12 พฤษภาคม พ.ศ.2576
แสงตะวันค่อย ๆ โผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้าต้อนรับวันใหม่ ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายของนักสู้และประชาชนที่อยากเข้าไปชมการประลองทำให้เด็กตัวเล็ก ๆ แทบจะหายใจไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นซึฮากิจึงแบกคิโนริขึ้นคออย่างกับพ่อลูก
“มาเลยทั้งรอนทั้งเอนั่นแหละ” เซนใช้แขนทั้งสองข้างทำเป็นที่นั่งให้เด็กหนุ่มทั้งสองได้นั่งสบาย ๆ
“ข้าขึ้นด้วยสิ...เจี๊ยก” มังกี้ปีนขึ้นขี่คอทำให้เซนดูเหมือนหุ่นไล่กาที่ใช้คนต่อเติมร่างกายไปแล้ว
ส่วนเด็กสาวอีกสองคนก็ได้คานะกับฟรานแบ่งกันอุ้ม ภาพที่คนรอบตัวได้เห็นก็คงเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มาเที่ยวเล่นกันแถมยังสนุกยิ้มหัวเราะกันไม่หยุดเสมือนครอบครัวในฝันของใครหลาย ๆ คน
“คูเปอร์มากับพี่ก็แล้วกัน” สเตล่าเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยปากคุยกับใคร แถมคนเดียวที่พอจะคุยได้ก็ดันสนุกอยู่กับคิโนริไปแล้วราวกับโลกที่เหลืออยู่ของเขาถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตา
ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่เขาทำหน้าอมทุกข์แบบนี้ แววตาเหม่อลอยทุกครั้งที่ยืนหรือนั่งเฉย ๆ คงจะนึกถึงพี่ชายสินะ
“เสียใจด้วยนะ” เพียงแค่คำกล่าวสั้น ๆ จากสเตล่าก็ทำให้คูเปอร์ยิ้มได้เสียที
“ครับ” เขาตอบรับคำเดียวแต่นั่นกลับบอกความรู้สึกได้หลากหลายที่แม้แต่สเตล่าก็ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด
แถวยาวเหยียดไปไกลจนไม่เห็นหางแถว ทุกคนต่างต่อคิวเพื่อซื้อบัตรเข้าชมการประลองแต่นั่นมันเป็นที่สำหรับบุคคลทั่วไป กลับกันจะมีประตูทางเข้าพิเศษที่ให้คนของสำนักหรือแขกพิเศษเท่านั้น
“พวกเจ้าถือว่าเป็นแขกของสำนักศาสตร์นักสู้ดังนั้นจึงไม่ต้องต่อแถวกับคนพวกนั้นหรอก” กังและคนของสำนักศาสตร์นักสู้เดินนำหน้าพวกซึฮากิไปเรื่อย ๆ โดยมีสำนักหงส์เทพต่อท้ายมาทีหลัง
“โห่...ผู้หญิงคนนั้นสวยชะมัดเลยแฮะ” เซนหันหลังกลับเห็นหญิงสาวรูปงามเดินนำหน้าและยังมีจุดดึงดูดสายตาที่อยู่ด้านหน้าอีกด้วย
“เธอคนนั้นคือเฟยเฟิ่งเจ้าสำนักหงส์เทพ ถึงจะไม่กินเส้นกันเสียเท่าไรแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความงดงามพวกนั้นได้” กังแสยะยิ้มและส่งสายตายียวนให้กับหญิงสาวผู้นั้นแต่เธอก็หาสนใจไม่
“คารวะเจ้าสำนักเฉิงและคณะ ที่นั่งทางเราได้เตรียมไว้แล้วโปรดรับบัตรเลขที่ไปด้วยขอรับ”
เขาไม่พูดตอบโต้อะไรทำเพียงพยักหน้าและรับบัตรเลขที่นั่งแล้วเดินผ่านไปด้วยท่าทางสุขุม
ประตูทางเข้าได้จัดทำเส้นทางไว้เพื่อแยกกลุ่มคนและเมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าไปในดันเจี้ยนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองและหากผ่านดันเจี้ยนไปไม่เกินสิบกิโลเมตรก็จะเห็นชายหาดสีขาวไร้สิ่งแปลกปลอม
เส้นทางเข้าดันเจี้ยนได้พาไปยังสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายอัฒจันทร์แต่มันทำจากหินทรายเกือบทั้งหมด โดยทางเดินเหล่านั้นจะเชื่อมไปคนละฝั่งเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นและอีกเส้นทางจะเป็นทางเข้าไปในห้องพิเศษสำหรับนักสู้
“วันนี้เป็นวันของเจ้าก่อน...เพราะฉะนั้นจงแสดงพลังของสำนักศาสตร์นักสู้ให้ได้ประจักษ์เสีย” เฉิงวางมือลงบนไหล่ของกังราวกับการอวยพรหลังจากนั้นก็เดินแยกออกไป
พวกเขาเดินขึ้นไปตามบันไดซึ่งจะมีเลขนำทางไปยังที่นั่งที่จัดเตรียมไว้อย่างหรูหราทั้งผ้ารองนั่งและอาหารเครื่องดื่มมากมาย
นี่มันอัฒจันทร์เหรอ ซึฮากิกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นถึงความกว้างใหญ่มากกว่าสนามกีฬาปกติหลายเท่าตัว
“โห่ ! โคลอสเซียมนี่หว่า” เซนอุทานขึ้นทันควันเมื่อเห็นวิวทิวทัศน์เช่นนี้
“จริงด้วยแต่ขนาดมันใหญ่กว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียว” ซึฮากิยกมือดันคางนั่งคิดวิเคราะห์ก่อนจะกล่าวต่อ
“ที่นี่มันใหญ่กว่าโคลอสเซียมของโลกเราประมาณสามเท่าเห็นจะได้ แต่ที่นั่งถูกแบ่งครึ่งต่อครึ่งให้กับผู้ชมทั่วไปและบัตรพิเศษซึ่งอัตราส่วนมันห่างกันมากจนเห็นแล้วอึดอัดแทน”
“โธ่ ! พูดเหมือนไม่เคยไปเที่ยวคอนเสิร์ตเลยนะกิ ยิ่งคอนเสิร์ตไหนคนดัง ๆ มาเยอะก็ยิ่งเบียดกันสนุกเลยแต่โชคดีที่บ้านฉันพอมีเงินก็เลยซื้อตั๋วแพง ๆ จะได้ไม่เบียดกับคนอื่น”
“อี๋...คนรวย” คานะยิ้มเจื่อนพยายามเดินออกห่างแต่ดูยังไงก็เป็นแค่การหยอกล้อกันเฉย ๆ
“ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่านโปรดเข้าห้องน้ำและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันเปิดพิธีการประลองประจำปี” ทันใดนั้นก็มีเสียงดังจากลำโพงที่ติดไว้รอบ ๆ ที่นั่ง
ซื้อมาจากอาณาจักรเซียสินะแถมยังมีการเดินสายไฟอย่างเป็นระเบียบและยังมีคนที่เค้าโครงหน้าแบบชาวอาณาจักรเซียอยู่ซะด้วย สงสัยจะจ้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
สนามดินตรงกลางเป็นลานประลองไร้ซึ่งสิ่งกีดขวางหรืออุปกรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นเพื่อให้ผู้ประลองแสดงทักษะทั้งหมดของตัวเองออกมาไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เวทมนตร์หรือเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ ก็ตาม
หลังจากรอคนทยอยเข้ามากว่าครึ่งชั่วโมงจนในที่สุดทุกอย่างก็พร้อม
“คู่แรกของเราไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นกังจากสำนักศาสตร์นักสู้ผู้ที่ได้อันดับสามเมื่อปีที่แล้วเจอกับพาซี่จากสำนักมนตร์ดำและยังเป็นอันดับสองของปีที่แล้วเช่นกัน อะไรมันจะน่าตื่นเต้นไปมากกว่าการเห็นนัดล้างตาของทั้งสองกันขอรับ !”
เสียงโห่ร้องดังก้องราวกับฟ้ากำลังจะถล่ม ความฮึกเหิมตื่นเต้นของผู้คนที่เคยเห็นฝีมือของทั้งสองคงรู้ได้ทันทีว่าการประลองครั้งนี้ต้องสนุกแน่นอน
หลังจากนั้นไม่นานนักสู้ทั้งสองก็เดินออกมาจากประตูสองฝั่ง กังยิ้มแก้มปริกำลังจินตนาการถึงตอนที่ตนเองอัดคู่ต่อสู้ลงไปกองกับพื้นแต่กลับกันทางด้านของพาซี่เป็นหนุ่มมืดมนตาหมองคล้ำเดินด้วยท่าทางอิดโรยเหมือนจะสลบได้ทุกเมื่อ
“เมื่อระฆังดังก็จะเริ่มการต่อสู้ทันที ขอให้ทุกท่านสนุกกับคู่เด็ดของวันนี้ด้วยนะขอรับ” เสียงระฆังลั่นดังทันใดนั้นสนามประลองก็เต็มไปด้วยฝุ่นจากแรงกระโดดของกัง
หมัดที่เต็มไปด้วยมานาปล่อยใส่หน้าของพาซี่หลังจากที่ระฆังดังไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ ร่างอันบอบบางและอิดโรยโดนหมัดนั่นซัดเข้าจัง ๆ กระเด็นไปชนกำแพงมิหนำซ้ำกังยังวิ่งตามไปรัวหมัดต่อไม่ให้พักหายใจกันเลยทีเดียว
ชิงลงมือก่อนเลยเหรอ ถ้าเคยประมือกันมาแล้วก็คงรู้วิธีการต่อสู้ของอีกฝั่งสินะ
“เจ้ากำลังคิดว่าทำไมกังถึงใส่ไม่ยั้งตั้งแต่วินาทีแรกสินะ” เจ้าสำนักเฉิงเดินลงมาจากที่นั่งอันหรูหราของตัวเองเพื่อมานั่งข้าง ๆ ซึฮากิ แม้จะมีเสียงเรียกจากอาจารย์ท่านอื่นแต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความมุ่งมั่นของเขาได้
“ครับ แต่ผมก็พอจะเข้าใจได้เพราะจากรายงานเมื่อปีที่แล้วพาซี่เป็นพวกที่เน้นใช้กลยุทธ์มากกว่า ดังนั้นจึงเปิดการจู่โจมตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้อีกฝั่งมีเวลาวางแผน”
“เดาได้ตรงเลย ปีที่แล้ว...ไม่สิหลายครั้งเลยดีกว่า กังพ่ายแพ้ให้กับพาซี่ครั้งแรกเพราะความประมาทที่ไม่ศึกษาข้อมูลคู่ต่อสู้ให้ดี หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้จับคู่เจอกันบ่อย ๆ ก็เลยคิดแผนต่อกรหลายรอบแต่ก็ไม่สำเร็จสักครั้ง จนครั้งนี้เจ้ากังก็เลยทำอะไรตามใจดูและผลที่ได้ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ” ขณะที่เล่าเท้าความเขาก็ลูบคลำหนวดไปพลาง ๆ
นึกว่าจะเป็นคนที่อันตรายแต่กลับเป็นแค่ตาแก่พูดมากที่ชอบเล่าเรื่องอะไรไปเรื่อย ซึฮากิฟังเฉิงพูดและจ้องมองการประลองในสนามไปด้วยแต่ก็ยังสามารถรับรู้พร้อมกับวิเคราะห์ข้อมูลได้ไม่มีปัญหา
“แต่เหมือนแผนจะไม่ได้ผลนะครับ” ซึฮากิกวาดสายตาไปรอบ ๆ สนามจึงเห็นพาซี่อีกคนยืนมองอยู่เฉย ๆ
“ครั้งนี้ก็ไม่ได้ผลสินะ พาซี่ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักมนตร์ดำและเป็นผู้ใช้มนตร์ดำที่แข็งแกร่งที่สุดจนอาจจะแข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักด้วยซ้ำ”
มนต์ดำเหมือนกับเรานี่ แถมยังใช้ร่างโคลนได้อย่างคล่องแคล่วสมกับเป็นผู้ใช้มนตร์ดำที่แข็งแกร่งที่สุด ถ้าเป็นเราจะเอาชนะได้ไหมนะ
“บัดซบ !” กังรู้ตัวว่าร่างที่กระหน่ำหมัดใส่เป็นเพียงร่างโคลนจึงหันมองไปรอบ ๆ จนได้เห็นร่างจริงเสียที
ภาพตรงหน้าของเขาค่อย ๆ พร่ามัวและมืดลงจนมองไม่เห็นทั้ง ๆ เปิดตากว้างแต่เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าพาซี่กำลังทำอะไรสักอย่างจึงเสริมมานาจำนวนมากเพื่อป้องกันตัว
“นายไม่มีทางชนะฉันได้หรอก เพราะฉะนั้นรีบ ๆ จบมันเสียเถอะเพราะฉันขี้เกียจแล้ว” น้ำเสียงน่าขนลุกกระซิบข้างหูขณะที่มองอะไรไม่เห็น จากนั้นกังก็เหวี่ยงหมัดไปตามเสียงกระซิบเหล่านั้นส่งแรงกระแทกไปถึงกำแพงจนร้าวแม้จะอยู่ไกลก็ตาม
“จะมาลูกไม้ไหนอีกพาซี่ !” กังยังคงรวบรวมมานาและออกหมัดปล่อยออกไปไม่หยุดอย่างกับสัตว์ร้ายที่กำลังคลั่ง
“ฉันชนะแล้ว” ชั่วพริบตาที่กังได้รับแสงสว่างอีกครั้งเขาก็สังเกตเห็นมือที่เต็มไปด้วยแผลขีดข่วนเล็ก ๆ พอให้เลือดซิบออกมา
“คิดจะเล่นแง่กันหรือยังไง? หรือจะเป็นพิษแต่พิษเดิม ๆ ใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก”
“เหอะ ๆ ทำการบ้านมาดีใช่ย่อยเลยนี่แต่ฉันขี้เกียจเล่นด้วยแล้ว”
กังกระดกยาแก้พิษที่เก็บไว้จนหมดและเข้าปะทะกับพาซี่ต่อทันที
ที่นี่ห้ามใช้พิษที่ทำให้ถึงตายเพราะฉะนั้นก็เตรียมยาแก้พิษที่เหลือมาให้หมดก็จบเรื่องแล้ว
“ฉันยอมแพ้” พาซี่ยกมือขึ้นสูงไม่มีท่าทีตอบโต้ทำให้กังต้องหยุดมือเสียก่อน
“หา? มาสู้กันต่อสิวะครั้งนี้ข้าจะจัดการเจ้าให้ได้”
“ไม่ ฉันบอกแล้วว่าขี้เกียจแถมนายก็ดันเตรียมยาแก้พิษมาด้วยก็เลยไม่รู้ว่าจะชนะยังไงแล้ว” พูดจบเขาก็ลากสังขารอันอ่อนล้าออกไปจากสนามประลองทิ้งให้กังและผู้ชมงงไปตาม ๆ กัน
“อา...และผู้ชนะคู่แรกได้แก่ท่านกังจากสำนักศาสตร์นักสู้” ผู้ดำเนินรายการประกาศลั่นด้วยความลังเลแต่เพราะพาซี่เดินออกไปแล้วจึงจำใจต้องประกาศผลทันที
ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำเดินกลับด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ ไม่นานนักเขาก็กลับมารวมกับคนของสำนักนั่งเงียบอยู่อย่างนั้นตลอด
“ถึงจะน่าฉงนแต่เจ้าก็ชนะนะ” เจ้าสำนักยืนเอามือไขว้หลังกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
กังถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดตอบ “สำหรับข้า...เส้นทางที่จะไปถึงเส้นชัยมันสำคัญกว่าจุดที่ข้าได้เหยียบเส้นชัยแล้ว”
ซึฮากิเงยหน้ามองที่นั่งที่อยู่สูงกว่าของกังก่อนจะได้สบตากับชายหนุ่มผู้นั้น
เป็นคนที่ตรงไปตรงมาดีนี่ นิสัยที่ชอบขวนขวายหาประสบการณ์ทำให้เวลาได้อะไรมาง่าย ๆ จะไม่พอใจ ถ้าเป็นเซนก็คงจะคิดเหมือนกัน
รอนจ้องมองกังอย่างมีความหวังอาจจะเพราะเป็นเผ่าเดียวกันจึงฝันถึงตนเองที่แข็งแกร่งดั่งชายร่างหนาตรงหน้า
“จะว่าไปเด็ก ๆ พวกนั้นมากับคุณซึฮากิหรือจะเป็นลูกศิษย์ใช่ไหมขอรับ?” กังกวาดสายตามองเด็กตัวน้อยไร้เดียงสาที่กำลังยิ้มระรื่นกับการประลอง
“จะว่าใช่ก็ได้…แล้วแต่พวกคุณจะเรียกก็แล้วกัน” ขณะที่ซึฮากิกล่าวเช่นนั้นเขาก็สังเกตเห็นแววตาตกตะลึงของเจ้าสำนักเฉิงหลังจากได้จ้องมองเด็ก ๆ อีกครั้ง
เอาอีกแล้วสายตางุนงงสงสัยที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ หรือเพราะรากฐานเดิมของพวกเธอคือที่นี่ก็เลยมีคนหน้าคล้าย ๆ กันเยอะ
“แล้วคู่ต่อไปคิดว่าใครจะชนะ?” เซนเห็นบรรยากาศอึดอัดจึงถามเรื่องอื่นแทน
“แน่นอนว่าต้องเป็นคนจากสำนักหงส์เทพ เขาได้อันดับสี่ในการประลองเมื่อปีที่แล้วซึ่งพ่ายแพ้ให้กับกังไปนั่นเอง” เจ้าสำนักเฉิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจและมองไปยังที่นั่งล็อกถัดไปที่เป็นของสำนักหงส์เทพ
“มาทำตายียวนบ้าอะไร ! คนยิ่งปวดหัวกับเรื่องก่อนหน้านี้อยู่” เฟยเฟิ่งตะคอกกลับทันทีที่สบตากับเฉิง
“อะไรเล่า ก็เจ้ายกพวกบุกมาอาณาเขตของข้าเองเป็นใครก็ต้องตกใจอยู่แล้ว”
“ก็แค่หยุดคุยกันก่อนไม่ได้หรืออย่างไร ! ข้าก็แค่ส่งคนไปตามล่านักโทษและเพราะพวกเจ้านั่นแหละก็เลยพลาดสายตาจนมันหนีไปได้” ทันใดนั้นเฟยเฟิ่งก็เหลือบไปเห็นพวกซึฮากิโชคดีที่เขาใช้เซนบังตัวเองไว้เพราะรู้ว่าเธอต้องจำได้แน่ ๆ
“นั่นศิษย์หน้าใหม่หรือ? ข้าว่าตอนไปที่สำนักก็ไม่เคยเห็นแท้ ๆ”
“ไม่ ๆ พวกเขาเป็นแขกที่กังพามาน่ะ และยังมีปรมาจารย์ผู้มีวิชาชั้นสูงของสูงที่สุดของชั้นฟ้าประทานมาด้วย” เฉิงยิ้มเยาะหลังจากได้ดึงความสนใจไปที่ซึฮากิ
ขณะที่อีกมุมหนึ่งก็มีสายตาเจ้าคิดเจ้าแค้นจ้องเขม็งจากหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนที่เคยโดนเฟยเฟิ่งและพรรคพวกทำร้ายมาก่อน
ตาแก่นี่อยากจะลองเชิงเราอีกแล้ว ว่าแต่นี่เธอจ้องจนจะกินเข้าไปอยู่แล้วเนี่ย ซึฮากิมองดูคิ้วที่ขมวดของฟรานพลางสลับไปมองหน้าเฟยเฟิ่ง
“เหอะ ๆ วิชาชั้นสูงบ้าอะไรไม่เคยได้ยินและก็ไม่อยากได้ยินด้วย” เฟยเฟิ่งเดาะลิ้นหงุดหงิดกับท่าทางเริงร่าของเฉิงหลังจากนั้นจึงกลับไปนั่งที่สะบัดหน้าหนีเป็นสัญญาณว่าไม่อยากเสวนาด้วยแล้ว
ก็ดีที่พวกเขาไม่ค่อยถูกกันมั้ง ถึงจะไม่ถูกกันแต่ดูจากการสนทนาก็คงไม่ได้เกลียดถึงขั้นอยากฆ่าให้ตายแต่คงเป็นความสัมพันธ์คู่แข่งปกติทั่วไปมากกว่า
สิบนาทีต่อมาคู่ถัดไปก็ได้เข้ามายังสนามประลองโดยเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักหงส์เทพและศิษย์อันดับสี่ของสำนักกระบี่บิน
“ขอเชิญทั้งสองเข้าประจำที่เพื่อเริ่มการประลองด้วยขอรับ” ผู้ดำเนินรายการกล่าว
โชคร้ายจริง ๆ อันดับสี่ซึ่งต่ำสุดที่สำนักส่งมาดันสุ่มมาเจออันดับที่สี่ของการประลองปีที่แล้ว การแบ่งสายห้าสายโดยมีสายที่ห้าเป็นสายเฉพาะตัวแทนเมืองที่ไม่มีสังกัดอยู่จะได้แสดงฝีมือเผื่อได้อะไรกลับไปบ้าง ส่วนอีกสี่สายจะเป็นการสุ่มคนทีละสำนักว่าจะไปอยู่สายไหนซึ่งไม่มีทางที่เจอกันเองจนกว่าจะชนะทุกคนในสายแล้วไปเจอกันเองในรอบตัดสิน
“พลังแบบนั้นเหมือนกับที่ฉันโดนเลย” ฟรานจ้องคู่ประลองตาเขม็งมีความโกรธแค้นเล็ก ๆ ในใจ
“ตอนที่เธอพยายามฝ่าเข้ามาช่วงบ่มเพาะเหรอ?”
“อืม ตอนปะทะกันครั้งแรกจู่ ๆ มือไม้ก็แข็งขยับไม่ได้ก็เลยไม่ได้ชักอาวุธออกมาสู้”
ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้หรือจะเป็นพลังเดอะอะไรสักอย่าง
“เฉพาะมือหรือเป็นทุกอย่างที่ขยับไม่ได้?” ซึฮากิถามต่อทันที
“น่าจะแค่ช่วงแขนลงไปนะเพราะฉันก็ยังหันมองรอบ ๆ ได้อยู่” ฟรานนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นอย่างละเอียดก่อนจะตอบ
หยุดการเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนไม่ใช่แบบคุณลักซ์ที่หยุดทุกสิ่ง ซึฮากิเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของออร่ามานาของชายหนุ่มผู้นั้นที่กำลังประลองอยู่
ออร่ามานามันเคลื่อนไหวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมากกว่าการปล่อยออกมาเหมือนเวทมนตร์ปกติ หรือนี่จะเป็นวิธีการสอนของสำนักหงส์เทพซึ่งต่างจากสำนักศาสตร์นักสู้ที่มุ่งเน้นไปที่ด้านกายภาพของตัวผู้ใช้
“กำลังวิเคราะห์การเคลื่อนไหวสินะ” เจ้าสำนักเฉิงเดินลงมาทักอีกครั้งมันทำให้กังรู้สึกชอบใจเพราะคนที่ตนพามาเป็นที่ต้องตาของเจ้าสำนัก
“ครับ”
คำตอบสั้น ๆ ของซึฮากิที่กำลังจดจ่อกับสถานการณ์ในสนามประลองทำให้เฉิงยิ้มพึงพอใจ “ข้าเคยลองวิเคราะห์ดูแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจหลักการพวกนั้นอยู่ดี ถ้าอยากจะรู้คงต้องเป็นศิษย์สำนักหงส์เทพเพื่อให้อาจารย์พวกนั้นสอน”
“อืม...ครับ”
เจ้าสำนักเฉิงยิ้มมุมปากปล่อยให้ซึฮากิได้ใช้ความคิดต่อไป
นั่นมันไม่ใช่แค่ออร่ามาธรรมดาแต่เป็นเวทมนตร์วายุต่างหาก หรือว่าเราจะคิดไปเอง ซึฮากิหันกลับมามองตัวเองและใช้เวทมนตร์วายุให้เหมือนกับการปรับเปลี่ยนรูปมานา
การทดลองทำตามกว่าสามสิบครั้งจนในที่สุดก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่ฟรานเคยโดนได้สำเร็จ
“ฟราน...เธอขยับมือได้ไหม?”
“ถามอะไรแปลก ๆ ทำไมจะขยับมือ...” จากใบหน้าเฉยเมยกลับบึ้งตึงหลังจากที่เธอไม่สามารถขยับมือได้เหมือนกับตอนนั้น
“อืม ๆ น่าจะใช้วิธีนี้สินะ ตอนแรกก็สับสนว่าใช่อย่างที่คิดหรือเปล่าแต่สุดท้ายมันก็เหมือนกับที่พวกเราเคยฝึกมาก่อน การควบคุมมานาระดับที่สามก็คือการปรับเปลี่ยนมานา”
“หมายความว่ายังไง? แค่มานาทำไมถึงทำให้ฉันขยับไม่ได้ล่ะ”
“คิดดี ๆ สิฟราน ความรู้สึกตอนที่เธอขยับแขนหรือมือไม่ได้มันเป็นยังไง” ซึฮากิคลายเวทมนตร์ออกทำให้ฟรานยกมือลูบไล้ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“หรือว่าจะเป็น...” ฟรานตาโตเหมือนนึกอะไรได้ก่อนจะจ้องหน้าซึฮากิแล้วกล่าวต่อ
“บีบอัดด้วยมานา”
“ถูกต้อง แถมเจ้าตัวก็ค่อนข้างรอบคอบน่าดูเพราะเขาใช้เวทมนตร์วายุเป็นตัวหลักในการบีบจับจากนั้นก็ส่งมานาตามเข้าไปเพื่อแทรกมานาของอีกฝ่ายทำให้เหมือนไม่มีแรงสะบัดหนีเพราะเวทเสริมกำลังหรือเวทมนตร์เสริมอย่างอื่นโดนรบกวน แต่วิธีนี้จะใช้ไม่ได้กับคนที่มีพละกำลังมากกว่าปกติอย่างปีที่แล้วเขาก็แพ้ให้กับกังเพราะสาเหตุนี้เหมือนกัน”
“สุดยอดไปเลยนายแค่ดูก็วิเคราะห์ออกมาแบบนี้ได้แล้ว” ฟรานยิ้มตื่นตัวเผลอกุมมือซึฮากิไว้ด้วยความดีใจ
“อะไรนะเจ้ารู้แล้วหรือว่าเจ้าพวกหงส์เดี้ยงมันทำได้ยังไง?” เฉิงที่แอบฟังอยู่จึงรีบเข้ามาทักทันที
“ถ้าเป็นไปตามที่เห็นก็มีความเป็นไปได้มากถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าได้ลองปะทะตรง ๆ ก็น่าจะดีกว่ามานั่งดูแบบนี้”
เมื่อเฉิงได้ยินเช่นนั้นจึงฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วกลับไปนั่งที่เหมือนเดิม
“วันสุดท้ายที่มีการส่งตัวแทนอาจารย์ไปประลองข้าจะส่งอาจารย์ซึฮากิไป” เขากระซิบคุยกับเหล่าคณาจารย์โดยมีสายตาสงสัยมองอยู่รอบทิศ
“แต่ท่าน...นั่นมัน...” อาจารย์หนุ่มเลิ่กลั่กกลอกตามองรอบ ๆ กลัวว่าจะมีคนนอกได้ยินหรือไม่
“ข้ารู้น่าก็แค่เชิญอาจารย์ซึฮากิมาในฐานะอาจารย์พิเศษก็สิ้นเรื่องแล้ว” เฉิงขยิบตาส่งให้กับเหล่าอาจารย์ของสำนักแม้พวกเขาจะข้องใจแต่ก็รู้ถึงนิสัยบ้าบิ่นของเจ้าสำนักดี
“แต่ช่วงการประลองของอาจารย์มีเพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์นะขอรับ”
“ถูกต้องและอาจารย์ซึฮากิจะให้ประสบการณ์ที่ดีแน่นอน ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าวิชาชั้นสูงของสูงที่สุดของชั้นฟ้าประทานมันเป็นเช่นไร”
หลังจากนั้นการประลองก็ยังดำเนินต่อไปจนถึงเย็นเพราะมีผู้เข้าร่วมจากสำนักกว่าหนึ่งร้อยแห่ง บางคู่ก็เล่นเชิงกันสูงต่างฝ่ายต่างรอจังหวะจนกินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงในขณะที่บางคู่ก็ซัดกันลูกเดียวเน้นที่ใครอึดกว่ากัน
“ขอให้ทุกท่านกลับบ้านโดยสวัสดิภาพนะขอรับและพบกันใหม่พรุ่งนี้”
เมื่อออกจากดันเจี้ยนพวกสำนักหงส์เทพก็จงใจเดินเคียงคู่มาด้วย
“เฮอะ ไม่อยากให้ลูกศิษย์ตัวน้อยของข้าต้องไปเจอพวกสมองกล้ามเลย” เฟยเฟิ่งทำเป็นพูดลอย ๆ แต่จงใจตะเบ็งเสียงมาหาพวกเฉิง
“สมองกล้ามก็ดีกว่าพวกเก่งแต่ลูกไม้นั่นแหละ ต่อให้ฝึกวิชาแปลก ๆ นั่นให้ตายก็ไม่อาจต้านทานความแข็งแกร่งของลูกศิษย์ข้าได้หรอก” เฉิงตอบกลับทันควันและยังยิ้มเยาะยักคิ้วกวนประสาทไม่หยุด
“โอหังยิ่งนัก ปากไม่สร้างสรรค์ของเจ้าจะทำให้เจ้าต้องทุกข์ทรมาน”
“เจ้านั่นแหละที่โอหัง คราวที่แล้วตอนประลองรอบพิเศษของอาจารย์เจ้าก็ดันใส่ยาถ่ายท้องให้กินไม่เช่นนั้นพวกข้าคงไม่ยอมแพ้หรอก”
“มีหลักฐานหรือยังไงตาแก่ ! มาใส่ความสาวน้อยเช่นนี้คงมีแต่คนมองเป็นพวกไร้มนุษยธรรมแน่ ๆ”
“สาวน้อยบ้านเจ้าสิคุณป้า อายุก็เข้าเลขห้าแล้วยังจะมาทำท่าทางเป็นสาวเป็นแส้อีก”
“หยาบคายที่สุด ! เรียกคนอื่นว่าป้าคงจะไม่ได้รับการสั่งสอนมาสินะ อ้อ ๆ ข้าเข้าใจได้เพราะพวกสมองกล้ามก็คงคิดแค่การใช้กำลัง”
“ว่ายังไงนะ !” เฉิงเบ่งกล้ามจนเสื้อแขนขาดเผยให้เห็นร่างกายอันบึกบึนที่มองภายนอกคงไม่รู้
“นั่นไงล่ะพูดไม่ทันขาดคำก็จะลงไม้ลงมือแล้ว” เฟยเฟิ่งกระทืบเท้าเป็นจังหวะเดียวกับมานาที่ก่อรวมเป็นอาวุธดาบ
เป็นเด็กแย่งของเล่นกันหรือยังไงเนี่ย ไม่เพียงแค่ซึฮากิแต่คนรอบข้างต่างก็มองด้วยสายตาสมเพชกับการทะเลาะของพวกเขาสองคน
“อ้าว ๆ ยังไม่ไปกันอีกเหรอ?” ทันใดนั้นก็มีเสียงแหบ ๆ กล่าวทักแต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้บรรยากาศอึดอัดราวกับถูกความมืดมิดค่อย ๆ กลืนกิน
“โยฮัน...มีธุระอะไร?” เฉิงทำหน้าบึ้งตึงเหลือบมองใบหน้าเรียบนิ่งของชายชราในชุดคลุมสีดำ
“แหม ๆ ถึงจะเป็นคู่แข่งกันแต่พวกเราก็เป็นคนของอาณาจักรคาเหมือนกันนะ”
“เหอะ วันนี้ข้ากลับก่อนดีกว่า พอดีว่าต้องไปถ่ายท้องเดี๋ยวนี้” เฉิงหันหลังกลับทันทีเฉกเช่นเดียวกับเฟยเฟิ่ง
“ข้าก็ด้วย ข้าต้องไปดูอาการบาดเจ็บของลูกศิษย์” ต่างคนต่างแยกย้ายหรือจะบอกว่าหนีให้ห่างจากพวกโยฮันให้ไวที่สุดก็ว่าได้
ขณะที่ทุกคนกำลังจะหายไปจากสายตาซึฮากิก็ดันไปสบตากับโยฮันเสียก่อน
ได้เห็นหน้าชัด ๆ สักที เจ้าสำนักมนตร์ดำและผู้บริหารอีกหกคนหรือจะเรียกศิษย์สำนักดีล่ะ ไม่ว่าจะเป็นใครเราก็ไม่อาจตรวจสอบได้เพราะเลเวลน้อยกว่าแต่อย่างน้อยก็ยังวิเคราะห์ได้อยู่ พวกเขาค่อนข้างอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมีเพียงแค่คนที่ชื่อพาซี่ที่ระดับศักยภาพสูงกว่าคนอื่นหนึ่งระดับ
“มัวแต่เหม่อคิดอะไรอีกแล้วสิ รีบกลับไปหาอะไรกินกันเถอะ” เซนปรบมือตรงหน้าเพื่อเรียกสติก่อนจะเดินนำหน้าไปก่อนใคร
ยังร่าเริงไม่เปลี่ยนเลยนะ ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งค่อย ๆ ฉีกยิ้มมุมปากกวาดสายตาอันอ่อนโยนมองพรรคพวกของเขาจากด้านหลัง