หลายวันผ่านไป
ทหารของเผ่ามนุษย์สัตว์ก็เดินทางมาทัพมาถึง
นอกจากนี้จักรพรรดินีแฟร์ซ่าก็ได้สั่งให้แม่ทัพเอลฟ์เข้ามาเพิ่มอีกแปดคนทำให้เวลานี้ค่ายหลักของพวกเขามีแม่ทัพมากกว่าสามสิบคนเลยทีเดียว
ภายในเต็นท์บัญชาการ
“ พวกเราจะเอายังไงกันต่อดี? ” แม่ทัพอาวุโสฮูเลก้าถามด้วยความตรึงเครียดเพราะไม่ว่าพวกเขาจะวางแผนยังไงก็ถูกพวกปีศาจดักได้อยู่ดีและดูเหมือนว่าพวกมันจะรู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไรอยู่
“ ฉันคิดว่าพวกเราหลงลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า? ” ไลท์พูดขึ้น
ทุกๆคนต่างก็มองไปที่ไลท์ด้วยความสนใจ
“ ลืมอะไรหรอไลท์? ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าถามขึ้นด้วยความสงสัย แม่ทัพคนอื่นๆเองก็มองไปที่ไลท์ด้วยความสงสัยด้วยเช่นกัน
“ เป้าหมายของสงครามครั้งนี้คืออะไร? ” ไลท์ถามขึ้น
“ เป้าหมายของสงครามในครั้งนี้ก็คือการที่ชิงตัวองค์หญิงเมลิซ่ากลับคืนมาให้ได้ ” แม่ทัพอาวุโสฮูเลก้าตอบก่อนที่จะหยุดชะงัก
ทันใดนั้นจักรพรรดินีแฟร์ซ่าและแม่ทัพทั้งหมดต่างก็หยุดชะงักก่อนที่จะเข้าใจความหมายของไลท์ทันที
ใช่แล้วพวกเขาต้องการที่จะชิงตัวองค์หญิงเมลิซ่ากลับมาให้ได้ส่วนการโจมตีเมืองปีศาจหรือการทำลายเผ่าพันธุ์ปีศาจเป็นอะไรที่เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอนเพราะปีศาจนั้นมีจำนวนมหาศาล
ส่วนกองทัพที่พวกเขารวบรวมมาก็เพื่อป้องกันไม่ให้เผ่าปีศาจบุกเข้าสู่ทวีปเอลฟ์ได้นั้นเอง ไม่ใช่เพื่อโจมตีเมืองปีศาจ
“ แต่ถ้าหากพวกเราทำลายเมืองปีศาจได้พวกเราก็จะทำให้พวกปีศาจสูญเสียเมืองหน้าด่านนะ ” แม่ทัพมนุษย์สัตว์คนหนึ่งพูดออกมา
“ นั้นสิตอนนี้พวกปีศาจก็ถอยไปตั้งรับในเมืองแล้วเพราะฉะนั้นนี้เป็นการดีที่พวกเราจะบุกยึดเมืองหรือไม่ก็ทำลายเมืองปีศาจแห่งนี้ทิ้งไปซะ ” แม่ทัพเอลฟ์อีกคนเสนอ
แม่ทัพคนอื่นๆพากันเห็นด้วย
“ ถ้าหากอยากทำลายค่ายปีศาจนั้นง่ายมากในตอนนี้ แม่ทัพทั้งหมดรวมไปถึงแฟร์ซ่าจะต้องไปที่ค่ายปีศาจและทำลายลงให้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะถ้าหากเสียเวลามากกว่านี้กำลังเสริมของเผ่าปีศาจก็จะมาถึง ถึงเวลานั้นจะมีแม่ทัพปีศาจที่แข็งแกร่งพอๆกับอัสโมเดียสเพิ่มขึ้นหรืออาจจะแข็งแกร่งกว่าอัสโมเดียสก็ได้ ” ไลท์พูดขึ้น
แม่ทัพคนอื่นๆเองก็เห็นด้วยกับการที่ต้องโจมตีเมืองปีศาจในตอนนี้ทันที
“ งั้นไลท์เธอเป็นผู้บัญชาการแม่ทัพบุกโจมตีเมืองปีศาจได้ไหม? ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าถามขึ้น
ไลท์มองที่จักรพรรดินีแฟร์ซ่าด้วยความสงสัย
“ ทำไมถึงให้ฉันเป็นคนผู้บัญชาการทีมบุกโจมตีเมืองปีศาจ? ” ไลท์สงสัย แม้แต่แม่ทัพคนอื่นๆเองก็สงสัย
“ เพราะฉันไว้ใจเธอ ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าตอบ
ไลท์ได้แต่ส่ายหน้าและยิ้มแห้งๆออกมา แต่ทว่าเขาก็ตอบรับคำขอของจักรพรรดินีแฟร์ซ่า
“ แล้วจะให้ฉันนำคนไปกี่คน? ” ไลท์ถามขึ้น
“ สิบสองคน ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าตอบ
“ งั้นก็เริ่มตอนนี้เลยแล้วกัน ” ไลท์พูดขึ้นและลุกขึ้นยืน
“ เอาล่ะคนที่จะไปกับฉันก็ตามมาเลย ” ไลท์พูดจบเขาก็เดินออกจากเต็นท์ไป
เฮลเฟลชลุกขึ้นยืนคนแรกก่อนที่ะจเดินตามไลท์ไปทันที
แม่ทัพคนอื่นๆมองหน้ากันก่อนที่จะมีแม่ทัพเอลฟ์และแม่ทัพมนุษย์สัตว์เดินออกจาเต็นท์ตามไลท์ไป
ไม่นานไลท์ก็มาถึงเมืองปีศาจ
เวลานี้เมืองปีศาจได้กางบาเรียป้องกันเอาไว้เพื่อไม่ให้ทางฝั่งเอลฟ์บุกโจมตีได้สำเร็จ บนท้องฟ้าก็มีทหารปีศาจที่สามารถบินได้เตรียมพร้อมโจมตีใส่พวกไลท์
“ ทำลายบาเรียนี้ซะ ” ไลท์สั่งการทันที
แม่ทัพทั้งหมดรับคำสั่งจากไลท์ก่อนที่จะใช้มหาเวทย์ที่รุนแรงที่สุดโจมตีใส่บาเรียทันที
ผ่านไปกว่าสิบนาทีในที่สุดบาเรียที่ปกป้องเมืองปีศาจก็แตกออก
จากนั้นกองทัพปีศาจที่บินได้นับแสนก็บินออกมาโจมตีใส่พวกไลท์ทันที
“ จัดการฆ่าพวกปีศาจซะ ” ไลท์พูดจบเขาก็สร้างดาบสีทองนับล้านและสั่งให้มันโจมตีใส่ปีศาจที่บินบนท้องฟ้าทันที
เฮลเฟลชเองก็พ่นไฟใส่เมืองปีศาจ
ทางด้านแม่ทัพฝั่งเอลฟ์ก็พากันใช้เวทย์ที่รุนแรงและเป็นการโจมตีหมู่ใส่ปีศาจทันที
ไลท์หรี่ตาลงก่อนที่จะใช้จิตสัมผัสทันทีก่อนที่จะพบว่าปีศาจในเมืองแห่งนี้มีน้อยมากแค่ประมาณหลักล้านตัวเท่านั้น ส่วนแม่ทัพปีศาจทั้งสี่ไม่ได้อยู่ภายในเมืองแห่งนี้
“ หรือว่าพวกมันรู้ว่าพวกเราจะบุกโจมตีเมือง พวกมันจึงถอยออกมาจากเมืองก่อนงั้นหรอ? ” ไลท์พึมพำออกมาด้วยความสงสัย
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง
เมืองปีศาจแห่งนี้ก็กลายเป็นซากปรักหักพัง
จากนั้นไลท์ก็พาแม่ทัพทั้งหมดกลับไปที่ค่ายทหาร
หลังจากที่เล่าให้จักรพรรดินีแฟร์ซ่าฟังแล้วไลท์ก็กลับไปพักที่เต็นท์ตัวเอง
หลายวันต่อมา
ก็มีข่าวจากทีโมตี้บอกว่าตอนนี้ทางเผ่าปีศาจได้เตรียมความพร้อมที่จะทำพีธีบูชายันแล้วและทีโมตี้ก็บอกให้รีบมาทันทีเพราะไม่อย่างนั้นมันจะไม่ทันการ
ไลท์และคนอื่นๆกลายเป็นจริงจังขึ้นมาเพราถ้าหากพวกไลท์ไปแล้วถ้าหากอัสโมเดียสโผล่ออกมามันจะกลายเป็นว่าไม่มีใครต้านทานอัสโมเดียสได้
ทันใดนั้นก็มีออร่าที่ทรงพลังปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า
ไลท์และคนอื่นๆตกใจเพราะออร่าที่พวกเขาสัมผัสได้นั้นทรงพลังมากแม้แต่ออร่าของจักรพรรดินีแฟร์ซ่าและอัสโมเดียสก็ไม่สามารถเทียบได้
จักรพรรดินีแฟร์ซ่าที่สัมผัสถึงออร่านี้ได้ก็ยิ้มออกมาก่อนที่จะพูดขึ้นว่า “ ดูเหมือนว่าจะมีผู้นำในการบุกไปช่วยเหลือเมลิซ่าและพวกทีโมตี้แล้วล่ะ ”
เมื่อจักรพรรดินีแฟร์ซ่าพูดขึ้นก็เดินออกมานอกเต็นท์ทันทีโดยที่มีคนอื่นๆเดินตามออกมาด้วย
เมื่อไลท์ออกมาเขาก็เห็นว่าเป็นเอลฟ์ชายชรารูปร่างผอมแห้งใบหน้าดูเหี่ยวย่นเล็กน้อยในมือถือคฑาไม้เท้าที่ทำมาจากกิ่งของต้นไม้
“ ท่านผู้พิทักษ์กาแลน ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าพูดพร้อมกับโค้งตัวให้กับเอลฟ์ชายชราด้วยความเคารพ แม่ทัพเอลฟ์คนอื่นๆรวมไปถึงแม่ทัพมนุษย์สัตว์เองก็รีบทำความเคารพต่อเอลฟ์ชายชรา
ไลท์และเฮลเฟลชไม่ได้ทำความเคารพแต่อย่างใด โดยเฉพาะเฮลเฟลช เธอเคยเป็นถึงระดับSSSมาก่อนทำให้เธอรู้สึกเฉยๆกับตัวตนระดับนี้
“ ฉันมาที่นี้เพราะเจ้าคาร์โซ่ทำนายเอาไว้แล้วว่าสงครามครั้งนี้จะเป็นจุดเปลื่ยนของเผ่าพันธุ์ของพวกเรา เพราะฉะนั้นฉันจึงมาช่วยเหลือโดยเฉพาะ ” ผู้พิทักษ์กาแลนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและก็แฝงไปด้วยความสงบ
“ แล้วตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง? ” ผู้พิทักษ์กาแลนถามออกมา
จักรพรรดินีแฟร์ซ่าเล่าเหตุการณ์ต่างๆให้กับผู้พิทักษ์กาแลนฟังทั้งหมด
“ เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันจะเป็นคนนำคนอื่นๆไปช่วยเหลือเมลิซ่าและพวกทีโมตี้เอง ”ผู้พิทักษ์กาแลนพูดขึ้น
“ ค่ะท่านผู้พิทักษ์ ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าโค้งคำนับ
หลังจากนั้นจักรพรรดินีแฟร์ซ่าทำการส่งแม่ทัพทั้งหมดสิบห้าคนไปกับผู้พิทักษ์กาแลน
หลังจากนั้นผู้พิทักษ์กาแลนก็บินนำแม่ทัพทั้งสิบห้าคนไปทันที
“ แฟร์ซ่าผู้พิทักษ์กาแลนคือใครงั้นหรอ? ” ไลท์ถามด้วยความสงสัย
" ผู้พิทักษ์คือตัวตนระดับSSSที่ปกป้องเผ่าเอลฟ์มาอย่างยาวนาน พวกเขาจะปรากฏตัวก็ต่อเมื่อมีเหตุการณ์ที่ทำให้เผ่าเอลฟ์เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงหรือทำให้เผ่าเอลฟ์ล่มสลาย
เผ่าเอลฟ์ของพวกเรามีผู้พิทักษ์อยู่ทั้งหมดสามคนด้วยกัน ได้แก่ผู้พิทักษ์กาแลน ผู้พิทักษ์ฟาร์ติ และผู้พิทักษ์คาร์โซ่ " จักรพรรดินีแฟร์ซ่าบอก
“ เผ่ามนุษย์เองก็มีเหมือนกันไม่ใช่หรอห้าตระกูลผู้พิทักษ์? ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าถาม
ไลท์กลายเป็นงุนงงก่อนที่จะบอกว่าเขาเองก็ไม่รู้เรื่องของตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งห้า
“ นายไม่รู้งั้นหรอ… ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่ามองไปที่ไลท์ด้วยความประหลาดใจแต่ก็นึกขึ้นได้ว่าไลท์เป็นเพียงคนธรรมดาที่โชคดีทะลวงผ่านระดับSSได้เท่านั้น
“ เผ่ามนุษย์ที่สามารถต้านทานเผ่าปีศาจได้ก็เพราะการมีอยู่ของตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งห้า ตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งห้าต่างก็มีตัวตนระดับSSSคอยดูแลอยู่ แต่ฉันจำไม่ได้แล้วว่ามีตระกูลอะไรบ้างเพราะตระกูลผู้พิทักษ์ทั้งห้าของเผ่ามนุษย์ได้ซ่อนตัวมานานกว่าหลายพันปีแล้ว ที่ฉันรู้ก็เพราะพ่อของฉันเล่าให้ฟังตอนที่ฉันยังเด็กๆ
นายไม่คิดหรอว่าการที่เผ่ามนุษย์จะยิ่งใหญ่และสามารถขึ้นมาแข็งแกร่งเทียบเท่ากับเผ่าปีศาจได้เพราะจำนวนมหาศาลของเผ่ามนุษย์งั้นหรอ ผิดแล้วล่ะนั้นก็เพราะมีห้าตระกูลผู้ทักษ์ที่คอยดูแลและป้องกันไม่ให้เผ่าปีศาจบุกเข้ามาในพื้นที่ของมนุษย์นั่นเอง แม้ว่าเผ่าปีศาจจะกล้าโจมตีชายแดนของมนุษย์แต่ทว่าพวกมันก็ไม่กล้าที่จะบุกจนถึงใจกลางทวีปมนุษย์รหอก นั้นก็เพราะพวกมันเองก็หวาดกลัวห้าตระกูลผู้พิทักษ์อยู่เหมือนกัน พวกปีศาจจึงได้แต่โจมตีแถวๆชายแดนเท่านั้นแหละ ” จักรพรรดินีแฟร์ซ่าพูดขึ้น
ไลท์เองก็เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมมนุษย์ถึงสามารถต้านการบุกของเผ่าปีศาจได้ ที่แท้ก็เพราะการมีอยู่ของห้าตระกูลผู้พิทักษ์นี้เอง
ไลท์และเฮลเฟลชกลับไปที่เต็นท์ของตัวเองเพื่อพักผ่อน
พริบตาเดียวก็ผ่านไปครึ่งเดือน
เมืองปีศาจที่พวกไลท์ได้ทำลายลงไปตอนนี้ได้กลายเป็นเมืองที่กองทัพของพวกเอลฟ์ใช้ในการสร้างค่ายทหาร
แม้ว่าเมืองปีศาจจะถูกทำลายไปแล้วแต่ก็ยังมีพื้นที่ให้ใช้สอยมากมาย
เมืองปีศาจมีบ้านเรือนแบบคล้ายๆกับเผ่ามนุษย์มาก เป็นบ้านที่สร้างขึ้นมาจากไม้และหินเป็นจำนวนมาก
ไลท์และเบเรียลกำลังนั่งอยู่บนหลังคาของบ้านหลังหนึ่ง
“ ไม่รู้ว่าสงครามครั้งนี้จะจบลงเมื่อไหร่เนอะ ” เบเรียลพูดพร้อมกับถอนหายใจออกมา
นับตั้งแต่เริ่มสงครามมานี้ก็ผ่านมานานกว่าหนึ่งเดือนเศษแล้ว ทหารของเผ่าเอลฟ์ก็เสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่าสามล้านคนแล้วนอกจากนี้ระดับSก็เสียชีวิตไปไม่ต่ำกว่าสี่สิบคนส่วนแม่ทัพของเผ่าเอลฟ์ได้เสียชีวิตไปถึงห้าคน
แต่ทว่าทางด้านของเผ่าปีศาจได้เสียหายหนักกว่าทางนี้มาก ทหารเผ่าปีศาจเสียชีวิตไปกว่าแปดล้านตัว ตัวตนระดับSอีกเกือบหนึ่งร้อยและแม่ทัพปีศาจอีกสิบสี่ตัว
ทันใดนั้นบนท้องฟ้าที่ห่างไกลออกไปก็มีเรือบินจำนวนกว่าหนึ่งร้อยห้าสิบลำบินมายังเมืองปีศาจที่พวกไลท์อยู่
เรือบินแต่ละลำมีขนาดใหญ่มากกว่าเรือบินที่พวกไลท์ใช้ในการบินไปยังเกาะลอยฟ้าเสียอีก ซึ่งมันใหญ่กว่าถึงสิบเท่าเลยทีเดียว
ไลท์มองไปที่เรือบินด้วยความประหลาดใจ เพราะเรือบินเหล่านั้นสามารถบดบังท้องฟ้าสีครามให้กลายเป็นท้องฟ้าที่มืดมิดยามค่ำคืนได้เลย
“ นี้น่าจะเป็นกำลังเสริมของพวกเราแน่ๆ ” ไลท์หัวเราะออกมา
“ นายรู้ได้อย่างไง? ” เบเรียลถามด้วยความสงสัย
“ ก็เพราะทิศทางที่เรือบินมามันมาจากทิศทางของทวีปเอลฟ์ แถมตอนนี้กองทัพของมนุษย์สัตว์เองก็มาถึงแล้ว ซึ่งตอนนี้ยังเหลือเพียงแค่กองทัพของเผ่ามนุษย์เท่านั้นที่ยังมาไม่ถึง แต่นี้มันก็ผ่านมานานกว่าครึ่งเดือนแล้วก็น่าจะถึงเวลาที่จะเดินทางมาถึงแล้ว เพราะฉะนั้นฉันจึงคิดว่านี้น่าจะเป็นกองทัพของพวกเราเผ่ามนุษย์ ” ไลท์อธิบาย
“ นั้นสินะ ” เบเรียลเองก็เห็นด้วยความความคิดของไลท์
และไม่นานเรือบินก็ค่อยๆลงจอดอยู่นอกเมืองปีศาจ
ไลท์มองเห็นธงของสภาจอมเวทย์และธงอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากตั้งอยู่รอบๆเรือบิน
จากนั้นกองทัพมนุษย์ก็ค่อยๆเดินลงมาจากเรือบิน
จักรพรรดินีแฟร์ซ่าได้นำคนออกไปต้อนรับด้วยความจริงใจ
ไลท์เองก็ไปด้วยเช่นกัน
ผู้บัญชาการทหารของเผ่ามนุษย์ก็คือเฟลิกซ์ผู้พิทักษ์ของสภาจอมเวทย์
เฟลิกซ์และคนอื่นๆต่างก็ทักทายกับจักรพรรดินีแฟร์ซ่าเช่นกัน
ไลท์มองไปที่ผู้พิทักษ์ของสภาจอมเวทย์สามคนและนักผจญภัยระดับSSอีกสองคนด้วยความสนใจ
นอกจากเฟลิกซ์แล้วก็ยังมีอีกคนที่ไลท์รู้จักซึ่งก็คือผู้พิทักษ์แมคโวลัค
หลังจากที่ทักทายกันเสร็จเรียบร้อยแล้วจักรพรรดินีแฟร์ซ่าก็นำแม่ทัพของเผ่ามนุษย์มาทักทายกับแม่ทัพคนอื่นๆ เพราะต้องการให้ทั้งสามเผ่าพันธุ์รู้จักกัน
หลังจากนั้นก็เป็นงานเลี้ยงฉลองให้กับการมาถึงของกองทัพมนุษย์
ทางด้านไลท์เองก็พูดคุยกับเฟลิกซ์และแมคโวลัค ก่อนที่ทั้งสองคนจะแนะนำผู้พิทักษ์ทั้งสามและนักผจญภัยอีกสองคนที่ให้กับไลท์
“ นี้คือเอลเรนและคาเมล ทั้งสองคือผู้พิทักษ์ของสภาจอมเวทย์ส่วนนี้คือเทียนี่และสก็อต ทั้งสองเป็นนักผจญภัย ส่วนนี้ก็คือไลท์ ” เฟลิกซ์แนะนำให้กับทุกๆคนรู้จักกัน
เอลเรนเป็นผู้หญิงผมสีฟ้าอ่อน ใบหน้าดูงดงามพอๆกับเบเรียลแถมรูปร่างก็นับว่าทำให้หนุ่มๆน้ำลายไหลได้
ส่วนคาเมลเป็นชายวัยกลางคนใบหน้าดูดุดันรูปร่างสูงใหญ่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ ผมสีน้ำตาลเข้ม ดูยังไงก็เป็นใช้พละกำลัง
เทียนี่เป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง ใบหน้าดูเฉยเมยราวกับไม่ได้สนใจอะไรรอบๆตัว
สก็อตเป็นชายหนุ่มรูปร่างเตี้ย ใบหน้าดูเป็นมิตรและเข้าหาได้ง่าย
หลังจากที่ทำความรู้จักกันแล้วเอลเรนก็พูดขึ้นว่า “ นึกไม่ถึงเลยว่าเธอจะมาถึงระดับนี้ได้โดยใช้เวลาไม่นาน ”
ไลท์มองไปที่เอลเรนด้วยความประหลาดใจ
“ ไม่ต้องมองมาที่ฉันแบบนั้นก็ได้ เธอยังจำคุณยายมากาเร็ตได้ไหม? ” เอลเรนถามขึ้น
“ คุณยายมากาเร็ตงั้นหรอครับ? ” ไลท์พึมพำออกมาก่อนที่จะจำได้ว่าคุณยายมากาเร็ตคือคุณยายที่เปิดร้านขายของในเมืองไบซัน นอกจากนี้คุณยายมากาเร็ตก็ยังเป็นผู้ตรวจการของสภาจอมเวทย์อีกด้วย
“ จำได้แล้ว คุณยายมากาเร็ตที่อยู่ที่เมืองไบซันใช่ไหม? ” ไลท์ถามด้วยความไม่แน่ใจ
“ ใช่แล้วล่ะ คุณยายมากาเร็ตคือคุณยายของฉันเอง ในตอนนั้นคุณยายได้ติดต่อมาหาฉันว่าทำยังไงก็ได้ให้พาเธอเข้ามาเป็นสมาชิกของสภาจอมเวทย์ให้ได้ ในตอนนั้นฉันเองก็ไม่ได้เชื่อกับคำพูดของคุณยายสักเท่าไหร่ แต่พอมาถึงตอนนี้แล้วฉันรู้ได้ว่าคุณยายมองคนออกจริงๆ ” เอลเรนพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“ ที่แท้คุณก็คือหลานของคุณยายมากาเร็ตนั่นเอง ” ไลท์เข้าใจได้ทันทีและเข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้เรื่องราวของเขา