผนว่าจะใช้นิ้วเพชรอย่างไร กับใคร และเมื่อไหร่

            หากมีมันอยู่ในมือแล้วละก็...

            จินตนาการของเขาโลดแล่นอย่างรวดเร็ว

            โคบุตรในร่างยักษ์หนุ่มยิ้มกว้าง คล้ายว่าจะเยาะเย้ยใส่ความคิดอันไร้เดียงสานั้นก่อนจะตอบคำถาม

            “ย่อมได้ ถ้าหากเจ้ามีเจตจำนงที่แรงกล้าพอ” ท่านเอ่ยเป็นปริศนาสีหน้ามีเลศนัย

            “หมายความว่ายังไงหรอครับ” วิฬาร์เอียงหน้าขมวดคิ้วถาม

            “ขึ้นชื่อว่าใจคน คือความล้ำลึกที่ยากจะหยั่งถึง…”

            อันว่าความคิด ก็เปรียบประดุจลิงตัวหนึ่ง

            ขึ้นชื่อว่าลิง จะให้อยู่นิ่ง เกรงว่าเป็นไปไม่ได้มันย่อมจะกระโดดโลดเต้นไปมาไม่หยุด

            และยิ่งวิฬาร์รู้แล้วว่าสวนของอรชุนมีชีวิตอีกทั้งยังมีบรรดา NPCสัตว์อสูร หรือสิ่งที่เหนือล้ำจินตนาการมากมายเกิดขึ้นได้ใครจะรับประกันว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่เขาจะย่างเท้าก้าวเข้าป่าเจตจำนงแรกที่จะหานิ้วเพชรของนนทก ยังเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในสมองของเขาหรือเปล่า

            “ลองนึกว่าเสี้ยววินาทีสุดท้ายนั่น เจ้าพลันนึกถึงอรชุนขึ้นมาเพียงชั่วขณะสิ”

            พอเขานึกตาม หัวใจก็พลันสั่นวูบขึ้นมา ในหัวจินตนาการถึงความฉิบหายบรรลัยที่จะเกิดขึ้นหากมันเป็นเช่นนั้นจริง

            หากมีคนบอกว่าห้ามนึกถึงเสือ ภาพแรกที่ผุดเขามาในใจคุณจะเป็นอะไร?

            แน่นอนว่าย่อมจะเป็นเสือ การหยุดความคิดไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนเปิดปิดสวิตช์ไฟแม้แต่ตัวเขาเอง ก็ไม่มั่นใจว่าจะทำได้โดยง่าย

            และหากเขานึกถึงอรชุนในขณะที่เข้าป่า…

            นั่นแปลว่า อรชุนจะเป็นสิ่งเดียวที่เขาเอาออกมาได้

            หรือพูดอีกนัยนึงก็คืออรชุนจะสามารถออกจากป่าได้ด้วยตัวเอง!

            ฉิบหาย!

            แค่คิด ก็เหมือนเขาเห็นภาพเมืองลงกาที่ทั้งสองกิลด์พยายามซ่อมแซมกันมาตลอดหลายเดือนเกิดไฟลุกท่วมขึ้นมาฟ้าแดงฉานปานละเลงด้วยเลือด พร้อมกับเงินหลายแสนเหรียญที่ละลายหายไปกับสายน้ำ

            จากนั้นมันอาจลงจากเกาะลงกาสร้างความวอดวายให้กับเมืองอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

            โคบุตรเองที่เห็นวิฬาร์เข้าใจสิ่งที่ตนจะสื่อ ก็พลันเผยสีหน้าเห็นอกเห็นใจให้

            ป่าแห่งนี้คือแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำโดยแท้เพียงแต่ว่ามันดันเป็นทองคำที่อันตรายเกินไป

            “แต่ถ้าหากผมพร้อมก็สามารถเข้าไปได้อีกครั้งใช่ไหมครับ?” วิฬาร์คล้ายยังตัดใจไม่ได้ พยายามเลียบๆเคียงๆ ถามเรื่องป่านี้เก็บเป็นข้อมูลอ้างอิง

            ท่านยิ้มอย่างเอ็นดู ก่อนจะตอบ

            “ย่อมได้ เพียงแต่ว่าระยะเวลาถัดไปที่ป่าจะเปิดให้เข้าก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้เข้าป่าคนก่อน ทำเรื่องฉิบหายไว้ขนาดไหน” ท่านเว้นจังหวะแล้วหัวเราะในลำคอแล้วยิ้มด้วยสายตา

            “นั่นคือยิ่งครั้งนี้เจ้าทำเละครั้งหน้าก็ยิ่งต้องรอนาน... นานมากๆ” ท่านลากเสียงยาว

            พอโคบุตรอธิบายจบ สีหน้าวิฬาร์ก็แข็งค้างเหมือนวิดีโอที่ถูกกดหยุด

            เรียกอรชุน มายันตนาคราช นิลพัท กุเปรันรวมถึงสัตว์อสูรระดับสูงมากันมืดฟ้ามัวดินขนาดนั้น เกรงว่าทั้งป่าหากไม่พังหมดอย่างน้อยก็ต้องเละเทะไปหกเจ็ดส่วน ดูท่า เขาคงต้องรออีกนานเลยทีเดียว

            วิฬาร์ส่ายหน้าให้กับความฉิบหายที่ตัวเองสร้างขึ้นแล้วถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ดังเห้อ ก่อนจะฉุกคิดถึงเรื่องบางอย่างออกมาได้

            แล้วโคบุตรให้เขาเข้าไปเอาผลไม้ระดับ A นี่ออกมาทำไมกัน?

            การทดสอบเรื่องความน่าเชื่อถือจำเป็นต้องให้เขาใช้โอกาสทองที่นานปีจะมีสักครั้ง เข้าไปเอามาจากสวนอรชุนทำไม

            เจ้าตัวที่นึกได้รีบหันไปถามด้วยความสงสัยด้วยน้ำเสียงปนฉุนนิดๆ

            แม้เห็นวิฬาร์เริ่มหัวร้อน ทว่าท่านยังคงยิ้มตอบอย่างใจเย็น

            “เชื่อข้าเถอะ สำหรับเจ้า ไอ้หฤทัยเทเวศร์มีประโยชน์มากกว่านิ้วเพชรแน่นอน”

            วิฬาร์ที่ได้ยินคำตอบที่ไม่ตอบนั้นพลันขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมาอะไรจะเรืองเดชยิ่งกว่านิ้วเพชรของนนทกกันเชียว เจ้าตัวแอบโวยวายในใจ

            ก่อนจะฉุกคิดถึงสิ่งสิ่งหนึ่งที่มีชื่อคล้ายกับผลหฤทัยเทเวศร์นี่พอดี

            หฤทัย แปลว่าหัวใจ

            สิ่งของที่เกี่ยวกับทศกัณฐ์และเชื่อมโยงไปถึง ‘หัวใจ’มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

            วิชาถอดดวงใจ

            เจ้าตัวหันขวับไปส่งสายตาถามท่านอย่างใจเต้น ถ้าหากไอ้อาวุธเทพเจ้าขนาดนิ้วเพชรยังมีจริงวิชานี้ก็ควรจะมีจริงเช่นกัน

            ทว่าฝ่ายตรงข้ามที่บัดนี้ดูหนุ่มแน่นกลับไม่เผยท่าทีพิรุธใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย ท่านยืนสงบนิ่งดุจผู้ทรงศีลใบหน้าไร้ร่องรอยน่าสงสัย

            แม้วิฬาร์จะเซ้าซี้หรือยิงคำถามอะไรท่านก็นิ่งใส่ท่าเดียว ไม่ยอมเผยไต๋ออกมาแม้แต่น้อยแม้วิฬาร์จะหยิบของล่อใจออกมาหลายขวดก็ตาม

            “ถ้างั้นหลังจากนี้ แสดงว่าผมสามารถฝึกวิชากับท่านได้แล้วใช่มั้ยครับ?”วิฬาร์ยอมแพ้เรื่องวิชาถอดดวงใจ แต่ยังไม่ลืมว่าการทดสอบนี้น่าจะทำให้เขาสามารถฝึกวิชากับท่านได้ จึงรีบถามขึ้นอย่างรวดเร็ว

            “แน่นอน แต่ความจริงแล้ว เรื่องของเรายังไม่จบหรอกนะ”ท่านพยักหน้าตอบคำถามของวิฬาร์ ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยประโยคอันน่าสงสัย

            วิฬาร์ที่ได้ยินเช่นนั้นชะงักไปวูบหนึ่ง แต่คล้อยหลังไปไม่กี่วินาทีเสียงของระบบก็ดังขึ้น เฉลยคำถามที่กำลังจะออกจากปากเขา

            “ผู้เล่นวิฬาร์ผ่านภารกิจลับ พิชิตร่างอวตารของทศกัณฐ์ขั้นที่ 4

            ภารกิจดังกล่าวเป็นภารกิจต่อเนื่องผู้เล่นสามารถตรวจสอบรายละเอียดได้ที่หน้าต่างของระบบ

            ได้รับพลังอำนาจบางส่วนจากร่วงอวตารผู้เล่นได้รับทักษะ ธารธาตุ (A)

            ได้รับเกราะขา (ซ้าย) (A)  ของทศกัณฐ์(*ไอเทมมีความเสียหายอย่างหนัก)”

            คราวนี้ วิฬาร์ช็อกจนเผลอร้องเสียงแผ่วออกมาโดยไม่ทันตั้งตัวก่อนจะเบิกตากว้าง มองโคบุตรขึ้นลงไปมาราวกับเห็นผี

            “ฮ่าๆๆ ดูหน้าเจ้าตอนนี้สิ ตลกบัดซบจริงๆ” ท่านที่เห็นวิฬาร์ทำหน้าตาประหลาดพลันหัวเราะออกมาอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำเอาวิฬาร์ที่ตาค้างอยู่ได้แต่ยิ้มแห้งๆรับเอาไว้

            สุดท้าย หลังจากกระอักกระอ่วนอยู่พักหนึ่งวิฬาร์ก็ถามเรื่องเกี่ยวกับภารกิจขึ้นมาด้วยสีหน้ามึนงง

            “ภารกิจขั้นที่สี่คืออะไรหรอครับ?ทำไมผมถึงผ่านได้เร็วขนาดนี้”

            “ภารกิจขั้นที่สี่นั้น วัดความอุตสาหพยายาม” โคบุตรที่เห็นวิฬาร์ที่ตั้งสติได้แล้วจึงอธิบายให้ฟัง

            “โดยมีเงื่อนไขหลักของภารกิจก็คือเจ้าต้องมีส่วนร่วมในภารกิจเผ่าพันธุ์ยักษ์ และมีอันดับคะแนนไม่น้อยกว่าหนึ่งในร้อยลำดับแรก”

            เจ้าตัวที่ได้ยินคำเฉลยนี้พลันเลิกคิ้วกว้าง

            อะไรจะบังเอิญขนาดนี้

            เหตุเพราะตอนนี้เขามีส่วนร่วมในภารกิจอยู่แล้วแถมยังมีรายชื่ออยู่ในอันดับแรกสุดด้วยซ้ำ

            มันง่ายเกินไปหรือเปล่า

            “เจ้าคงจะนึกสินะ ว่ามันง่าย”โคบุตรถามคล้ายจะอ่านใจวิฬาร์ออก ทำเอาเขาตกใจเล็กน้อย สีหน้ามีแววสงสัย

            “ก็นิดนึงครับ”

            “เจ้าดูถูกความทุ่มเทของตนเองมากเกินไปแล้ว…” ท่านยิ้มให้อย่างอ่อนโยนก่อนจะเริ่มอธิบาย

            โคบุตรเล่าว่าความจริงแล้ว ภารกิจขั้นที่สี่วิฬาร์จะต้องสืบหาจากการทำภารกิจเสริมมากมายหลายอย่างให้กับโคบุตรทว่าเพราะเขาบังเอิญทำส่วนสำคัญของภารกิจเสร็จก่อน โคบุตรจึงยกผลประโยชน์ส่วนนี้ให้

            “แม้ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเข้าไปมีส่วนในภารกิจนี้ตั้งแต่แรกได้อย่างไรทว่าตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา ทุกอย่างง่ายสำหรับเจ้าหรือเปล่า?”

            ภารกิจขั้นที่สี่ คือการวัดความพยายาม

            ขึ้นชื่อว่าผู้ครองร่างอวตารของทศกัณฐ์ จะขาดความเชื่อมโยงกับภารกิจระดับเผ่าพันธุ์นั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ทำให้เมื่อทำมาถึงขั้นนี้ภารกิจจึงบีบให้ผู้ครองร่างต้องพยายามหาทางเข้าร่วมกับภารกิจเผ่ายักษ์เพื่อผ่านไปสู่ขั้นต่อไป

            ซึ่งต่อให้วิฬาร์ไม่เคยทำภารกิจเผ่ายักษ์มาก่อนแต่ขอเพียงแค่มีความพยายามสืบหาเรื่องราว หรือหากตอนนั้นมีคนเริ่มทำไปแล้วเขาก็แค่เผยตัวออกมาว่าเป็นผู้ครองร่างอวตารก็คงจะเข้ามามีส่วนร่วมในภารกิจได้ไม่ยาก

            ทว่าแค่นั้นยังไม่พอเพราะเขาต้องพยายามปั่นคะแนนในภารกิจด้วยวิธีการต่างๆ นานาเพื่อให้ติดอยู่ในร้อยอันดับแรกสุดอีกด้วย

            ขั้นตอนทั้งหมดที่กล่าวมา แม้จะมีโชคเป็นส่วนผสมทว่าหากขาดซึ่งความพยายามและความสามารถแล้วเกรงว่าคะแนนของวิฬาร์ย่อมจะอนาถกว่านี้เป็นแน่

            เมื่อเขาคิดตามที่ท่านเปรยถาม ก็คล้ายเห็นภาพในอดีตฉายย้อนขึ้นในหัว

            ทั้งตอนที่ต้องแอบซุ่มรอขบวนทัพของสีดา

            การตัดสินใจว่าจะรุกจะถอยในเสี้ยววินาทีสำคัญ

            ตอนที่เขาต้องทุ่มทุกความสามารถ ทุกทักษะที่มีเพื่อจับพิเภกเอาไว้ให้ได้

            หรือตอนนี้ที่พวกเขาทั้งสองกิลด์ถึงกับต้องร่วมมือกันก่อตั้งค่ายทหารขึ้นมาเพื่อเทรนคนให้พร้อมสำหรับเข้าทำภารกิจในขั้นที่สาม

            ทั้งหมด ไม่มีแม้แต่วินาทีเดียวที่ง่ายเลยจริงๆ

    คล้ายกับเรื่องThe Age of Apocalypse (ศักราชสิ้นสูญ) ที่คุณอ่าน