กำแพงรอบทางออกเริ่มสลาย
เนื้ออิฐสีเทาแตกเป็นผงจากขอบรอยแยกปูนแต่ละชิ้นร่วงได้ไม่ถึงพื้นก็ปลิวหายเป็นเถ้าสีซีดช่องด้านนอกจึงเปิดกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนคนสองคนพาหลินเยว่ผ่านได้
เสิ่นโม่จิ่นกลืนน้ำลาย รสคาวยังติดอยู่ในปากเมื่อเอ่ยเสียงจึงแหบกว่าปกติ
“รีบไป”
ไม่มีใครรอให้พูดซ้ำ
อวี้หลานดันเสี่ยวอันผ่านช่องเป็นคนแรกเด็กชายก้าวข้ามเศษปูนโดยไม่หันกลับ อาเฉิงตามไปติด ๆแล้วหันมารับแขนหลินเยว่จากด้านนอก
เหอเจิ้งกับป้าหรงจึงช่วยกันยกคนหมดสติผ่านรอยเปิดอย่างระวังไม่ให้ศีรษะชนขอบอิฐ
“คุณมาก่อน!” เหอเจิ้งหันกลับมาเรียก
“ไป”
คำเดียวทำให้เขาลังเลเพียงครู่ก่อนก้าวออกไปช่วยรับหลินเยว่เต็มตัว
เสิ่นโม่จิ่นรอจนเห็นคนทั้งหกผ่านพ้นแนวผนังเธอจึงย่อตัวลงโดยใช้ดิ้วพยุง มือซ้ายคว้าสายสิญจน์ซึ่งพันรอบอิฐดำครึ่งก้อนเศษชิ้นเล็กยังติดอยู่ข้างหน้ารอยตัดจึงถูกยกขึ้นมาพร้อมกัน
เส้นแดงข้างในยังเต้นอยู่ แม้ช้ากว่าเดิมมาก
'ของที่มันใช้สิงอยู่สินะ'
เธอไม่รู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร เห็นเพียงว่ามันหวงจนยอมโผล่ตัวจริงออกมาและตอนอิฐหักกำแพงทั้งตรอกก็พังตาม
'ฆ่ามึงไม่ไหว งั้นกูเอาของที่มึงหวงไปแล้วกัน'
มือสั่นเล็กน้อยตอนเปิดปากย่ามแต่สีหน้าเสิ่นโม่จิ่นยังเรียบเหมือนกำลังเก็บของซึ่งตกอยู่ข้างทาง
เธอหย่อนอิฐดำครึ่งก้อนพร้อมสายสิญจน์เข้าไปในมิติด้านในกดดิ้วให้หดสั้นแล้วฝืนยืนขึ้น
เสียงผีช่างก่อกำแพงครางอยู่ไกลออกไปหลังแนวอิฐที่กำลังสลายมันไม่ตามกลับมามีเพียงผงปูนก้อนสุดท้ายร่วงผ่านรอยซึ่งเคยเป็นใบหน้าแล้วหายไปก่อนแตะพื้น
เสิ่นโม่จิ่นก้าวผ่านทางออกเป็นคนสุดท้าย
ความสว่างจากโลกจริงกลืนตรอกอิฐ ผนังสองฝั่งร่องน้ำดำ และประตูสีแดงเข้าไปพร้อมกัน
หน้าต่างระบบสว่างขึ้นเต็มสายตา
ดันเจี้ยน 1 ดาว:กุ้ยต่าเฉียง รอดตายสำเร็จ
กำลังส่งผู้รอดชีวิตกลับสู่โลกจริง
ข้อความสตรีมซึ่งกำลังไหลอยู่ข้างสายตาขาดหายทันทีไม่มีคอมเมนต์ใหม่ปรากฏขึ้นอีกแม้แต่บรรทัดเดียว
พื้นอิฐเปียกใต้รองเท้าแตะเปลี่ยนกลับเป็นซีเมนต์แห้งในพริบตา
เสียงแตรรถดังแทรกเข้ามาก่อนภาพตรงหน้าจะชัดกลิ่นน้ำมันจากถนนปะปนกับกลิ่นซุปเผ็ดของร้านอาหารใกล้ปากตรอกแดดยามสายตกลงบนไหล่เสิ่นโม่จิ่นเต็ม ๆ จนดวงตาต้องหรี่ลง
ร่างกายของเธอรับการเปลี่ยนไม่ทัน
หัวเข่าทรุดวูบ ปลายดิ้วเหล็กกระแทกพื้นดังแกร๊กมือขวารีบกดด้ามไว้จึงประคองตัวไม่ให้ล้มหน้าคว่ำตามแรงส่ง
คนอีกหกคนถูกส่งกลับมาก่อนในระยะใกล้กัน
ป้าหรงเข่าทรุดลงข้างร่องระบายน้ำพอได้กลิ่นอาหารจากร้านตรงข้ามก็หันหน้าไปอาเจียนทันทีอวี้หลานนั่งลงกับพื้นทั้งที่ยังกอดเสี่ยวอันไว้เด็กชายซุกหน้าอยู่ตรงอกเธอและร้องออกมาเต็มเสียงเป็นครั้งแรก
เหอเจิ้งกับอาเฉิงปรากฏตรงกลางตรอกโดยมีหลินเยว่ค้างอยู่บนแขนคนหมดสติถูกแรงส่งกระตุกจนศีรษะหงาย
เหอเจิ้งรีบทรุดเข่ารับน้ำหนักส่วนอาเฉิงอ้าปากเรียกแต่ยังไม่มีเสียงหลุดออกมาแม้แต่คำเดียว
“ผู้รอดชีวิตออกมาแล้ว!”
เสียงตะโกนจากปากตรอกดังขึ้นพร้อมฝีเท้าหลายคู่
แถบกั้นสีแดงถูกยกออกชั่วคราว เจ้าหน้าที่ในชุดป้องกันวิ่งเข้ามาเป็นกลุ่มสองคนตรงไปหาหลินเยว่พร้อมเปลสนาม
อีกคนคุกเข่าข้างป้าหรงขณะที่เจ้าหน้าที่หญิงซึ่งถือเครื่องตรวจขนาดเท่าฝ่ามือเร่งฝีเท้ามาหาเสิ่นโม่จิ่น
“อย่าเพิ่งเดินค่ะ ขอเช็กชีพจรก่อน”
เจ้าหน้าที่จับข้อมือซ้ายของเธอเครื่องตรวจแตะลงบนผิวแล้วส่งเสียงเตือนติดกันสามครั้ง สีหน้าของคนถือเปลี่ยนทันที“พลังวิญญาณต่ำมาก ความดันกำลังตก เรียกเปลอีกตัว!”
เสิ่นโม่จิ่นมองคนซึ่งกำลังวิ่งไปหยิบเปลแล้วนึกถึงตอนออกจากดันเจี้ยนก่อนหน้านี้ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
'มาอีกแล้วสินะ'
“ฉันเดินได้” เธอบอก
“แต่ค่าบนเครื่อง...”
“ไหว”
เจ้าหน้าที่หญิงก้มมองดิ้วซึ่งกำลังรับน้ำหนักแทนขาข้างหนึ่งแล้วเงยกลับมามองใบหน้าซีดจางของเธอ เห็นชัดว่าไม่เชื่อคำพูดนั้นสักเท่าไร
แต่ยังไม่ทันเถียงเสียงจากวิทยุสื่อสารตรงไหล่ก็ดังขึ้น
“หน่วยตรวจเขต รายงานค่าหยินภายในตรอกยังไม่ลดย้ำ พื้นที่ดันเจี้ยนยังไม่สลาย ขอขยายแนวกั้นอีกยี่สิบเมตร”
เจ้าหน้าที่สองคนด้านหลังนำเสาโลหะปักลงบนพื้นเครื่องสแกนเหนือเสาส่องลำแสงสีแดงเข้าไปตามแนวอาคาร ตัวเลขบนจอกะพริบรัว ๆก่อนเปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์เตือน
“ปิดทางเข้าทั้งสองฝั่ง” หัวหน้าหน่วยสั่ง“ห้ามประชาชนผ่านจนกว่าทีมกำจัดจะมาถึง เขตนี้อาจดึงผู้เล่นเข้าไปซ้ำได้ทุกเมื่อ”
เสิ่นโม่จิ่นเหลือบมองตรอกซึ่งเพิ่งคายพวกเธอออกมา
ร้านค้าที่หายไปกลับมาตั้งอยู่ครบป้ายซ่อมรองเท้าแขวนเอียงเหมือนเดิม โคมกระดาษเก่าดับสนิทไม่มีประตูแดงหรือกำแพงอิฐยาวผิดระยะเหลือให้เห็น
ทว่าตรงด้านในสุดมีคราบสีเทาเส้นหนึ่งไหลย้อนขึ้นผนังก่อนถูกลำแสงจากเครื่องตรวจจับได้แล้วหายไปหลังมุมอาคาร
ดันเจี้ยนยังอยู่
ของในย่ามดำกระทบกันเบา ๆ ตอนเธอขยับไหล่อิฐครึ่งก้อนซึ่งเอาออกมาจากผียังอยู่ด้านใน ไม่มีใครเห็นตอนเธอเก็บและต่อให้เปิดดู ก็คงไม่มีใครรู้ว่าก้อนปูนซึ่งมีเส้นสีแดงอยู่ข้างในเกี่ยวข้องกับตรอกนี้อย่างไร
สำหรับเสิ่นโม่จิ่น มันยังเป็นเพียงของที่ผีหวงมากชิ้นหนึ่ง
“ผู้เล่นคนนี้พูดไม่ได้!”เหอเจิ้งตะโกนเรียกหน่วยแพทย์
อาเฉิงกำคอของตัวเองแล้วส่ายหน้าเจ้าหน้าที่ชายยื่นคำถามให้ตอบผ่านจอ เขาพยายามพิมพ์ชื่อแต่ช่องข้อความกลายเป็นสีเทาเหมือนตอนอยู่ในดันเจี้ยน ปลายนิ้วจึงเปลี่ยนไปกดคำว่า‘ไม่มีเสียง’ แทน
อีกด้านหนึ่ง หลินเยว่ถูกวางบนเปลเจ้าหน้าที่ตรวจรูม่านตาแล้วติดเครื่องวัดชีพจรตรงปลายนิ้วถังออกซิเจนขนาดเล็กถูกนำมาวางข้างศีรษะ ก่อนคนทั้งกลุ่มจะยกเปลออกไปทางปากตรอก
เสี่ยวอันยังเกาะอวี้หลานไม่ปล่อยป้าหรงรับน้ำจากเจ้าหน้าที่แต่ยกขึ้นดื่มไม่ได้เพราะมือสั่นเหอเจิ้งยืนอยู่ระหว่างคนเจ็บกับเสิ่นโม่จิ่นริมฝีปากขยับเหมือนมีคำถามหลายคำติดอยู่
สุดท้ายเขาพูดเพียง “ขอบคุณ”
เสิ่นโม่จิ่นปรายตามอง“รอดแล้วก็ดูคนของมึงก่อน”
เหอเจิ้งนิ่งไปครู่หนึ่งจากนั้นพยักหน้าและหันกลับไปช่วยเจ้าหน้าที่ประคองป้าหรง
หน้าต่างสีน้ำเงินปรากฏขึ้นกลางสายตาในจังหวะนั้น
บานแรกยังไม่ทันหยุดนิ่งบานที่สองกับสามก็ซ้อนตามขึ้นมา ทั้งข้อความรางวัล สถานะผู้เล่น และการแจ้งเตือนของขวัญเบียดกันจนบังหน้าเจ้าหน้าที่หญิงเกือบครึ่งหนึ่ง
“คุณได้ยินฉันไหมคะ” เจ้าหน้าที่ถาม
“อืม”
“มีอาการหูอื้อ เห็นภาพซ้อน หรือ...”
“เห็นระบบ”
คำตอบทำให้อีกฝ่ายหยุดถามชั่วคราวทุกวันนี้ผู้เล่นพูดกับหน้าต่างส่วนตัวซึ่งคนอื่นมองไม่เห็นบ่อยๆเจ้าหน้าที่จึงเพียงถอยไปครึ่งก้าวแล้วรอ
เสิ่นโม่จิ่นเลือกเปิดหน้าสรุปรางวัลก่อน
ผู้รอดชีวิตแต่ละคนได้รับรางวัลผ่านดันเจี้ยน:กระดาษวิญญาณ 100 ใบ
ตัวเลขรางวัลกะพริบหนึ่งครั้งแล้วเลื่อนขึ้นด้านบนบรรทัดใหม่ปรากฏตามมาเฉพาะหน้าจอของเธอ
ผู้เล่นเสิ่นโม่จิ่นได้รับ MVP
รางวัล MVP: กระดาษวิญญาณ200 ใบ
ไอเทมรางวัล: เศษอิฐผีบังตา 1 ชิ้น
เสิ่นโม่จิ่นมองชื่อไอเทมนานกว่าเงินรางวัลเล็กน้อยพอแตะข้อความ รายละเอียดสั้น ๆ ก็เปิดออกใต้บรรทัด
เศษอิฐผีบังตา
คุณสมบัติ:ใช้ตรวจสอบว่าเส้นทางตรงหน้าเป็นของจริงหรือภาพลวง
จำนวนครั้งที่ใช้ได้:1 ครั้ง
มันเป็นคนละชิ้นกับอิฐดำในย่ามอย่างชัดเจนรางวัลจากระบบมีภาพเป็นเศษอิฐสีเทาขนาดสองนิ้ว ขอบด้านหนึ่งสลักรูปดวงตาปิดส่วนก้อนที่เธอขโมยมาใหญ่กว่าฝ่ามือและยังมีเส้นสีแดงเต้นอยู่ข้างใน
'อันหนึ่งเอาไว้ดูทางอีกอันยังไม่รู้ว่าเอาไว้ทำเหี้ยอะไร'
เธอปิดคำอธิบายไอเทมเก็บเรื่องก้อนดำไว้ตรวจตอนอยู่คนเดียว แล้วเลื่อนไปยังหน้าต่างถัดไป
ผู้เล่นต้องการตั้งฉายาที่ปรากฏในหน้าจัดอันดับหรือไม่
ฉายาตั้งได้หนึ่งครั้ง หากต้องการเปลี่ยนต้องใช้ไอเทมจากร้านค้าวิญญาณ
ด้านล่างมีช่องว่างหนึ่งช่อง ชื่อเดิม‘เสิ่นโม่จิ่น’ แสดงอยู่เหนือกรอบในฐานะตัวตนผู้เล่น
เธอมองชื่อนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ร่างกาย บัตรประชาชนและบัญชีธนาคารยังต้องใช้ชื่อของเจ้าของร่างเพราะการมีเอกสารในโลกนี้ช่วยประหยัดปัญหาได้มาก
แต่ในดันเจี้ยน คนที่อ่านกฎ ลากเงากลับและดึงอิฐผีออกมาคือแม่มณี
ไม่ใช่เด็กผู้หญิงซึ่งทุกคนจำภาพว่าผลักเพื่อน
'ชื่อมึงกูใช้ดำรงชีวิต ส่วนชื่อในเกมกูเลือกเอง'
ปลายนิ้วแตะลงในช่องฉายา เธอพิมพ์ช้า ๆด้วยมือซึ่งยังสั่นเล็กน้อย
อย่ามายุ่งกับกู ถ้ามึงไม่แน่จริง
ข้อความยาวจนเกือบเต็มกรอบ ระบบตรวจอยู่สองวินาทีก่อนหน้าต่างยืนยันจะเด้งขึ้นมา
ยืนยันฉายาผู้เล่น: อย่ามายุ่งกับกูถ้ามึงไม่แน่จริง
เสิ่นโม่จิ่นกดตกลงโดยไม่แก้แม้แต่คำเดียว
หน้าต่างโปรไฟล์กะพริบชื่อเดิมหายออกจากส่วนที่ใช้แสดงต่อสาธารณะ ฉายาใหม่เลื่อนขึ้นไปแทน พร้อมข้อมูลสั้นๆ อีกสามบรรทัด
ฉายาผู้เล่น: อย่ามายุ่งกับกูถ้ามึงไม่แน่จริง
แรงก์ผู้เล่น: ไร้แรงก์
MVP สะสม: 1 ครั้ง
อันดับประเทศปัจจุบัน: 578,977
สถานะ: ไม่อยู่ใน 100 อันดับแรกของรอบจัดอันดับปัจจุบัน
ไม่มีรางวัลพิเศษสำหรับอันดับนั้นและชื่อของเธอไม่เข้าใกล้รายชื่อหนึ่งร้อยอันดับแรกในประเทศแม้แต่นิดหน้าต่างเพียงบันทึกข้อมูลแล้วพับกลับไปอยู่ตรงมุมสายตา
ก็ดีถ้าระบบตะโกนฉายาเต็มประโยคให้คนทั้งประเทศฟัง เธอคงปิดมันทิ้งก่อนอ่านจบ
หน้าต่างชั้นสุดท้ายยังค้างอยู่
สัญลักษณ์ไข่สีเขียวคล้ำเรียงเต็มแถบด้านบนบางฟองมีรอยแตก บางฟองมีแมลงวันวาดวนอยู่ข้างเปลือกภาพเหล่านั้นดูไม่มีส่วนใดคล้ายรางวัล
“.........”
สรุปของขวัญจากการถ่ายทอดสด
ของขวัญจากผู้ชม: ไข่เน่า 1,286 ฟอง
มูลค่ารวม: กระดาษวิญญาณ 1,286 ใบ
หักค่าระบบสตรีม: 70%
ยอดสุทธิ: กระดาษวิญญาณ 385 ใบ
เสิ่นโม่จิ่นกะพริบตาปริบ ๆ
หนึ่งฟองเท่ากับกระดาษวิญญาณหนึ่งใบระบบหักไปเกือบหมดแล้วยังเหลือมากกว่ารางวัล MVP เธอลากสายตากลับไปอ่านจำนวนไข่อีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เห็นตัวเลขเกินมา
หนึ่งพันสองร้อยแปดสิบหกฟอง
คนข้างนอกคงขว้างของพวกนี้ใส่หน้าจอจนมือชาโดยไม่รู้ว่าทุกครั้งที่กดด่า เงินส่วนหนึ่งกำลังไหลเข้ากระเป๋าคนซึ่งตัวเองเกลียด
'โอ้ ถูกเกลียดก็ไม่ได้แย่นี่หว่า'
มุมปากของเธอแทบไม่ขยับแต่ความคิดก่อนหน้าซึ่งอยากรีบปิดหน้าต่างเปลี่ยนไปทันทีเสิ่นโม่จิ่นแตะรับยอดโดยไม่ลังเล
กระดาษวิญญาณที่ได้รับจากดันเจี้ยนครั้งนี้: 685ใบ
ตัวเลขรวมจากรางวัลผ่านด่าน รางวัล MVP และของขวัญหลังหักระบบถูกโอนเข้าบัญชีผู้เล่นพร้อมกัน
หน้าต่างระบบดับลงทีละบานเหลือเพียงภาพตรอกจริงกับเจ้าหน้าที่ซึ่งยังวิ่งผ่านไปมา
เสิ่นโม่จิ่นมองจุดว่างตรงหน้า พยักหน้าแล้วพูดกับมันด้วยน้ำเสียงจริงจังพอๆ กับตอนต่อรองราคาของ
“ด่ากูอีกก็ได้นะ กูไม่ถือ”
เจ้าหน้าที่หญิงซึ่งยืนรออยู่ข้างกันเงียบไปหนึ่งจังหวะ“คุณพูดกับระบบหรือคะ”
“อือ”
“ระบบตอบอะไรไหม”
“ให้เงิน”
อีกฝ่ายมองเธอเหมือนอยากถามต่อแต่สุดท้ายเลือกก้มลงบันทึกค่าจากเครื่องตรวจแทน
เหอเจิ้งซึ่งเพิ่งส่งป้าหรงให้หน่วยแพทย์เดินกลับมาเขาหยุดห่างออกไปสองก้าว “คุณเสิ่น เรื่องสิ่งที่คุณใช้ในนั้น...”
“อย่าเสือก”
คำสองคำตัดบทก่อนคำถามจะตั้งเสร็จ
เหอเจิ้งปิดปากทันที เขามองย่ามดำตรงไหล่เธอแล้วเลื่อนสายตาไปยังดิ้วเหล็กแทน “งั้นอย่างน้อยให้เจ้าหน้าที่พาไปตรวจเถอะคุณแทบยืนไม่อยู่”
“จะกลับคอนโด”
“ในสภาพนี้?”
เสิ่นโม่จิ่นใช้ดิ้วดันตัวให้ยืนตรงกว่าเดิมผลคือหน้ามืดจนภาพตรงขอบตาพร่าลงครู่หนึ่งเธอรอให้อาการผ่านไปแล้วจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูแผนที่
ตำแหน่งคอนโดอยู่ห่างออกไปไม่กี่ช่วงตึก
“อืม”
เหอเจิ้งฟังคำตอบแล้วเหมือนหมดเรื่องจะเถียงเขาถอนหายใจ ก่อนถอยเปิดทางให้ แต่ยังยกมือชี้หน่วยแพทย์ซึ่งจอดรถอยู่ริมถนน“ถ้าจะล้มก็เรียกก่อน อย่าฝืนเดินหายไปเฉย ๆ”
เธอไม่ได้รับปาก
เจ้าหน้าที่หญิงติดแผ่นตรวจชั่วคราวไว้ตรงข้อมือเสิ่นโม่จิ่นแล้วส่งแบบยืนยันปฏิเสธการขึ้นรถพยาบาลมาให้
เธอกดลายนิ้วมือลงบนหน้าจอ รับบัตรประชาชนคืนและขยับย่ามดำขึ้นบนไหล่
ของด้านในชนผ้าเบา ๆ
เสิ่นโม่จิ่นตบย่ามหนึ่งครั้ง “อยู่เงียบ ๆเดี๋ยวค่อยดู”
ก้อนอิฐดำไม่ส่งเสียงตอบ
เธอกดดิ้วให้ยาวพอใช้แตะพื้นช่วยพยุงแล้วเดินออกจากแนวกั้นด้วยจังหวะช้ากว่าปกติ
รถบนถนนยังติดเป็นแถวยาวร้านอาหารซึ่งถูกสั่งปิดชั่วคราวกำลังยกหม้อกลับเข้าไปด้านในส่วนป้ายเตือนเขตวิญญาณหน้าแยกยังเปิดไฟสีแดงกะพริบ
คอนโดของเสิ่นโม่จิ่นอยู่เลยตึกสีขาวตรงหัวมุมไปไม่ไกล
เธอเดินไปทางนั้นโดยไม่หันกลับมามองตรอกอีก
*****
อีกสถานที่หนึ่ง—ลู่เฉินหยวน
หน้าจอสตรีมตรงหน้าดับเป็นสีดำทันทีหลังข้อความเคลียร์ดันเจี้ยนหายไปลู่เฉินหยวนวางมือบนโต๊ะรอให้ภาพซึ่งเพิ่งดูจบเลือนออกจากความทรงจำเหมือนสตรีมดันเจี้ยนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา
หนึ่งนาทีผ่านไป เขายังจำคำว่า“มองมันให้น้อยหน่อย” ได้ครบทุกพยางค์ จำวิธีที่เธอไม่โจมตีร่างผีแต่เลือกดึงอิฐดำและจำเงาซึ่งเริ่มไหลออกจากปลายเท้าก่อนแทรกหายไปตามรอยกำแพงได้ชัดเจน
แม้หน้าจอตรงหน้าจะไม่เหลือภาพหน้าชัดๆให้ย้อนดูอีกแล้วก็ตาม
ลู่เฉินหยวนจ้องเงาสะท้อนของตัวเองบนจอสีดำโดยไม่ลืมสิ่งที่เสิ่นโม่จิ่นทำแม้แต่จังหวะเดียว