STARCIN อุบัติมหาสงครามสตาร์คิน (อ่านฟรีจนจบ)(มี EBOOK)

    ภาคที่ 7 Colosseum ตอนที่ 6 สีสัน

    12 พฤษภาคม พ.ศ.2576

    แสงตะวันค่อย ๆ โผล่ขึ้นเหนือขอบฟ้าต้อนรับวันใหม่ ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายของนักสู้และประชาชนที่อยากเข้าไปชมการประลองทำให้เด็กตัวเล็ก ๆ แทบจะหายใจไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นซึฮากิจึงแบกคิโนริขึ้นคออย่างกับพ่อลูก

    “มาเลยทั้งรอนทั้งเอนั่นแหละ” เซนใช้แขนทั้งสองข้างทำเป็นที่นั่งให้เด็กหนุ่มทั้งสองได้นั่งสบาย ๆ

    “ข้าขึ้นด้วยสิ...เจี๊ยก” มังกี้ปีนขึ้นขี่คอทำให้เซนดูเหมือนหุ่นไล่กาที่ใช้คนต่อเติมร่างกายไปแล้ว

    ส่วนเด็กสาวอีกสองคนก็ได้คานะกับฟรานแบ่งกันอุ้ม ภาพที่คนรอบตัวได้เห็นก็คงเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ที่มาเที่ยวเล่นกันแถมยังสนุกยิ้มหัวเราะกันไม่หยุดเสมือนครอบครัวในฝันของใครหลาย ๆ คน

    “คูเปอร์มากับพี่ก็แล้วกัน” สเตล่าเหลือบมองเด็กหนุ่มที่ยืนนิ่งเงียบไม่กล้าเอ่ยปากคุยกับใคร แถมคนเดียวที่พอจะคุยได้ก็ดันสนุกอยู่กับคิโนริไปแล้วราวกับโลกที่เหลืออยู่ของเขาถูกแย่งไปต่อหน้าต่อตา

    ตั้งแต่เมื่อวานแล้วที่เขาทำหน้าอมทุกข์แบบนี้ แววตาเหม่อลอยทุกครั้งที่ยืนหรือนั่งเฉย ๆ คงจะนึกถึงพี่ชายสินะ

    “เสียใจด้วยนะ” เพียงแค่คำกล่าวสั้น ๆ จากสเตล่าก็ทำให้คูเปอร์ยิ้มได้เสียที

    “ครับ” เขาตอบรับคำเดียวแต่นั่นกลับบอกความรู้สึกได้หลากหลายที่แม้แต่สเตล่าก็ไม่อาจเข้าใจได้ทั้งหมด

    แถวยาวเหยียดไปไกลจนไม่เห็นหางแถว ทุกคนต่างต่อคิวเพื่อซื้อบัตรเข้าชมการประลองแต่นั่นมันเป็นที่สำหรับบุคคลทั่วไป กลับกันจะมีประตูทางเข้าพิเศษที่ให้คนของสำนักหรือแขกพิเศษเท่านั้น

    “พวกเจ้าถือว่าเป็นแขกของสำนักศาสตร์นักสู้ดังนั้นจึงไม่ต้องต่อแถวกับคนพวกนั้นหรอก” กังและคนของสำนักศาสตร์นักสู้เดินนำหน้าพวกซึฮากิไปเรื่อย ๆ โดยมีสำนักหงส์เทพต่อท้ายมาทีหลัง

    “โห่...ผู้หญิงคนนั้นสวยชะมัดเลยแฮะ” เซนหันหลังกลับเห็นหญิงสาวรูปงามเดินนำหน้าและยังมีจุดดึงดูดสายตาที่อยู่ด้านหน้าอีกด้วย

    “เธอคนนั้นคือเฟยเฟิ่งเจ้าสำนักหงส์เทพ ถึงจะไม่กินเส้นกันเสียเท่าไรแต่ก็ไม่อาจปฏิเสธความงดงามพวกนั้นได้” กังแสยะยิ้มและส่งสายตายียวนให้กับหญิงสาวผู้นั้นแต่เธอก็หาสนใจไม่

    “คารวะเจ้าสำนักเฉิงและคณะ ที่นั่งทางเราได้เตรียมไว้แล้วโปรดรับบัตรเลขที่ไปด้วยขอรับ”

    เขาไม่พูดตอบโต้อะไรทำเพียงพยักหน้าและรับบัตรเลขที่นั่งแล้วเดินผ่านไปด้วยท่าทางสุขุม

    ประตูทางเข้าได้จัดทำเส้นทางไว้เพื่อแยกกลุ่มคนและเมื่อเดินไปเรื่อย ๆ ก็จะเข้าไปในดันเจี้ยนขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเมืองและหากผ่านดันเจี้ยนไปไม่เกินสิบกิโลเมตรก็จะเห็นชายหาดสีขาวไร้สิ่งแปลกปลอม

    เส้นทางเข้าดันเจี้ยนได้พาไปยังสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเป็นทรงกลมคล้ายอัฒจันทร์แต่มันทำจากหินทรายเกือบทั้งหมด โดยทางเดินเหล่านั้นจะเชื่อมไปคนละฝั่งเข้าไปในสถานที่แห่งนั้นและอีกเส้นทางจะเป็นทางเข้าไปในห้องพิเศษสำหรับนักสู้

    “วันนี้เป็นวันของเจ้าก่อน...เพราะฉะนั้นจงแสดงพลังของสำนักศาสตร์นักสู้ให้ได้ประจักษ์เสีย” เฉิงวางมือลงบนไหล่ของกังราวกับการอวยพรหลังจากนั้นก็เดินแยกออกไป

    พวกเขาเดินขึ้นไปตามบันไดซึ่งจะมีเลขนำทางไปยังที่นั่งที่จัดเตรียมไว้อย่างหรูหราทั้งผ้ารองนั่งและอาหารเครื่องดื่มมากมาย

    นี่มันอัฒจันทร์เหรอ ซึฮากิกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นถึงความกว้างใหญ่มากกว่าสนามกีฬาปกติหลายเท่าตัว

    “โห่ ! โคลอสเซียมนี่หว่า” เซนอุทานขึ้นทันควันเมื่อเห็นวิวทิวทัศน์เช่นนี้

    “จริงด้วยแต่ขนาดมันใหญ่กว่าค่อนข้างมากเลยทีเดียว” ซึฮากิยกมือดันคางนั่งคิดวิเคราะห์ก่อนจะกล่าวต่อ

    “ที่นี่มันใหญ่กว่าโคลอสเซียมของโลกเราประมาณสามเท่าเห็นจะได้ แต่ที่นั่งถูกแบ่งครึ่งต่อครึ่งให้กับผู้ชมทั่วไปและบัตรพิเศษซึ่งอัตราส่วนมันห่างกันมากจนเห็นแล้วอึดอัดแทน”

    “โธ่ ! พูดเหมือนไม่เคยไปเที่ยวคอนเสิร์ตเลยนะกิ ยิ่งคอนเสิร์ตไหนคนดัง ๆ มาเยอะก็ยิ่งเบียดกันสนุกเลยแต่โชคดีที่บ้านฉันพอมีเงินก็เลยซื้อตั๋วแพง ๆ จะได้ไม่เบียดกับคนอื่น”

    “อี๋...คนรวย” คานะยิ้มเจื่อนพยายามเดินออกห่างแต่ดูยังไงก็เป็นแค่การหยอกล้อกันเฉย ๆ

    “ท่านสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีทุกท่านโปรดเข้าห้องน้ำและเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับวันเปิดพิธีการประลองประจำปี” ทันใดนั้นก็มีเสียงดังจากลำโพงที่ติดไว้รอบ ๆ ที่นั่ง

    ซื้อมาจากอาณาจักรเซียสินะแถมยังมีการเดินสายไฟอย่างเป็นระเบียบและยังมีคนที่เค้าโครงหน้าแบบชาวอาณาจักรเซียอยู่ซะด้วย สงสัยจะจ้างมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

    สนามดินตรงกลางเป็นลานประลองไร้ซึ่งสิ่งกีดขวางหรืออุปกรณ์ใด ๆ ทั้งสิ้นเพื่อให้ผู้ประลองแสดงทักษะทั้งหมดของตัวเองออกมาไม่ว่าจะเป็นอาวุธ เวทมนตร์หรือเล่ห์เหลี่ยมใด ๆ ก็ตาม

    หลังจากรอคนทยอยเข้ามากว่าครึ่งชั่วโมงจนในที่สุดทุกอย่างก็พร้อม

    “คู่แรกของเราไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นกังจากสำนักศาสตร์นักสู้ผู้ที่ได้อันดับสามเมื่อปีที่แล้วเจอกับพาซี่จากสำนักมนตร์ดำและยังเป็นอันดับสองของปีที่แล้วเช่นกัน อะไรมันจะน่าตื่นเต้นไปมากกว่าการเห็นนัดล้างตาของทั้งสองกันขอรับ !”

    เสียงโห่ร้องดังก้องราวกับฟ้ากำลังจะถล่ม ความฮึกเหิมตื่นเต้นของผู้คนที่เคยเห็นฝีมือของทั้งสองคงรู้ได้ทันทีว่าการประลองครั้งนี้ต้องสนุกแน่นอน

    หลังจากนั้นไม่นานนักสู้ทั้งสองก็เดินออกมาจากประตูสองฝั่ง กังยิ้มแก้มปริกำลังจินตนาการถึงตอนที่ตนเองอัดคู่ต่อสู้ลงไปกองกับพื้นแต่กลับกันทางด้านของพาซี่เป็นหนุ่มมืดมนตาหมองคล้ำเดินด้วยท่าทางอิดโรยเหมือนจะสลบได้ทุกเมื่อ

    “เมื่อระฆังดังก็จะเริ่มการต่อสู้ทันที ขอให้ทุกท่านสนุกกับคู่เด็ดของวันนี้ด้วยนะขอรับ” เสียงระฆังลั่นดังทันใดนั้นสนามประลองก็เต็มไปด้วยฝุ่นจากแรงกระโดดของกัง

    หมัดที่เต็มไปด้วยมานาปล่อยใส่หน้าของพาซี่หลังจากที่ระฆังดังไม่ถึงหนึ่งวินาทีด้วยซ้ำ ร่างอันบอบบางและอิดโรยโดนหมัดนั่นซัดเข้าจัง ๆ กระเด็นไปชนกำแพงมิหนำซ้ำกังยังวิ่งตามไปรัวหมัดต่อไม่ให้พักหายใจกันเลยทีเดียว

    ชิงลงมือก่อนเลยเหรอ ถ้าเคยประมือกันมาแล้วก็คงรู้วิธีการต่อสู้ของอีกฝั่งสินะ

    “เจ้ากำลังคิดว่าทำไมกังถึงใส่ไม่ยั้งตั้งแต่วินาทีแรกสินะ” เจ้าสำนักเฉิงเดินลงมาจากที่นั่งอันหรูหราของตัวเองเพื่อมานั่งข้าง ๆ ซึฮากิ แม้จะมีเสียงเรียกจากอาจารย์ท่านอื่นแต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความมุ่งมั่นของเขาได้

    “ครับ แต่ผมก็พอจะเข้าใจได้เพราะจากรายงานเมื่อปีที่แล้วพาซี่เป็นพวกที่เน้นใช้กลยุทธ์มากกว่า ดังนั้นจึงเปิดการจู่โจมตั้งแต่แรกเพื่อไม่ให้อีกฝั่งมีเวลาวางแผน”

    “เดาได้ตรงเลย ปีที่แล้ว...ไม่สิหลายครั้งเลยดีกว่า กังพ่ายแพ้ให้กับพาซี่ครั้งแรกเพราะความประมาทที่ไม่ศึกษาข้อมูลคู่ต่อสู้ให้ดี หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้จับคู่เจอกันบ่อย ๆ ก็เลยคิดแผนต่อกรหลายรอบแต่ก็ไม่สำเร็จสักครั้ง จนครั้งนี้เจ้ากังก็เลยทำอะไรตามใจดูและผลที่ได้ก็อย่างที่เห็นนั่นแหละ” ขณะที่เล่าเท้าความเขาก็ลูบคลำหนวดไปพลาง ๆ

    นึกว่าจะเป็นคนที่อันตรายแต่กลับเป็นแค่ตาแก่พูดมากที่ชอบเล่าเรื่องอะไรไปเรื่อย ซึฮากิฟังเฉิงพูดและจ้องมองการประลองในสนามไปด้วยแต่ก็ยังสามารถรับรู้พร้อมกับวิเคราะห์ข้อมูลได้ไม่มีปัญหา

    “แต่เหมือนแผนจะไม่ได้ผลนะครับ” ซึฮากิกวาดสายตาไปรอบ ๆ สนามจึงเห็นพาซี่อีกคนยืนมองอยู่เฉย ๆ

    “ครั้งนี้ก็ไม่ได้ผลสินะ พาซี่ศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักมนตร์ดำและเป็นผู้ใช้มนตร์ดำที่แข็งแกร่งที่สุดจนอาจจะแข็งแกร่งกว่าเจ้าสำนักด้วยซ้ำ”

    มนต์ดำเหมือนกับเรานี่ แถมยังใช้ร่างโคลนได้อย่างคล่องแคล่วสมกับเป็นผู้ใช้มนตร์ดำที่แข็งแกร่งที่สุด ถ้าเป็นเราจะเอาชนะได้ไหมนะ

    “บัดซบ !” กังรู้ตัวว่าร่างที่กระหน่ำหมัดใส่เป็นเพียงร่างโคลนจึงหันมองไปรอบ ๆ จนได้เห็นร่างจริงเสียที

    ภาพตรงหน้าของเขาค่อย ๆ พร่ามัวและมืดลงจนมองไม่เห็นทั้ง ๆ เปิดตากว้างแต่เขาก็รับรู้ได้ทันทีว่าพาซี่กำลังทำอะไรสักอย่างจึงเสริมมานาจำนวนมากเพื่อป้องกันตัว

    “นายไม่มีทางชนะฉันได้หรอก เพราะฉะนั้นรีบ ๆ จบมันเสียเถอะเพราะฉันขี้เกียจแล้ว” น้ำเสียงน่าขนลุกกระซิบข้างหูขณะที่มองอะไรไม่เห็น จากนั้นกังก็เหวี่ยงหมัดไปตามเสียงกระซิบเหล่านั้นส่งแรงกระแทกไปถึงกำแพงจนร้าวแม้จะอยู่ไกลก็ตาม

    “จะมาลูกไม้ไหนอีกพาซี่ !” กังยังคงรวบรวมมานาและออกหมัดปล่อยออกไปไม่หยุดอย่างกับสัตว์ร้ายที่กำลังคลั่ง

    “ฉันชนะแล้ว” ชั่วพริบตาที่กังได้รับแสงสว่างอีกครั้งเขาก็สังเกตเห็นมือที่เต็มไปด้วยแผลขีดข่วนเล็ก ๆ พอให้เลือดซิบออกมา

    “คิดจะเล่นแง่กันหรือยังไง? หรือจะเป็นพิษแต่พิษเดิม ๆ ใช้กับข้าไม่ได้ผลหรอก”

    “เหอะ ๆ ทำการบ้านมาดีใช่ย่อยเลยนี่แต่ฉันขี้เกียจเล่นด้วยแล้ว”

    กังกระดกยาแก้พิษที่เก็บไว้จนหมดและเข้าปะทะกับพาซี่ต่อทันที

    ที่นี่ห้ามใช้พิษที่ทำให้ถึงตายเพราะฉะนั้นก็เตรียมยาแก้พิษที่เหลือมาให้หมดก็จบเรื่องแล้ว

    “ฉันยอมแพ้” พาซี่ยกมือขึ้นสูงไม่มีท่าทีตอบโต้ทำให้กังต้องหยุดมือเสียก่อน

    “หา? มาสู้กันต่อสิวะครั้งนี้ข้าจะจัดการเจ้าให้ได้”

    “ไม่ ฉันบอกแล้วว่าขี้เกียจแถมนายก็ดันเตรียมยาแก้พิษมาด้วยก็เลยไม่รู้ว่าจะชนะยังไงแล้ว” พูดจบเขาก็ลากสังขารอันอ่อนล้าออกไปจากสนามประลองทิ้งให้กังและผู้ชมงงไปตาม ๆ กัน

    “อา...และผู้ชนะคู่แรกได้แก่ท่านกังจากสำนักศาสตร์นักสู้” ผู้ดำเนินรายการประกาศลั่นด้วยความลังเลแต่เพราะพาซี่เดินออกไปแล้วจึงจำใจต้องประกาศผลทันที

    ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำเดินกลับด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์ ไม่นานนักเขาก็กลับมารวมกับคนของสำนักนั่งเงียบอยู่อย่างนั้นตลอด

    “ถึงจะน่าฉงนแต่เจ้าก็ชนะนะ” เจ้าสำนักยืนเอามือไขว้หลังกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

    กังถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะพูดตอบ “สำหรับข้า...เส้นทางที่จะไปถึงเส้นชัยมันสำคัญกว่าจุดที่ข้าได้เหยียบเส้นชัยแล้ว”

    ซึฮากิเงยหน้ามองที่นั่งที่อยู่สูงกว่าของกังก่อนจะได้สบตากับชายหนุ่มผู้นั้น

    เป็นคนที่ตรงไปตรงมาดีนี่ นิสัยที่ชอบขวนขวายหาประสบการณ์ทำให้เวลาได้อะไรมาง่าย ๆ จะไม่พอใจ ถ้าเป็นเซนก็คงจะคิดเหมือนกัน

    รอนจ้องมองกังอย่างมีความหวังอาจจะเพราะเป็นเผ่าเดียวกันจึงฝันถึงตนเองที่แข็งแกร่งดั่งชายร่างหนาตรงหน้า

    “จะว่าไปเด็ก ๆ พวกนั้นมากับคุณซึฮากิหรือจะเป็นลูกศิษย์ใช่ไหมขอรับ?” กังกวาดสายตามองเด็กตัวน้อยไร้เดียงสาที่กำลังยิ้มระรื่นกับการประลอง

    “จะว่าใช่ก็ได้…แล้วแต่พวกคุณจะเรียกก็แล้วกัน” ขณะที่ซึฮากิกล่าวเช่นนั้นเขาก็สังเกตเห็นแววตาตกตะลึงของเจ้าสำนักเฉิงหลังจากได้จ้องมองเด็ก ๆ อีกครั้ง

    เอาอีกแล้วสายตางุนงงสงสัยที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ หรือเพราะรากฐานเดิมของพวกเธอคือที่นี่ก็เลยมีคนหน้าคล้าย ๆ กันเยอะ

    “แล้วคู่ต่อไปคิดว่าใครจะชนะ?” เซนเห็นบรรยากาศอึดอัดจึงถามเรื่องอื่นแทน

    “แน่นอนว่าต้องเป็นคนจากสำนักหงส์เทพ เขาได้อันดับสี่ในการประลองเมื่อปีที่แล้วซึ่งพ่ายแพ้ให้กับกังไปนั่นเอง” เจ้าสำนักเฉิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจและมองไปยังที่นั่งล็อกถัดไปที่เป็นของสำนักหงส์เทพ

    “มาทำตายียวนบ้าอะไร ! คนยิ่งปวดหัวกับเรื่องก่อนหน้านี้อยู่” เฟยเฟิ่งตะคอกกลับทันทีที่สบตากับเฉิง

    “อะไรเล่า ก็เจ้ายกพวกบุกมาอาณาเขตของข้าเองเป็นใครก็ต้องตกใจอยู่แล้ว”

    “ก็แค่หยุดคุยกันก่อนไม่ได้หรืออย่างไร ! ข้าก็แค่ส่งคนไปตามล่านักโทษและเพราะพวกเจ้านั่นแหละก็เลยพลาดสายตาจนมันหนีไปได้” ทันใดนั้นเฟยเฟิ่งก็เหลือบไปเห็นพวกซึฮากิโชคดีที่เขาใช้เซนบังตัวเองไว้เพราะรู้ว่าเธอต้องจำได้แน่ ๆ

    “นั่นศิษย์หน้าใหม่หรือ? ข้าว่าตอนไปที่สำนักก็ไม่เคยเห็นแท้ ๆ”

    “ไม่ ๆ พวกเขาเป็นแขกที่กังพามาน่ะ และยังมีปรมาจารย์ผู้มีวิชาชั้นสูงของสูงที่สุดของชั้นฟ้าประทานมาด้วย” เฉิงยิ้มเยาะหลังจากได้ดึงความสนใจไปที่ซึฮากิ

    ขณะที่อีกมุมหนึ่งก็มีสายตาเจ้าคิดเจ้าแค้นจ้องเขม็งจากหญิงสาวผมสีน้ำตาลอ่อนที่เคยโดนเฟยเฟิ่งและพรรคพวกทำร้ายมาก่อน

    ตาแก่นี่อยากจะลองเชิงเราอีกแล้ว ว่าแต่นี่เธอจ้องจนจะกินเข้าไปอยู่แล้วเนี่ย ซึฮากิมองดูคิ้วที่ขมวดของฟรานพลางสลับไปมองหน้าเฟยเฟิ่ง

    “เหอะ ๆ วิชาชั้นสูงบ้าอะไรไม่เคยได้ยินและก็ไม่อยากได้ยินด้วย” เฟยเฟิ่งเดาะลิ้นหงุดหงิดกับท่าทางเริงร่าของเฉิงหลังจากนั้นจึงกลับไปนั่งที่สะบัดหน้าหนีเป็นสัญญาณว่าไม่อยากเสวนาด้วยแล้ว

    ก็ดีที่พวกเขาไม่ค่อยถูกกันมั้ง ถึงจะไม่ถูกกันแต่ดูจากการสนทนาก็คงไม่ได้เกลียดถึงขั้นอยากฆ่าให้ตายแต่คงเป็นความสัมพันธ์คู่แข่งปกติทั่วไปมากกว่า

    สิบนาทีต่อมาคู่ถัดไปก็ได้เข้ามายังสนามประลองโดยเป็นศิษย์อันดับหนึ่งของสำนักหงส์เทพและศิษย์อันดับสี่ของสำนักกระบี่บิน

    “ขอเชิญทั้งสองเข้าประจำที่เพื่อเริ่มการประลองด้วยขอรับ” ผู้ดำเนินรายการกล่าว

    โชคร้ายจริง ๆ อันดับสี่ซึ่งต่ำสุดที่สำนักส่งมาดันสุ่มมาเจออันดับที่สี่ของการประลองปีที่แล้ว การแบ่งสายห้าสายโดยมีสายที่ห้าเป็นสายเฉพาะตัวแทนเมืองที่ไม่มีสังกัดอยู่จะได้แสดงฝีมือเผื่อได้อะไรกลับไปบ้าง ส่วนอีกสี่สายจะเป็นการสุ่มคนทีละสำนักว่าจะไปอยู่สายไหนซึ่งไม่มีทางที่เจอกันเองจนกว่าจะชนะทุกคนในสายแล้วไปเจอกันเองในรอบตัดสิน

    “พลังแบบนั้นเหมือนกับที่ฉันโดนเลย” ฟรานจ้องคู่ประลองตาเขม็งมีความโกรธแค้นเล็ก ๆ ในใจ

    “ตอนที่เธอพยายามฝ่าเข้ามาช่วงบ่มเพาะเหรอ?”

    “อืม ตอนปะทะกันครั้งแรกจู่ ๆ มือไม้ก็แข็งขยับไม่ได้ก็เลยไม่ได้ชักอาวุธออกมาสู้”

    ทำให้ร่างกายขยับไม่ได้หรือจะเป็นพลังเดอะอะไรสักอย่าง

    “เฉพาะมือหรือเป็นทุกอย่างที่ขยับไม่ได้?” ซึฮากิถามต่อทันที

    “น่าจะแค่ช่วงแขนลงไปนะเพราะฉันก็ยังหันมองรอบ ๆ ได้อยู่” ฟรานนึกถึงเหตุการณ์วันนั้นอย่างละเอียดก่อนจะตอบ

    หยุดการเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนไม่ใช่แบบคุณลักซ์ที่หยุดทุกสิ่ง ซึฮากิเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของออร่ามานาของชายหนุ่มผู้นั้นที่กำลังประลองอยู่

    ออร่ามานามันเคลื่อนไหวราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมากกว่าการปล่อยออกมาเหมือนเวทมนตร์ปกติ หรือนี่จะเป็นวิธีการสอนของสำนักหงส์เทพซึ่งต่างจากสำนักศาสตร์นักสู้ที่มุ่งเน้นไปที่ด้านกายภาพของตัวผู้ใช้

    “กำลังวิเคราะห์การเคลื่อนไหวสินะ” เจ้าสำนักเฉิงเดินลงมาทักอีกครั้งมันทำให้กังรู้สึกชอบใจเพราะคนที่ตนพามาเป็นที่ต้องตาของเจ้าสำนัก

    “ครับ”

    คำตอบสั้น ๆ ของซึฮากิที่กำลังจดจ่อกับสถานการณ์ในสนามประลองทำให้เฉิงยิ้มพึงพอใจ “ข้าเคยลองวิเคราะห์ดูแล้วแต่ก็ยังไม่เข้าใจหลักการพวกนั้นอยู่ดี ถ้าอยากจะรู้คงต้องเป็นศิษย์สำนักหงส์เทพเพื่อให้อาจารย์พวกนั้นสอน”

    “อืม...ครับ”

    เจ้าสำนักเฉิงยิ้มมุมปากปล่อยให้ซึฮากิได้ใช้ความคิดต่อไป

    นั่นมันไม่ใช่แค่ออร่ามาธรรมดาแต่เป็นเวทมนตร์วายุต่างหาก หรือว่าเราจะคิดไปเอง ซึฮากิหันกลับมามองตัวเองและใช้เวทมนตร์วายุให้เหมือนกับการปรับเปลี่ยนรูปมานา

    การทดลองทำตามกว่าสามสิบครั้งจนในที่สุดก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ที่ฟรานเคยโดนได้สำเร็จ

    “ฟราน...เธอขยับมือได้ไหม?”

    “ถามอะไรแปลก ๆ ทำไมจะขยับมือ...” จากใบหน้าเฉยเมยกลับบึ้งตึงหลังจากที่เธอไม่สามารถขยับมือได้เหมือนกับตอนนั้น

    “อืม ๆ น่าจะใช้วิธีนี้สินะ ตอนแรกก็สับสนว่าใช่อย่างที่คิดหรือเปล่าแต่สุดท้ายมันก็เหมือนกับที่พวกเราเคยฝึกมาก่อน การควบคุมมานาระดับที่สามก็คือการปรับเปลี่ยนมานา”

    “หมายความว่ายังไง? แค่มานาทำไมถึงทำให้ฉันขยับไม่ได้ล่ะ”

    “คิดดี ๆ สิฟราน ความรู้สึกตอนที่เธอขยับแขนหรือมือไม่ได้มันเป็นยังไง” ซึฮากิคลายเวทมนตร์ออกทำให้ฟรานยกมือลูบไล้ดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

    “หรือว่าจะเป็น...” ฟรานตาโตเหมือนนึกอะไรได้ก่อนจะจ้องหน้าซึฮากิแล้วกล่าวต่อ

    “บีบอัดด้วยมานา”

    “ถูกต้อง แถมเจ้าตัวก็ค่อนข้างรอบคอบน่าดูเพราะเขาใช้เวทมนตร์วายุเป็นตัวหลักในการบีบจับจากนั้นก็ส่งมานาตามเข้าไปเพื่อแทรกมานาของอีกฝ่ายทำให้เหมือนไม่มีแรงสะบัดหนีเพราะเวทเสริมกำลังหรือเวทมนตร์เสริมอย่างอื่นโดนรบกวน แต่วิธีนี้จะใช้ไม่ได้กับคนที่มีพละกำลังมากกว่าปกติอย่างปีที่แล้วเขาก็แพ้ให้กับกังเพราะสาเหตุนี้เหมือนกัน”

    “สุดยอดไปเลยนายแค่ดูก็วิเคราะห์ออกมาแบบนี้ได้แล้ว” ฟรานยิ้มตื่นตัวเผลอกุมมือซึฮากิไว้ด้วยความดีใจ

    “อะไรนะเจ้ารู้แล้วหรือว่าเจ้าพวกหงส์เดี้ยงมันทำได้ยังไง?” เฉิงที่แอบฟังอยู่จึงรีบเข้ามาทักทันที

    “ถ้าเป็นไปตามที่เห็นก็มีความเป็นไปได้มากถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าได้ลองปะทะตรง ๆ ก็น่าจะดีกว่ามานั่งดูแบบนี้”

    เมื่อเฉิงได้ยินเช่นนั้นจึงฉีกยิ้มอย่างมีเลศนัยแล้วกลับไปนั่งที่เหมือนเดิม

    “วันสุดท้ายที่มีการส่งตัวแทนอาจารย์ไปประลองข้าจะส่งอาจารย์ซึฮากิไป” เขากระซิบคุยกับเหล่าคณาจารย์โดยมีสายตาสงสัยมองอยู่รอบทิศ

    “แต่ท่าน...นั่นมัน...” อาจารย์หนุ่มเลิ่กลั่กกลอกตามองรอบ ๆ กลัวว่าจะมีคนนอกได้ยินหรือไม่

    “ข้ารู้น่าก็แค่เชิญอาจารย์ซึฮากิมาในฐานะอาจารย์พิเศษก็สิ้นเรื่องแล้ว” เฉิงขยิบตาส่งให้กับเหล่าอาจารย์ของสำนักแม้พวกเขาจะข้องใจแต่ก็รู้ถึงนิสัยบ้าบิ่นของเจ้าสำนักดี

    “แต่ช่วงการประลองของอาจารย์มีเพื่อการแลกเปลี่ยนประสบการณ์นะขอรับ”

    “ถูกต้องและอาจารย์ซึฮากิจะให้ประสบการณ์ที่ดีแน่นอน ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าวิชาชั้นสูงของสูงที่สุดของชั้นฟ้าประทานมันเป็นเช่นไร”

    หลังจากนั้นการประลองก็ยังดำเนินต่อไปจนถึงเย็นเพราะมีผู้เข้าร่วมจากสำนักกว่าหนึ่งร้อยแห่ง บางคู่ก็เล่นเชิงกันสูงต่างฝ่ายต่างรอจังหวะจนกินเวลาไปเกือบครึ่งชั่วโมงในขณะที่บางคู่ก็ซัดกันลูกเดียวเน้นที่ใครอึดกว่ากัน

    “ขอให้ทุกท่านกลับบ้านโดยสวัสดิภาพนะขอรับและพบกันใหม่พรุ่งนี้”

    เมื่อออกจากดันเจี้ยนพวกสำนักหงส์เทพก็จงใจเดินเคียงคู่มาด้วย

    “เฮอะ ไม่อยากให้ลูกศิษย์ตัวน้อยของข้าต้องไปเจอพวกสมองกล้ามเลย” เฟยเฟิ่งทำเป็นพูดลอย ๆ แต่จงใจตะเบ็งเสียงมาหาพวกเฉิง

    “สมองกล้ามก็ดีกว่าพวกเก่งแต่ลูกไม้นั่นแหละ ต่อให้ฝึกวิชาแปลก ๆ นั่นให้ตายก็ไม่อาจต้านทานความแข็งแกร่งของลูกศิษย์ข้าได้หรอก” เฉิงตอบกลับทันควันและยังยิ้มเยาะยักคิ้วกวนประสาทไม่หยุด

    “โอหังยิ่งนัก ปากไม่สร้างสรรค์ของเจ้าจะทำให้เจ้าต้องทุกข์ทรมาน”

    “เจ้านั่นแหละที่โอหัง คราวที่แล้วตอนประลองรอบพิเศษของอาจารย์เจ้าก็ดันใส่ยาถ่ายท้องให้กินไม่เช่นนั้นพวกข้าคงไม่ยอมแพ้หรอก”

    “มีหลักฐานหรือยังไงตาแก่ ! มาใส่ความสาวน้อยเช่นนี้คงมีแต่คนมองเป็นพวกไร้มนุษยธรรมแน่ ๆ”

    “สาวน้อยบ้านเจ้าสิคุณป้า อายุก็เข้าเลขห้าแล้วยังจะมาทำท่าทางเป็นสาวเป็นแส้อีก”

    “หยาบคายที่สุด ! เรียกคนอื่นว่าป้าคงจะไม่ได้รับการสั่งสอนมาสินะ อ้อ ๆ ข้าเข้าใจได้เพราะพวกสมองกล้ามก็คงคิดแค่การใช้กำลัง”

    “ว่ายังไงนะ !” เฉิงเบ่งกล้ามจนเสื้อแขนขาดเผยให้เห็นร่างกายอันบึกบึนที่มองภายนอกคงไม่รู้

    “นั่นไงล่ะพูดไม่ทันขาดคำก็จะลงไม้ลงมือแล้ว” เฟยเฟิ่งกระทืบเท้าเป็นจังหวะเดียวกับมานาที่ก่อรวมเป็นอาวุธดาบ

    เป็นเด็กแย่งของเล่นกันหรือยังไงเนี่ย ไม่เพียงแค่ซึฮากิแต่คนรอบข้างต่างก็มองด้วยสายตาสมเพชกับการทะเลาะของพวกเขาสองคน

    “อ้าว ๆ ยังไม่ไปกันอีกเหรอ?” ทันใดนั้นก็มีเสียงแหบ ๆ กล่าวทักแต่เพียงแค่นั้นก็ทำให้บรรยากาศอึดอัดราวกับถูกความมืดมิดค่อย ๆ กลืนกิน

    “โยฮัน...มีธุระอะไร?” เฉิงทำหน้าบึ้งตึงเหลือบมองใบหน้าเรียบนิ่งของชายชราในชุดคลุมสีดำ

    “แหม ๆ ถึงจะเป็นคู่แข่งกันแต่พวกเราก็เป็นคนของอาณาจักรคาเหมือนกันนะ”

    “เหอะ วันนี้ข้ากลับก่อนดีกว่า พอดีว่าต้องไปถ่ายท้องเดี๋ยวนี้” เฉิงหันหลังกลับทันทีเฉกเช่นเดียวกับเฟยเฟิ่ง

    “ข้าก็ด้วย ข้าต้องไปดูอาการบาดเจ็บของลูกศิษย์” ต่างคนต่างแยกย้ายหรือจะบอกว่าหนีให้ห่างจากพวกโยฮันให้ไวที่สุดก็ว่าได้

    ขณะที่ทุกคนกำลังจะหายไปจากสายตาซึฮากิก็ดันไปสบตากับโยฮันเสียก่อน

    ได้เห็นหน้าชัด ๆ สักที เจ้าสำนักมนตร์ดำและผู้บริหารอีกหกคนหรือจะเรียกศิษย์สำนักดีล่ะ ไม่ว่าจะเป็นใครเราก็ไม่อาจตรวจสอบได้เพราะเลเวลน้อยกว่าแต่อย่างน้อยก็ยังวิเคราะห์ได้อยู่ พวกเขาค่อนข้างอยู่ในระดับใกล้เคียงกันมีเพียงแค่คนที่ชื่อพาซี่ที่ระดับศักยภาพสูงกว่าคนอื่นหนึ่งระดับ

    “มัวแต่เหม่อคิดอะไรอีกแล้วสิ รีบกลับไปหาอะไรกินกันเถอะ” เซนปรบมือตรงหน้าเพื่อเรียกสติก่อนจะเดินนำหน้าไปก่อนใคร

    ยังร่าเริงไม่เปลี่ยนเลยนะ ภายใต้ใบหน้าเรียบนิ่งค่อย ๆ ฉีกยิ้มมุมปากกวาดสายตาอันอ่อนโยนมองพรรคพวกของเขาจากด้านหลัง