แสงรุ่งอรุณฉายแสงทั่วภูเขาลั่วซาน ฝูงนกตัวเล็กตัวใหญ่ร้องเซ็งแซ่กังวานทั่วผืนนภาออกหากินแต่เช้าตรู่ หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้นั่งบนอาชาศึกสีดำมันเลื่อม ด้านหลังมีองค์รัชทายาท องค์ชายสาม องค์ชายห้าและหก องค์ชายทั้งหมดและเชื้อพระวงศ์ล้วนควบอยู่บนอาชาตัวโปรดประจำกาย การจัดพิธีล่าสัตว์ครั้งนี้เพื่อเป็นการฝึกปรือเหล่าทหาร ฝึกซ้อมการขี่ม้าและยิงเกาทัณฑ์ รวมถึงสร้างความรื่นเริงให้แก่เชื้อพระวงศ์และเหล่าขุนนาง
กฎกติกาในครั้งนี้หลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้กำหนดให้ สัตว์ขนาดเล็กที่ล่าได้อาทิ หมูป่า กระต่าย นก หรืองูให้คะแนนสิบแต้ม หากเป็นสัตว์ใหญ่อย่าง วัวป่า กระทิง กวางจะได้ยี่สิบแต้ม แต่หากเป็นสัตว์ดุร้ายอย่างราชสีห์ เสือ หมีหรือหมาป่าได้ห้าสิบแต้ม หากผู้ใดได้แต้มสูงสุดสามารถขอพระราชทานรางวัลเป็นสิ่งที่ปรารถนาได้หนึ่งอย่าง หลังจากโจวกงกงขันทีใหญ่อธิบายกฎกติกา แก่องค์ชายและเหล่าขุนนางผู้เข้าร่วมการล่าสัตว์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เหล่าบุรุษทั้งหลายจึงเร่งควบม้ามุ่งตรงเข้าไปในป่าเบื้องหน้า มือถือเกาทัณฑ์พร้อมธนูหัวโลหะคมกริบเสียบอยู่บนแล่งหนังหลังอานม้า
ส่วนพวกสตรีรวมตัวกันนั่งจิบชาในศาลาใหญ่ ที่ถูกตระเตรียมไว้อย่างพร้อมพรัก พวกนางสนทนา ดีดพิณ เล่นหมากล้อมสร้างความบันเทิงฆ่าเวลารอเหล่าบุรุษล่าสัตว์กลับมา ซึ่งในกรณีนี้ยกเว้นเจียวอวี๋ หลังจากกินอาหารเช้าร่วมกับบิดาที่กระโจมเสร็จ นางแอบเดินย่องไปหาจื่อจางหมิ่นแต่เช้า
“พี่ใหญ่ท่านเข้าไปในป่าหลังเขาเป็นเพื่อนข้าดีหรือไม่”
“เจ้าจะเข้าป่าไปทำอันใด ในป่านั่นอันตรายยิ่งนัก ข้าได้ยินสหายบอกว่าเมื่อคืนได้ยินเสียงเสือคำรามออกมาจากในป่านั่น”
“พี่ใหญ่ ข้าได้ออกมาเที่ยวทั้งที ไม่อยากรออยู่แต่ในกระโจม ช่างน่าเบื่อนัก ท่านไปกับข้าได้หรือไม่ หากเสือออกมาท่านก็จัดการฆ่ามันให้ข้าเสีย เป็นอย่างไร” เจียวอวี๋กล่าวน้ำเสียงออดอ้อนดั่งเช่นที่นางเคยทำทุกครายามเป็นเด็กน้อย และพี่ชายผู้นี้มักใจอ่อนทนคำรบเร้าของนางไม่ได้ จะต้องตอบตกลงในทันที
“ไม่ได้! ข้ามีงานต้องทำ หากเจ้าเบื่อก็สามารถเดินเล่นแถวนี้ได้แต่อย่าออกจากเขตที่พัก พื้นที่นอกจากเขตที่พักล้วนเป็นบริเวณล่าสัตว์ ทั้งสัตว์อันตรายทั้งลูกธนูไม่มีตา เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่”
จื่อจางหมิ่นกล่าวปฏิเสธไม่เห็นด้วยทันทีกับความคิดเหลวไหลของน้องสาว เขาขู่ให้นางกลัว เพราะพื้นที่บริเวณเขาลั่วซานนั้นอันตรายจริงๆ
“เจ้าค่ะ” เจียวอวี๋รู้สึกผิดหวังที่พี่ชายปฏิเสธคำร้องขอของนาง ใบหน้างดงามดุจหยกสลักพลันบึ้งตึง ทำให้จื่อจางหมิ่นรู้สึกเห็นใจพลางใจอ่อนกับน้องสาวขึ้นมาจริงๆ เขาชอบเห็นนางยิ้มหัวเราะและมีความสุข จึงตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อทดแทนความรู้สึกผิดหวังของนาง
“หากข้าเสร็จงานแล้ว จะสอนเจ้ายิงธนูดีหรือไม่”
เจียวอวี๋เบิกตาโตดำขลับ ปากแดงระเรื่อวาดขึ้นจนเห็นไรฟัน
“ได้ ยามเซิน [1] ข้าจะรอพี่ใหญ่ที่ลานฝึกธนู”
สตรีในห้องหอที่ได้ฝึกวิชาของบุรุษนั้นโอกาสหาได้ยากยิ่ง เจียวอวี๋จึงรู้สึกคิดไม่ผิดที่ได้ติดตามบิดามาครั้งนี้ เมื่อเห็นจื่อจางหมิ่นเดินกลับไปปฏิบัติหน้าที่แล้ว เจียวอวี๋จึงเรียกอาฟู่ให้เตรียมพร้อม เมื่อครู่เพียงลองหยั่งเชิงพี่ชาย หากโชคดีเขาอาจจะพาไป แต่ทว่าผลก็ไม่ผิดจากที่คาดไว้ ดังนั้นนางจึงได้เตรียมการไว้แต่แรกแล้ว หากพี่ชายปฏิเสธนางก็จะเข้าป่าไปเอง เจียวอวี๋หาได้เกรงกลัวคำข่มขู่ของพี่ชายไม่ หากพลาดการหาสมุนไพรครั้งนี้ อาจไม่มีโอกาสครั้งหน้าแล้วก็เป็นได้ ตอนนี้ทั้งบิดาและพี่ชายล้วนติดตามหลี่ห่าวอู๋ฮ่องเต้เข้าไปล่าสัตว์ในป่าของเขาลั่วซาน ช่วงเวลาดีมาถึงแล้ว
“เจ้าพร้อมรึยัง”
เจียวอวี๋เอ่ยถามอาฟู่ อาฟู่พยักหน้าเป็นสัญญาณว่าเตรียมพร้อมแล้ว เจียวอวี๋และอาฟู่ค่อยๆ ย่องเดินเสียงเงียบ แอบลอบหนีออกมาจากพวกองครักษ์ที่จื่อถงจัดเตรียมไว้ให้ดูแลความปลอดภัย
นายบ่าวสองคนเดินด้วยฝีเท้าแผ่วเบาไปทางด้านหลังกระโจม แล้วจึงเดินลัดเลาะเข้าสู่เขตล่าสัตว์ป่า เมื่อเดินไปชั่วระยะเวลาหนึ่งก้านธูป [2] เจียวอวี๋ได้ยินเสียงเหล่าบุรุษทั้งหลายที่กำลังล่าสัตว์ลอยมาเป็นระยะๆ นางเดินอ้อมไปยังป่าด้านหลังทิศตะวันออกของภูเขาลั่วซาน น้ำใสสะอาดจากยอดภูเขาไหลรวมกันกลายเป็นลำธารสายเล็กสายหนึ่ง เจียวอวี๋เดินเลียบลำธารขึ้นไปโดยมีอาฟู่เดินตามหลัง จากพื้นกรวดหินเปลี่ยนเป็นพื้นหญ้าและใบไม้ รายล้อมด้วยต้นไม้ที่พร้อมใจกันทิ้งใบเพราะอากาศเหน็บหนาว
หางตาเจียวอวี๋เหลือบเห็นลูกหยางเหมย์ [3] บนต้นไม้ มือเรียวเด็ดผลออกมาจากกิ่งแล้วนำเข้าปากทันที ความเปรี้ยวหวานแทรกซึมกระจายทั่วลิ้น ใบหน้าหมดจดเหยเกหรี่ตาลงเพราะความเปรี้ยวเข็ดฟัน อาฟู่เห็นใบหน้าคุณหนูของตนจึงอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“อาฟู่ เจ้าลองชิมดูแล้วเด็ดที่เหลือใส่ถุงผ้า ข้าจะเอาไปหมักกับสุราไป๋จิ่ว [4] หยางเหมย์ช่วยบำรุงโลหิตและสมองเจ้าเก็บไปเยอะหน่อย”
อาฟู่จ้องมองปากน้อยๆ ของเจียวอวี๋งับขึ้นงับลงยามเปล่งวาจา สีแดงสดจากผลหยางเหมย์เคลือบผิวปากของคุณหนูยิ่งขับให้ใบหน้าขาวผุดผ่องยิ่งกว่าเดิม ริมฝีปากแดงราวกับทาชาดไว้ทว่ากลับดูธรรมชาติไม่คล้ายแต่งเติมเสริมสีใดๆ กอปรกับเดินมาระยะเวลาหนึ่ง พวงแก้มนวลสองข้างแต้มสีชมพูระเรื่อจากเลือดฝาด อาฟู่จดจ้องจนเหม่อลอยจึงลืมขานรับเจียวอวี๋
“อาฟู่ เจ้าเป็นอะไรไป ไม่สบายรึ”
“อ๋อ…เปล่าเจ้าค่ะคุณหนู วันนี้คุณหนูงดงามมาก บ่าวเลยเผลอเหม่อมองไปชั่วครู่” เจียวอวี๋เพียงยกยิ้มบาง มิได้ใส่ใจนัก คำพูดทำนองนี้นางได้ยินมานักต่อนัก จนไม่รู้ว่ามาจากใจจริง หรือเพียงคำประจบเอาอกเอาใจตามมารยาทกันแน่
เจียวอวี๋ก้มลงดึงต้นชวนซินเลี่ยน [5] จากโขดหินขึ้นมา ชวนซินเลี่ยนในป่าเขาลั่วซานมีขนาดใบใหญ่กว่าที่อื่น เนื่องจากอากาศดี มีความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าและไม่ได้รับการรบกวนจากมนุษย์
ทว่าทันใดนั้นเอง เจียวอวี๋ก็พลันได้ยินเสียงฝีเท้าเหยียบย่ำลงบนหิมะและใบไม้แห้งดังแว่วมาแต่ไกล เสียงนั้นเย็นเยียบปานสายลมฤดูเหมันต์ที่พัดผ่านเข้ามาโดยไม่ให้รู้ตัว อาฟู่สะดุ้งเฮือก หันขวับไปยังทิศที่ต้นเสียงดังมา
เมื่อเห็นสิ่งที่ใกล้เข้ามา ดวงตาสองข้างพลันเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจ กล้ามเนื้อทั้งร่างเกร็งแน่นราวกับถูกตรึงตอกด้วยหมุดเหล็กขนาดใหญ่ ก่อนจะเปล่งเสียงกรีดร้องออกมาด้วยความกลัวสุดขีด เสียงนั้นดังก้องสะท้านท่ามกลางความเงียบงันของผืนป่า ขาสองข้างพลันอ่อนแรงฟุบลงนั่งอย่างควบคุมมิได้
หมาป่ายักษ์ขนาดใหญ่ ขนหยาบสีเทาหม่น สูงใหญ่เกินห้าศอก [6] กำลังทะยานร่างพุ่งเข้าหาเจียวอวี๋อย่างรวดเร็วด้วยท่วงท่าอำมหิต ดวงตาแดงฉานราวโลหิตสดฉายแววเกรี้ยวกราด ประหนึ่งอสูรร้ายที่หลุดจากหุบเหวลึก มุ่งหมายจะฝังเขี้ยวขย้ำลงบนลำคอระหงนั้นโดยไม่ปรานี เจียวอวี๋ถึงกับตะลึงงัน ความหวาดกลัวแล่นปราดไปทั่วกาย ร่างบอบบางแข็งทื่อดุจหินผา มิอาจขยับแม้เพียงปลายนิ้ว ความตื่นตระหนกจับขั้วหัวใจจนลืมหายใจไปชั่วขณะ
เชิงอรรถ^ตั้งแต่เวลา 15.00 – 17.00 น.^เท่ากับเวลา 60 นาที หรือ 1 ชั่วโมง^ลูกเบย์เบอร์รี่จีน หรือ สตอเบอรรี่จีน มีสีแดงเข้ม ฉ่ำน้ำ มีรสหวานและเปรี้ยว^สุรากลั่น มีกลิ่นเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์ หมักด้วยข้าวฟ่าง ข้าวเหนียว หรือข้าวจ้าว^ฟ้าทะลายโจร^ประมาณ 150 เซนติเมตร