ฟ้าในวันนั้นมิได้เป็ฟ้าเช่นที่สรรพชีวิตเคยรู้จัก
เหนือผืนโลกอันกว้างใหญ่ ท้องนภาถูกฉีกออกเป็รอยแผลมหึมา ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากม่านฟ้าให้แยกออกจากกันอย่างไร้ความปรานี ด้านหนึ่งของรอยแยกนั้นสว่างไสวด้วยแสงสีทองบริสุทธิ์ แสงนั้นสงบนิ่ง งดงาม และแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ทำให้ทุกสรรพสิ่งรู้สึกอยากยอมจำนนโดยไม่รู้ตัว ขณะที่อีกด้านหนึ่งกลับมืดสนิทและลุกไหม้ไปด้วยเพลิงสีแดงดำที่ไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้ เปลวเพลิงนั้นมิได้ส่องสว่าง หากแต่ดูเหมือนจะกลืนกินแสงและกฎเกณฑ์ของสรรพสิ่งเข้าไปอย่างเงียบงัน
ระหว่างแสงและความมืดนั้น คือสนามรบที่ไม่มีมนุษย์คนใดควรได้เห็น
ูเาที่เคยตั้งตระหง่านแตกสลายเป็ผงธุลี แม่น้ำสายใหญ่พลิกกลับทิศทางราวกับกฎของโลกถูกบิดเบือนจนไร้ความหมาย มิติรอบด้านส่งเสียงแตกหักเป็ระยะราวกับกำลังรับน้ำหนักของพลังที่ไม่ควรปรากฏอยู่พร้อมกันในที่เดียว ทุกย่างก้าว ทุกการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตในสนามรบแห่งนี้ ต่างสามารถเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศและทำลายสมดุลของโลกได้โดยง่ายดาย
นี่คือมหาาระหว่างเทพและมาร
าที่มิได้เกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงอำนาจของผู้ใด หากแต่เป็การตัดสินว่าโลกทั้งใบจะอยู่ภายใต้ “ลิขิต” ที่ถูกกำหนดไว้ หรือถูกฉีกทิ้งลงสู่ความโกลาหลที่ไร้การควบคุม
กองทัพเทพยืนเรียงรายอยู่เบื้องหน้าแสงสีทอง ปราณศักดิ์สิทธิ์แผ่กระจายออกจากร่างของพวกเขาอย่างเป็ระเบียบ ราวกับคลื่นที่ซ้อนทับกันอย่างสมบูรณ์แบบ เกราะของพวกเขาเปล่งประกายสว่างไสว เส้นลวดลายบนเกราะเคลื่อนไหวอย่างแ่เบาเหมือนมีชีวิต และทุกสายตาต่างมองไปยังจุดเดียวกัน—ศูนย์กลางของสนามรบ
ตรงกันข้ามกับความเป็ระเบียบของเทพ กองทัพมารกลับแผ่ขยายออกจากความมืดอย่างไร้รูปแบบ เงาร่างบิดเบี้ยวปรากฏขึ้นทีละตน บางตนสูงใหญ่ราวกับูเา บางตนมีปีกสีดำแผ่กว้างจนบดบังแสงทั้งหมด บางตนมีดวงตานับไม่ถ้วนที่กะพริบไปมาพร้อมกันอย่างน่าขนลุก ปราณปีศาจที่แผ่ออกมาจากพวกมันดิบเถื่อนและรุนแรงจนทำให้มิติรอบข้างบิดเบี้ยว
เหนือกองทัพทั้งสองฝ่าย มีร่างสองร่างยืนเผชิญหน้ากัน
ชายในเกราะทองยืนอยู่ท่ามกลางแสงศักดิ์สิทธิ์ เส้นผมสีเงินของเขาปลิวไหวตามกระแสพลังที่ปั่นป่วน ใบหน้าสงบนิ่งไร้คลื่นอารมณ์ ดวงตาสีทองลึกสงบจับจ้องไปยังฝ่ายตรงข้ามราวกับกำลังมองสิ่งที่ถูกกำหนดให้ “ต้องถูกลบออก” จากโลกนี้
ตรงข้ามเขา คือจ้าวแห่งมาร
ร่างของเขาสูงใหญ่ ผิวกายแตกร้าวเหมือนหินลาวาที่กำลังเย็นตัว เส้นเืสีแดงดำเรืองแสงอยู่ใต้ิั ดวงตาทั้งสองมืดสนิท แต่ภายในกลับมีเปลวไฟที่ไม่ยอมดับลุกไหม้อยู่เงียบ ๆ โซ่ตรวนสีดำจำนวนมากพันรอบร่างของเขา แต่โซ่เ่าั้มิได้ทำให้เขาดูอ่อนแอ ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งขับให้เขาดูน่าเกรงขามยิ่งขึ้น ราวกับสัตว์ร้ายโบราณที่แม้ถูกพันธนาการก็ยังพร้อมจะฉีกโลกทั้งใบให้แหลกสลาย
“ความมืดของเ้ากัดกินโลกมานานพอแล้ว”
ชายในเกราะทองเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาไม่ดัง แต่กลับก้องไปทั่วสนามรบราวกับคำตัดสินที่ไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้ “วันนี้ทุกสิ่งจะต้องสิ้นสุด”
จ้าวแห่งมารหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นทำให้ความมืดรอบตัวกระเพื่อมเหมือนมีชีวิต
“สิ้นสุด?”
เขาทวนคำช้า ๆ ราวกับกำลังลิ้มรสคำพูดนั้น “เ้าพูดคำนี้มากี่ครั้งแล้ว หรือแท้จริงแล้วสิ่งที่เ้า้าสิ้นสุดไม่ใช่ข้า…แต่เป็สิ่งที่ข้าเป็กันแน่”
แสงในดวงตาของชายเกราะทองไม่เปลี่ยนแปลง “สิ่งที่เ้าเป็คือความโกลาหล”
“และสิ่งที่เ้าเป็คืออะไรเล่า” จ้าวมารถามกลับ รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าที่แตกร้าว “ผู้กำหนดลิขิต? ผู้ตัดสินว่าอะไรควรอยู่หรือควรถูกลบ?”
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาจับจ้องไปยังท้องฟ้าที่ถูกฉีกออกเป็สองภาค “ลิขิตที่เ้าพูดถึงนั้น งดงามก็จริง…แต่ก็เป็เพียงกรงขังที่เ้าสร้างขึ้นเพื่อให้ทุกสิ่งเดินตามเส้นทางที่เ้า้าเท่านั้น”
คำพูดนั้นทำให้สนามรบเงียบลงชั่วขณะหนึ่ง แม้การต่อสู้ระหว่างกองทัพจะยังดำเนินต่อไป แต่พลังของทั้งสองฝ่ายที่เผชิญหน้ากันอยู่เบื้องบนกลับกดทับทุกเสียงจนแทบหายไป ราวกับโลกทั้งใบกำลังเฝ้ารอฟังคำตอบ
ชายเกราะทองยกมือขึ้นอย่างช้า ๆ วงแสงขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือศีรษะของเขา โครงสร้างของมันซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบายได้ เส้นสายจำนวนมากซ้อนทับกันเป็ชั้น ๆ เคลื่อนไหวอย่างแม่นยำราวกับฟันเฟืองของจักรวาลที่ไม่มีวันผิดพลาด
“ลิขิตไม่ใช่สิ่งที่ต้องเชื่อ” เขากล่าวช้า ๆ “แต่มันคือสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น”
เมื่อคำพูดนั้นสิ้นสุดลง แสงสีทองนับไม่ถ้วนก็หลั่งไหลลงมาจากฟ้าเหมือนมหาสมุทรแห่งแสง กองทัพเทพเคลื่อนไหวพร้อมกัน ปราณศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาเชื่อมต่อเข้ากับวงแสงเหนือฟ้า กลายเป็พลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าสิ่งมีชีวิตธรรมดาจะจินตนาการได้
ในเวลาเดียวกัน จ้าวมารแผดเสียงคำราม ปราณปีศาจสีแดงดำพุ่งออกจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง คลื่นพลังนั้นแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง ทำให้เทพหลายตนถูกซัดกระเด็นออกไป รอยแยกในมิติขยายตัวกว้างขึ้น ูเาที่เหลืออยู่พังทลายลงอีกครั้ง
สองพลังที่ขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิงปะทะกันกลางเวหา
แสงและความมืดกลืนกินซึ่งกันและกัน เสียงะเิดังต่อเนื่องจนแยกไม่ออกว่าเป็เสียงของพลังหรือเสียงของโลกที่กำลังแตกสลาย ทุกครั้งที่พลังทั้งสองปะทะกัน มิติรอบข้างจะบิดเบี้ยวและฟื้นคืนในเสี้ยววินาที ราวกับกฎของโลกถูกเขียนขึ้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
แม้จะอยู่ท่ามกลางความโกลาหลนั้น ร่างของทั้งสองยังคงยืนหยัด
ชายในเกราะทองก้าวไปข้างหน้าเพียงก้าวเดียว แต่ก้าวนั้นกลับทำให้แสงทั้งหมดในสนามรบเคลื่อนตัวตามเขา ราวกับโลกทั้งใบกำลังยอมรับการเคลื่อนไหวของเขา
จ้าวแห่งมารยกมือขึ้นรับ คลื่นพลังสีดำพุ่งเข้าปะทะแสงศักดิ์สิทธิ์โดยไม่ถอยแม้แต่น้อย ดวงตาของเขาลุกไหม้ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่มีวันดับ
“หากเ้าคิดว่าสามารถจบทุกอย่างได้ด้วยลิขิตของเ้า” เขากล่าวเสียงต่ำ “ก็ลองดูว่าลิขิตนั้นจะทนต่อความจริงของข้าได้นานเพียงใด”
การปะทะครั้งใหญ่กว่าทุกครั้งก่อนหน้าเกิดขึ้น
แสงและความมืดะเิออกจากจุดศูนย์กลาง แผ่กระจายไปทั่วท้องฟ้า รอยแยกขนาดมหึมาขยายตัวออกอีกครั้ง เสียงแตกหักดังลั่นราวกับโลกทั้งใบกำลังถึงขีดจำกัด
และในวินาทีนั้น ไม่มีผู้ใดรู้ได้ว่าฝ่ายใดกำลังได้เปรียบ
เพราะมหาาระหว่างเทพและมาร…ยังไม่จบลง
แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ดีว่าการปะทะครั้งถัดไป จะเป็จุดตัดสินที่ไม่มีทางย้อนกลับได้อีก
และในจุดตัดสินนั้น ไม่ใช่เพียงชีวิตของเทพหรือมารที่จะถูกกำหนด หากแต่เป็ชะตาของโลกทั้งใบที่จะถูกเขียนขึ้นใหม่ตามผลลัพธ์ของาครั้งนี้