สดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว]

เล่มที่ 6 บทที่ 160 การเก็บตัวสิ้นสุด

        ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไรที่ลมก่อตัวเป็นพายุทอร์นาโดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งร้อนเมตรปรากฏขึ้นในสายตาของเขา พายุทอร์นาโดรตรงหน้าเหมือนเสาที่เชื่อมต่อกับท้องฟ้าและกำลังหมุนมาทางภูเขากองกระดูกอย่างช้าๆ แรงลมพัดผ่านร่างของเขาอย่างรุนแรงต่อเนื่อง หมอกสีขาวก็ถูกดูดเข้าไปในเสาพายุทอร์นาโดอย่างต่อเนื่อง ทำให้เส้นผ่านศูนย์กลางของเสาพายุก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และเข้าปกคลุมภูเขากองกระดูกอย่างช้าๆ

        แรงดูดมหาศาลที่ไม่อาจต่อต้านได้เกิดจากกระแสลมที่หมุนวนอยู่บนท้องฟ้า

        ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ถูกโยนขึ้นมาอย่างต่อเนื่องจากหุบเหวน้ำแข็งลมหนาวเหล่านี้ราวกับสามารถจับต้องได้ ซุนเฟยถอยกลับมาที่ตรงกลางพื้นที่ลึกลับ เขารู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นที่เป็นเหมือนเข็มกำลังทิ่มแทงลงมาที่ใบหน้าของเขา ความหนาวเย็นแบบนี้มันเกินกว่าที่ซุนเฟยรู้จักเสียอีก หากร่างของเขาไม่ได้โคจรเวทมนตร์อัคคีของจอมเวทเอาไว้ เกรงว่าตอนนี้เขาคงถูกแข็งตายไปแล้ว ในขณะเดียวกัน ไอร้อนก็พ่นออกมาตามรอยแตกบนพื้นที่เหมือนใยแมงมุมไม่หยุด บางครั้งบางคราวก็มี 'เปลวไฟแห่งแกนโลก' สีส้มอมเหลืองปะทุออกมา เสริมให้ไอร้อนที่แผ่พุ่งขึ้นมาน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม แม้กระทั่งพื้นหินที่แข็งแกร่งก็ดูเหมือนจะถูกหลอมละลายจนอ่อนนุ่มไปหมด

        พลังสองขั้วที่แตกต่างกันกำลังเข้าปะทะกันอย่างดุเดือดในพื้นที่ลึกลับ

        การปะทะกันระหว่างความร้อนและความเย็นได้พัฒนาเป็นสภาพอากาศแสนมหัศจรรย์

        ทีแรกซุนเฟยคิดจะเปิดประตูมิติหนีออกไปจากสถานที่ที่อันตรายและรุนแรงแห่งนี้แต่ส่วนลึกของหัวใจที่ไม่รู้มาจากตรงไหน ได้ตะโกนร้องบอกกับตัวเองว่า ต้องอยู่ที่นี่ อยู่เพื่อได้รับสิ่งที่เหนือกว่าที่ตัวเองจะคาดฝัน

        ความรู้สึกแปลกๆ นี้ เดี๋ยวเลือนรางเดี๋ยวแจ่มชัดเหมือนเสียงเรียกของคนรักที่ใกล้ชิด

        ซุนเฟยไม่ใช่คนบุ่มบ่ามที่พอเห็นผลประโยชน์อยู่ตรงหน้าก็จะกระโจนเข้าไปโดยไม่รักชีวิตของตัวเองกลับกันเขาเป็นคนที่รอบคอบระมัดระวังเป็นอย่างมาก แต่ครั้งนี้ ไม่รู้ทำไมเขาถึงได้ดึงดันจะอยู่ต่อ ซุนเฟยหยิบเชือกออกมาจากเข็มขัดมิติแล้วผูกตัวเองอย่างแน่นหนากับเสาหินที่แข็งแรงไม่ไกลจากภูเขากองกระดูก เขาใช้สองมือกอดรัดเสาหินไว้แน่น ป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกดูดเข้าไปในเสาพายุทอร์นาโดที่กำลังขยายใหญ่ขึ้น ในขณะเดียวกันซุนเฟยก็เร่งโคจรเวทมนตร์ในร่างของตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เพื่อไม่ให้ตนถูกความหนาวเย็นและความร้อนจากใต้ดินบุกรุกเข้ามาในร่าง

        นี่เป็นขั้นตอนที่เจ็บปวดมาก

        แม้ว่าจะมี 'ทักษะของอาร์แคนน่า' ชุดเกราะสีเขียวระดับ 7 ปกป้องร่างอยู่ แต่พลังงานความร้อนที่มาจากรอยแตกบนพื้นและความหนาวเย็นที่มาจากหุบเหวลึกก็ไม่ใช่สิ่งที่จะต้านทานไว้ได้หมด มันมีบางส่วนที่ทะลุชุดเกราะเข้าไปในร่างของซุนเฟย ความเจ็บปวดนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ธรรมดาๆ จะทานทนได้ ดูเหมือนว่าความเจ็บปวดในตอนที่ถูกฤทธิ์ยาของ 'น้ำยาฮัลค์' ปรับเปลี่ยนโครงสร้างร่างกายยังเทียบไม่ได้กับตอนนี้ที่เดี๋ยวหนาวจับขั้วหัวใจ เดี๋ยวร้อนจนร่างกายแทบละลาย อย่างไรก็ตามซุนเฟยกลับรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเป็นพลังทำลายที่ร้ายกาจของสองขั้วพลังที่แตกต่างกัน คอยสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนทรมานเขา ระดับความแข็งแกร่งในร่างของเขาดูเหมือนว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ สิ่งปนเปื้อนบางอย่างในอากาศถูกความเย็นและความร้อนทำลายล้างจนหมดสิ้น...

        ในระหว่างกระบวนการนี้ ซุนเฟยแทบประคองสติไว้ไม่อยู่ เขามองไปยังภูเขากองกระดูกที่ถูกพายุทอร์นาโดเข้าปกคลุมเขม็งเพราะก่อนหน้านี้ได้เขายินเสียงเรียกแปลกๆ ดังมาจากภูเขากองกระดูก

        ตอนนี้ก้อนน้ำแข็งและไอหนาวเย็นยังคงถูกพ่นออกมาจากในหุบเหวเรื่อยๆเช่นเดียวกันกับรอยแตกบนพื้นดินที่ยังคงปล่อยไอร้อนออกมาอย่างไม่อ่อนข้อให้เช่นกันการปะทะกันของสองขั้วอำนาจก่อให้เกิดหมอกสีขาวและการไหลเวียนของอากาศรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องในอากาศก็ยังคงมีเสียงฟ้าผ่า จากสภาพอากาศที่คงที่ก็กลายเป็นสภาพอากาศที่แปรปรวนรุนแรงขึ้นมา

        เส้นผ่านศูนย์กลางของพายุทอร์นาโดก็ยิ่งขยายใหญ่ขึ้นสุดท้ายพลังทำลายของพายุทอร์นาโดที่ปกคลุมกองกระดูกสีขาวก็รุนแรงมากขึ้นเสียงครึ่กๆ ดังออกมาจากภูเขากองกระดูกกระดูกขนาดใหญ่ถูกแรงลมมหาศาลดึงออกมาก่อนจะลอยหายเข้าไปในลมพายุ

        กระดูกที่อยู่บนพื้นจำนวนมากก็ค่อยๆ ถูกลมพายุหมุนฉีกกระชาก พายุทอร์นาโดเริ่มหมุนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอากาศ

        ซุนเฟยค้นพบจุดที่แปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่งไม่รู้ว่าทำไม ไม่ว่าลมพายุจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหนตั้งแต่ตอนที่เกิดขึ้นมา ทว่าตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้ มันยังคงอยู่ตรงจุดที่เป็นศูนย์กลางของพื้นที่ลึกลับแห่งนี้ ลมพายุยังคงหมุนอยู่เหนือภูเขากองกระดูกไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหนแรงลมยิ่งมาก็ยิ่งแรงขึ้น สุดท้ายกระดูกจำนวนมากก็ถูกดูดเข้าไปในพายุกระดูกสีขาวเหมือนข้าวฟ่างที่บินว่อนอยู่ในสายลม

        นี่คือแหล่งที่มาของแรงดูดที่น่าเกรงขามที่เขาเจอในตอนแรก

        เมื่อยี่สิบวันก่อนซุนเฟยก็คิดมาตลอดว่าแรงดูดที่น่าเกรงขามในตอนนั้นมันมาที่ไหน? ตอนนี้ความจริงทั้งหมดได้ปรากฏขึ้นมาแล้ว ที่แท้ปรากฏการณ์นี้ก็เกิดจากสภาพอากาศของพายุทอร์นาโดนี่เอง เห็นได้ชัดว่าแรงลมของพายุทอร์นาโดนี้มันแรงกว่าที่ซุนเฟยเคยรู้จักเสียอีก ไม่น่าล่ะ แรงดูดในคราวนั้นถึงได้รุนแรงนัก

        เมื่อภูเขากองกระดูกนี้ถูกพายุทอร์นาโดดูดขึ้นไปในกลางอากาศซุนเฟยก็มองเห็นสิ่งที่อยู่ใต้ภูเขากองกระดูก

        มันดูเหมือนเศษผงกระดูก หลังจากที่พวกโครงกระดูกทั้งหมดถูกพัดขึ้นไปแล้ว เศษผงกระดูกที่มีน้ำหนักเบาก็ถูกพัดตามขึ้นไปติดๆ แทบจะทันที

        ดวงตาของซุนเฟยเบิกกว้าง ฉายแววไม่อยากจะเชื่อ

        เพราะเขาเห็นวงเวทที่อยู่ภายใต้ผงกระดูกและวงเวทนั่นก็ยังคงโคจรพลังเวทอยู่แสงสว่างเรืองรองเป็นประกายขึ้นก่อตัวเป็นประตูมิติสีฟ้าเหมือนกับประตูมิติของโลก Diablo มันเป็นประตูมิติรูปวงรีสีฟ้าที่สูงประมาณสองเมตรกว่าและมีแสงสีน้ำเงินจางๆ เป็นประกายอยู่รอบๆ

        ในตอนนั้นเอง เขาก็เหมือนได้ยินเสียงเรียกของคนสนิทกำลังเรียกหาเขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

        ซุนเฟยแน่ใจแล้วว่าเสียงเรียกพวกนี้จะต้องมาจากประตูมิติตรงหน้าแน่ๆ

        สิ่งที่อยู่ด้านหลังของประตูมิติกำลังเรียกหาเขา?

        ทันใดนั้น ซุนเฟยแทบจะอดใจไม่ไหวอยากที่จะตัดเชือกที่มัดตัวเองทิ้งแล้วพุ่งเข้าไปในประตูมิตินั่นตรงๆแต่วินาทีต่อมา สติปัญญาที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดได้ฉุดรั้งเขา ไม่ต้องสงสัยเลยถ้าเขาตัดเชือกที่มัดอยู่จะต้องถูกดูดเข้าไปในพายุอันน่าสะพรึงกลัวนี้แน่ๆจากนั้นเขาก็จะถูก ‘โครงกระดูกปีศาจ’ที่มีความคมยิ่งกว่าศาสตราวุธใดๆลอยเข้ามากระหน่ำร่างเขาด้วยความเร็วสูงสุดจนกลายกลายเป็นซากเนื้อเละๆ ไม่มีทางที่พายุทอร์นาโดตรงหน้าจะสงบลงง่ายๆ ดังนั้นการเข้าใกล้ประตูมิติก็คงไม่สามารถทำได้

        เขาต้องหาวิธีอื่น

        ซุนเฟยสงบจิตใจตัวเองลง

        หลังจากผ่านไปประมาณสามสี่ชั่วโมงความเร็วในการโยนก้อนน้ำแข็งและพ่นไอความหนาวเย็นของหุบเหวลึกก็ค่อยๆ ช้าลงเช่นเดียวกับไอความร้อนที่พ่นออกมาจากรอยแตกบนพื้นดินที่ค่อยๆ ช้าลงผลที่ตามมาคือความรุนแรงในการปะทะของพลังทั้งสองขั้วในอากาศก็เริ่มอ่อนกำลังลงฝนที่กำลังอยู่เหนื่อยหัวก็ค่อยๆหยุด สายฟ้าแลบก็หายไปแรงลมพายุตรงหน้าซุนเฟยเริ่มอ่อนลงแล้ว

        หลังจากที่ทุกอย่างเปลี่ยนไปตามที่ซุนเฟยคาดการณ์ไว้

        เมื่อลมพายุที่อ่อนกำลังลง กระดูกขนาดใหญ่ที่ถูกดูดเข้าไปในพายุก็ทยอยร่วงลงมากระดูกจำนวนมากพากันตกลงมาชนเข้ากับประตูมิติและวงเวทบนพื้นแต่ก็ไม่ได้สร้างความเสียงหายใดๆ ยิ่งพายุสงบลงมากเท่าไรกระดูกที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ยิ่งร่วงหล่นมากเท่านั้นพวกมันหล่นลงมาซ้อนทับกันอย่างต่อเนื่องไม่หยุดค่อยๆก่อตัวกลายเป็นภูเขากองกระดูกอันใหม่พายุทอร์นาโดเหมือนมือยักษ์ที่กำลังจัดวางตำแหน่งโครงกระดูกต่างๆ อย่างคล่องแคล่วจากฐานใหญ่ค่อยๆเล็กลงเรื่อยๆ จนท้ายที่สุดก็กลายเป็นภูเขากองกระดูกที่สมบูรณ์

        จากนั้นเศษผงกระดูกที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าก็ร่วงลงมาใส่ภูเขากองกระดูก

        แม้ว่าพายุทอร์นาโดจะอ่อนกำลังลง แต่มันก็ยังคงทำให้ภูเขากองกระดูกสั่นไหวไม่หยุด เศษผงกระดูกก็แกว่งไหว สุดท้ายก็ร่วงลงไปตามซอกเล็กๆ ของภูเขากองกระดูกแล้วหายไป...ในที่สุด พายุทอร์นาโดก็สลายไป กระดูกทั้งหมดก็ซ้อนทับกันอย่างหนาแน่นเหมือนเดิมประหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น

        ซุนเฟยมองตาค้าง

        นี่มันอัศจรรย์เกินไปแล้ว!

        นี่คือผลงานของธรรมชาติอย่างแท้จริง!

        ที่แท้ภูเขากองกระดูกก็สร้างขึ้นมาแบบนี้นี่เองทุกๆ ยี่สิบวันจะเกิดการปะทุของรอยแยกและหุบเหวครั้งหนึ่งและก่อให้เกิดปรากฏการณ์มหัศจรรย์ขึ้นบนพื้นที่ลึกลับแห่งนี้ ในขณะเดียวกันภูเขากองกระดูกก็จะถูกสร้างขึ้นใหม่อีกครั้งนี่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมครั้งแรกที่ซุนเฟยพบภูเขากองกระดูกแห่งนี้ ถึงเห็นเป็นปิรามิดสีขาวที่เหมือนเพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ๆทั้งๆ ที่ที่นี่ไม่มีวี่แววของสิ่งมีชีวิตใดๆเหลืออยู่

        เมื่อนึกถึงประตูเวทย์มนต์และวงเวทย์ลึกลับที่ถูกกดทับด้วยภูเขากองกระดูกก็ทำให้ซุนเฟยพยายามมุดเข้าไปในภูเขากองกระดูก แต่ว่ามันยากมากแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเข้าไปข้างในภูเขากองกระดูกนี้ได้ ‘โครงกระดูกปีศาจ’ เชื่อมต่อกันอย่างแนบสนิทจนแทบไร้ช่องว่าง ซุนเฟยสามารถดึงกระดูกในชั้นๆแรกๆออกมาได้เท่านั้น ส่วนชั้นอื่นๆเนื่องจากกระดูกเหล่านั้นมันแข็งเกินไปทำให้งัดออกไม่ได้ แม้ว่าจะพยายามใช้ดาบฟันมันแล้วก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถเปิดมันออกได้อยู่ดี

        “ดูเหมือนว่าต้องหาแผนที่ดีกว่านี้!”

        หลังจากพยายามงัดแงะมาครึ่งวันซุนเฟยก็ได้แต่ปลง คงต้องรอให้เขามีพลังที่แข็งแกร่งกว่านี้จนสามารถต้านทานแรงลมของพายุทอร์นาโดนี้ได้และทำให้เขาสามารถเดินเข้าไปหาประตูมิติที่ถูกภูเขากองกระดูกกดทับไว้แต่ตอนนี้ คงไม่สามารถทำได้!

        ยังถือว่าซุนเฟยได้รับประโยชน์ไม่น้อยสำหรับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นร่างของเขาแข็งแกร่งขึ้นหลังจากที่ทนแรงกดดันของพลังความร้อนและความหนาวที่พยายามแทรกซึมเข้ามาในร่างตอนนี้อย่างน้อยๆ พลังของเขาก็สามารถเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งขั้นเดิมทีโครงสร้างร่างกายของซุนเฟยก็พิเศษอยู่แล้ว ขนาดที่ว่า แม้จะดื่ม 'น้ำยาฮัลค์' ลงไปก็ไม่เกิดผลอะไรขึ้นคาดไม่ถึงว่า ภายใต้สถานการณ์แบบนั้นจะทำให้ร่างกายของเขาได้รับการยกระดับขึ้นมา

        สำหรับซุนเฟยแล้ว การที่ความแข็งแรงทางกายภาพเพิ่มขึ้น นับว่ามีประโยชน์อย่างมาก

        เพราะมันหมายความว่าความแข็งแรงทางกายภาพของตัวละครทุกตัวในโลก Diablo ก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

        หลังจากนั้นซุนเฟยก็ตัดสินใจกลับไปที่โลก Diablo เพื่อทำการฝึกฝนต่อ

        วันเวลาหมุนเปลี่ยนไป พริบตาเดียวก็มาถึงวันที่สิบ ในสิบวันมานี้ ซุนเฟยทำแต่เรื่องซ้ำๆ ไม่สังหารมอนสเตอร์เพื่ออัพเลเวลก็ใช้พลังชี่แท้ของโหมดมือสังหารในการบุกเบิกเส้นทางคลื่นพลังและสร้างคัมภีร์ใหม่ๆ ไม่ก็ไปช่วยชาร์ซีออกแบบชุดเกราะหรือไม่ก็ตามไปเรียนรู้เรื่องเวทมนตร์ทุกชนิดกับแม่ชีอาคาร่าและตาเฒ่าเคน...

        กำหนดการหนึ่งเดือนสิ้นสุดลงแล้วได้เวลาที่เขาจะกลับไปที่เมืองแซมบอร์ด!

           ------------------------

คล้ายกับเรื่องสดุดีมหาราชา [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน