“เฮ้ เจ้าหนูตรงนั้นน่ะใช่ ๆ เธอนั่นแหละ”
เรย์ไม่แน่ใจว่าใช่ตนเองไหมที่ถูกเรียกแต่เขาก็ยังหันไปมองอีกฝ่าย
ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมคนหนึ่งที่ด้านหลังสะพายบาร์ดิเช่เล่มยาว สวมใส่เกราะเบาที่พบเห็นได้ทั่วไป ทำหน้าตามุ่งมั่นเดินตรงเข้ามาเอ่ยทักทาย
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
ร่างกายเขาแทบหยุดชะงักการเจริญเติบโตเนื่องจากสภาวะจำศีลแม้แต่ระบบการแพทย์ปัจจุบันยังให้คำตอบกับเรื่องนี้ไม่ได้
ทำให้ตอนนี้เมื่อเทียบกับแปดปีที่แล้วจึงดูเติบโตขึ้นกว่าเดิมไม่มากนักการจะถูกมองว่าเด็กเพราะถูกเข้าใจผิดไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องแปลกและตัวเขาไม่ได้คิดจะแก้ไขความเข้าใจผิดนั่นด้วย
“สนใจร่วมกลุ่มกับพวกเราไหมพอดีคนที่นัดไว้ดันมีปัญหากะทันหัน ทำให้ขาดตำแหน่งระวังหลังไปหนึ่ง”
ชายคนดังกล่าวชี้ไปทางกลุ่มเพื่อนของตนอีกสามคนซึ่งกำลังยืนโบกมือให้
“ดูจากลักษณะเธอคงจะเป็นมือใหม่สินะเพิ่งมาครั้งแรกงั้นรึ?”
“ทำไมถึงคิดอย่างนั้นล่ะครับ”
เขาหรี่ตาลงอย่างระมัดระวัง เลือกตอบคำถามด้วยคำถามในสำนวนเย็นชาเหมือนยามปกติดูห้วน ๆ ไปสักหน่อยสำหรับผู้ที่พบกันเป็นครั้งแรกเพราะเรย์รู้ดีว่าหากแสดงออกอย่างสุภาพแต่เพียงผิวเผิน กลับจะเสียมารยาทต่ออีกฝ่าย
“ก็นะ... เธอลองสังเกตคนที่นี่สิอย่างแรกถ้าไม่มั่นใจในฝีมือของตัวเองจริง ๆก็ไม่มีใครมาลุยเดี่ยวพร้อมกับใส่ชุดเหมือนอยู่บ้านแบบนี้กันหรอก นอกจากเป็นชุดแบบวัดตัวสั่งตัดเป็นพิเศษก็อีกเรื่อง...ส่วนอย่างที่สอง คนส่วนใหญ่มักรวมกลุ่มกันเพื่อช่วยระวังหลังให้แก่กันมากกว่า และเพื่อผลประโยชน์ในหลายๆ ปัจจัย ไม่มีใครบ้าพอจะมาลุยดันเจี้ยนเดี่ยว ๆ หรอก”
เรย์ก้มมองเชิ้ตขาวสวมทับด้วยแจ็คเก็ตสีดำ พร้อมกางเกงสแล็คกับรองเท้าผ้าใบสีเทาของตัวเองแล้วก็พยักหน้าไม่สัมผัสถึงความมุ่งร้ายในน้ำเสียงนั่น จึงปรับท่าทีของตนเองให้เป็นมิตรมากขึ้นหน่อย
“...ก็จริงนะครับ”
ยิ่งมองไปรอบ ๆแล้วก็เป็นอย่างที่อีกฝ่ายว่า คงไม่มีใครบ้าพอจะมาลุยเดี่ยวในสภาพแบบนี้
“สรุปเธอเป็นแบบไหนกันล่ะ”
นั่นสินะตัวเขาก็เคยมีช่วงเวลาที่พวกพ้องคอยระวังหลังให้กันและกันเมื่อนานมาแล้ว
“ผม...อาซากุระครับ เป็นมือใหม่จริง ๆ รบกวนช่วยชี้แนะด้วย”
เรย์โค้งคำนับ แต่ก็ไม่ได้ไว้ใจอีกฝ่ายแค่คิดว่าน่าสนใจที่จะได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจึงตอบตกลง และไม่ลดความระมัดระวังลงเลยสักนิดเดียว
“ฮะฮ้า ยินดี ๆเรียกฉันว่า ‘อะงุนิ’ ก็ได้ งานก็ง่ายๆ แค่เดินตามพวกฉันไว้ก็พอ”
หลังจากนั้นอะงุนิพาเรย์ไปรู้จักกับกลุ่มของตนทุกคนดูเป็นกันเอง ไม่มีใครแสดงทีท่าดูถูกที่เห็นว่าเขาเป็นมือใหม่ชายที่ชื่ออะงุนิได้อธิบายให้เขาฟังว่าจะแบ่งเงินตอบแทนจากการขายของที่ได้จากดันเจี้ยนเป็นห้าส่วนตามจำนวนสมาชิก
“เกะกะเป็นบ้า”
ระหว่างที่ยืนสนทนากันอยู่นั้นอะงุนิถูกชนจนตัวเอียงโดยฮันเตอร์กลุ่มใหญ่ซึ่งเดินผ่านพวกเขาไปเกือบสิบคน สายตาที่แต่ละคนมองมาในช่วงเวลาที่ได้สบตากันนั้นแฝงไว้ด้วยความเหยียดเล็กน้อย
สภาพอุปกรณ์สวมใส่เก่า ๆของพวกคุณอะงุนิ ดูหมองไปเลยเมื่อเทียบกับเครื่องแต่งกายของฮันเตอร์กลุ่มใหญ่นั่น ด้วยคุณภาพที่ดีเยี่ยมขนาดมือสมัครเล่นอย่างเขายังดูออกถึงมูลค่าของมัน
“ชิ! คิดว่าเป็นกิลด์ใหญ่แล้วจะทำตัวกร่างยังไงก็ได้เรอะ”
ชายคนหนึ่งเข่นเขี้ยวพึมพำเบาๆ อย่างเจ็บใจ แต่ถึงจะมีเสียงแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนขนาดนั้นแล้วก็ยังไม่กล้าเข้าไปแสดงตัวหาเรื่องอีกฝ่าย
เมื่อมีการรวมกลุ่มของฮันเตอร์ขึ้นเป็นจำนวนมากฮันเตอร์ทั้งหลายจึงสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘กิลด์’ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนจากการรวมกลุ่มผนึกกำลังกันของพวกเขาเอง
กิลด์ที่เก่งกาจนั้นมีทั้งพลังและเงินมากมายมหาศาลด้วยพละกำลังและเงินทุนมากขนาดนั้น พวกเขาก็ยิ่งติดตั้งอุปกรณ์ที่มีประสิทธิภาพยกระดับความสามารถในการบุกพิชิตดันเจี้ยนระดับสูงและนำของมีค่าที่สูงล้ำกว่ากลับมาขายและจากการทำแบบนี้ซ้ำไปซ้ำมา พวกเขาก็ยิ่งมีความแข็งแกร่งมากขึ้น
ใช่แล้ว พวกเขาสามารถทำตัวกร่างได้จริงๆ
“ฉันไม่เป็นไรไม่ต้องใส่ใจเจ้าพวกนั้นหรอก... ไป ๆ เตรียมตัวให้พร้อมใกล้ได้เวลาเกทปรากฏเต็มทีแล้ว”
สิ้นคำพูดของอะงุนิบรรยากาศโดยรอบก็เริ่มเปลี่ยนโดยพลัน
มวลพลังงานบางอย่างเข้ามารวมตัวกันจนเกิดเป็นก้อนประจุพลังงานทรงกลมขนาดยักษ์กลางลานกว้าง และค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น
ครั้งแรกที่เขาเห็นมันคือมองจากที่ไกลๆ เมื่อแปดปีก่อน แต่หนนี้มีโอกาสได้พินิจมันในระยะใกล้ ลักษณะของมันเหมือนเขตแดนคลุมเครือที่เกิดการผสมของสีแห่งยามรุ่งสางและย่ำค่ำหรือจะเรียกว่าเป็นจุดศูนย์กลางสีดำที่เกิดจากสีทั้งหลายมาผสมกันก็ย่อมได้
ทุกคนในบริเวณโดยรอบไม่มีใครตื่นตกใจราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่พบเห็นได้ทุกวัน
“เกทสีน้ำตาลงั้นเหรอ...นายพกรูนส่องสว่างมาหรือเปล่า”
อะงุนิพึมพำหลังจากเห็นสีของเกทเปลี่ยนแปลงในตอนท้ายก่อนหันไปไถ่ถามเพื่อนในกลุ่มของตน
โดยแต่ละสีของเกทบ่งบอกถึงคุณลักษณะของพื้นที่ภายในดันเจี้ยน
สีแดงพื้นที่ร้อนระอุมักจะเป็นดินแดนแห่งไฟหรือภูเขาไฟ
สีเขียวพื้นที่ป่า อาจเต็มไปด้วยพืชพันธุ์และมอนสเตอร์ประเภทสัตว์ป่า
สีน้ำตาลวงกตใต้ดินหรือเขตถ้ำที่มืดมิด
สีน้ำเงินพื้นที่ทะเลหรือโบราณสถานใต้น้ำ ที่มีบรรยากาศชุ่มชื้นและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเล
สีฟ้าพื้นที่ลุ่มน้ำ บึง หรือแหล่งน้ำธรรมชาติ
สีครีมเขตทะเลทราย อากาศร้อนและพื้นที่แห้งแล้ง
สีเทาเขตหุบเขา ที่มีภูมิประเทศสูงต่ำและทุรกันดาร
สีเหลืองเมืองที่ยังคงอยู่ในสภาพดี หรือเมืองที่ถูกทิ้งร้าง
สีม่วงอวกาศ หรือพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้โดยปกติ
สีขาวพื้นที่ลอยฟ้า สถานที่อาจเต็มไปด้วยหมู่เกาะบนฟากฟ้า
สีดำพื้นที่รังมอนสเตอร์ผสมกับข้อมูลโครงสร้างของโลกดั้งเดิมแสดงถึงดันเจี้ยนที่มีลักษณะซับซ้อนและไม่แน่นอน
สีทอง เรียกว่า เหรดดันเจี้ยน หรือ อาบีสดันเจี้ยน (AbyssDungeon) ซึ่งมักจะมีความยากและอันตรายสูงมากที่สุดมีกฎเกณฑ์และเงื่อนไขในการพิชิตแตกต่างจากดันเจี้ยนประเภทอื่นๆ ทางเข้าของมันมักปรากฏขึ้นพร้อมกันหลายแห่งทั่วโลกเปิดโอกาสให้มีกิลด์จากหลากหลายประเทศได้มาเผชิญหน้ากัน
หากเกทที่พบมีสีคละกันจะหมายถึงการผสมผสานคุณลักษณะของดันเจี้ยนตามสีที่ปรากฏอยู่ในเกทนั้นทำให้พื้นที่ภายในดันเจี้ยนมีความหลากหลายและท้าทายมากขึ้น การระบุสีของเกทจะทำให้ฮันเตอร์สามารถเดาลักษณะภูมิประเทศและสิ่งมีชีวิตที่พวกเขาจะต้องเผชิญเช่น สีเขียวอาจหมายถึงป่าทึบที่เต็มไปด้วยมอนสเตอร์พันธุ์ไม้หรือพืชวิเศษสีแดงอาจบ่งบอกถึงมังกรไฟหรือหินเพลิงที่หายากเป็นต้น
สีที่แตกต่างกันยังช่วยประเมินถึงประเภทของวัตถุดิบที่มีโอกาสสามารถล่าและนำกลับมาเพื่อค้าขาย หรือใช้ในการคราฟต์อาวุธและปรุงยาได้ทำให้ฮันเตอร์สามารถวางแผนเพื่อรวบรวมทรัพยากรที่ต้องการได้ล่วงหน้า
ทางสมาพันธ์จะมีเครื่องมือวัดพลังงาน‘อีเธอร์’ ที่เกทปล่อยออกมา เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ฮันเตอร์สามารถประเมินความเสี่ยงและระดับของมอนสเตอร์ได้ในระดับหนึ่ง
การแจ้งข้อมูลในแอพของสมาพันธ์ช่วยให้ฮันเตอร์สามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ทำให้สามารถวางแผนการเข้าดันเจี้ยนได้อย่างเหมาะสมมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการเตรียมอาวุธ อุปกรณ์ และยาหรือเรียกใช้เสาะหาสมาชิกทีมที่มีความสามารถเฉพาะทาง เหมาะสมกับดันเจี้ยนนั้น ๆ
“ฉันมีอยู่อันหนึ่งวัดจากปริมาณอีเธอร์ที่เหลือน่าจะพอให้ใช้ได้ถึงสิบสามชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ”
“อืม...เพื่อความไม่ประมาท เดี๋ยวฉันไปซื้อสำรองเพิ่มไว้อีกสักอันแล้วกัน... ซวยชะมัดไอ้พ่อค้าพวกนั้นคงฉวยโอกาสอัปราคากันน่าดู...เอาเป็นว่าค่ารูนหักเงินจากรายได้รอบนี้คงไม่มีปัญหานะ”
อะงุนิกล่าวพร้อมกับถามความเห็นจากทุกคน
“ลงทุนเพื่อความปลอดภัยใครจะกล้ามีปัญหากันล่ะเจ้าบ้า ไปซื้อมาเถอะ”
เพื่อนในกลุ่มหัวเราะขึ้นราวกับคำถามของอะงุนิเป็นเรื่องไร้สาระ
ระหว่างรออะงุนิเรย์มองดูฮันเตอร์หลายคนก่อนหน้าเดินไปหยุดยืนข้างใต้สิ่งที่ถูกเรียกว่าเกทก่อนร่างกายจะระเหิดเป็นฝุ่น และถูกดูดเข้าไปยังก้อนทรงกลมขนาดยักษ์นั่น
ไม่นานนักหลังจากอะงุนิได้หินรูนกลับมา ก็มองหน้าและเอ่ยถามสมาชิกทุกคน
“ทุกคนพร้อมนะ”
“อือ ไปลุยกันเถอะ!”
พวกเขาเดินไปรวมตัวกันที่ใต้ทรงกลมขนาดยักษ์และก็เหมือนกับกลุ่มอื่น ๆ ร่างกายของพวกเขาระเหิดเสมือนเป็นเศษฝุ่น ถูกดูดหายวับเข้าไปด้านในสิ่งที่เรียกว่า‘เกท’