ตอนที่ 28: บทสนทนาในแสงเทียนและสิ่งที่อาจารย์ใหญ่เลือกจะเชื่อ
แสงทินกรยามอัสดงเคลื่อนคล้อยต่ำลงจนแทบจรดยอดสน ทอประกายสีสุวรรณอมส้มทอดยาวอาบไล้ไปทั่วแนวเขาของสำนักวิถีเมฆา สายลมจากหุบเขาลึกพัดพากลิ่นหอมของไม้สนและไอเย็นแห่งยามราตรีที่กำลังคืบคลานเข้ามา ลอยระเรื่อผ่านทางเดินศิลาอย่างแ่เบา
หลินอันก้าวเท้าขึ้นบันไดหินสู่ศาลาหลักของสำนักเป็ครั้งที่สองในรอบสัปดาห์ ฝีเท้าของเขายังคงเงียบเชียบไร้สุ้มเสียง สีหน้าเรียบสงบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น จนยากที่ผู้ใดจะคาดเดาได้ว่าภายในห้วงคำนึงนั้นกำลังคิดสิ่งใดอยู่
ครานี้เขาไม่ได้ส่งคนมาแจ้งข่าวล่วงหน้า ทว่าศิษย์รับใช้ที่ทำหน้าที่เฝ้าอยู่หน้าประตูกลับไม่ได้เอ่ยปากซักไซ้ให้มากความ เพียงค้อมศีรษะลงเล็กน้อยก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
"ท่านอาจารย์ใหญ่กำลังจิบชาอยู่ที่ระเบียงด้านหลังขอรับ ท่านกำชับไว้ว่าหากศิษย์พี่หลินอันมาถึง ให้เข้าไปพบได้เลย"
หลินอันพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนเดินอ้อมผ่านโถงหลักมุ่งหน้าไปยังระเบียงหินด้านหลัง
ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำให้อารมณ์ของยามเย็นดูเงียบสงบยิ่งกว่าทุกครา อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้เนื้อแข็งตัวเก่า สายตาทอดมองออกไปยังแนวเทือกเขาไกลโพ้นที่กำลังถูกย้อมด้วยแสงสุดท้ายของวัน ถ้วยชาเคลือบดินเผาวางอยู่ใกล้มือ ไอร้อนสีจางยังคงลอยกรุ่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
ท่านไม่ได้หันหน้ากลับมา แต่กลับเอื้อนเอ่ยขึ้นก่อนที่ชายหนุ่มจะทันได้เปิดปาก
"นั่งลงก่อนเถิด ชาในกายังเหลืออยู่พอดี เ้ารินดื่มเองได้เลย"
น้ำเสียงของผู้าุโราบเรียบและเป็กันเอง คล้ายคลึงกับชายชราที่กำลังต้อนรับสหายคุ้นหน้า มากกว่าจะเป็เ้าสำนักที่ผู้คนต่างยำเกรง
หลินอันทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งหินด้านข้าง ก่อนเอื้อมมือหยิบป้านชาดินเผาขึ้นมาริน กลิ่นหอมละมุนของดอกเก๊กฮวยลอยขึ้นแตะจมูก มันช่างแตกต่างจากชาสมุนไพรรสขมปร่าที่เขามักชงดื่มยามอยู่เพียงลำพัง ทว่ากลับให้ความรู้สึกสงบผ่อนคลายอย่างประหลาด ชายหนุ่มยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ ก่อนจะเอ่ยเข้าเื่โดยไม่อ้อมค้อม
"วันนี้ฉีหล่านปรากฏตัวที่สำนักขอรับ"
อาจารย์ใหญ่หันหน้ามามองเป็ครั้งแรก แววตาของท่านไม่ได้ตื่นตระหนกใ ทว่าความสงบนิ่งเมื่อครู่ได้แปรเปลี่ยนเป็ความระแวดระวังในทันที
"เขามาเพียงลำพังงั้นรึ"
"ขอรับ" หลินอันวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแ่เบา "และเขาก็กลับออกไปแล้ว โดยไม่ได้ลงมือทำร้ายผู้ใดในสำนัก"
จากนั้นชายหนุ่มจึงเริ่มบอกเล่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นบริเวณลานฝึกหลังหอโอสถอย่างกระชับ เขาเลือกถ่ายทอดเฉพาะข้อมูลที่จำเป็ และละทิ้งรายละเอียดบางประการออกไปอย่างแเี
"เขาแจ้งว่าได้ถอนตัวจากสัญญารับจ้างของตระกูลเทียนฉางแล้ว ด้วยเหตุผลที่ว่าผู้ว่าจ้างจงใจปิดบังข้อมูลสำคัญ"
อาจารย์ใหญ่นิ่งรับฟังจนจบประโยค ก่อนจะกล่าววิเคราะห์ออกมาอย่างเชื่องช้า
"และข้อมูลสำคัญที่พวกมันจงใจปิดบัง ก็คือตัวเ้านั่นเอง"
นั่นมิใช่ประโยคคำถาม หากแต่เป็ข้อสรุปที่ท่านสามารถประเมินได้ด้วยสติปัญญาของตนเอง
หลินอันยกชาขึ้นจิบอีกครั้งก่อนตอบรับ
"ดูเหมือนจะเป็เช่นนั้นขอรับ"
สายลมยามเย็นพัดโชยผ่านระเบียงหิน เงาของต้นสนเบื้องล่างไหวเอนโอนอ่อน อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนยกถ้วยชาขึ้นดื่มด่ำ ั์ตาทอดมองกลับไปยังแนวขุนเขาอีกครา ท่าทีของท่านคล้ายกำลังเรียบเรียงข้อมูลทุกอย่างในหัวอย่างรัดกุม ไม่ด่วนตัดสิน และไม่ด่วนแสดงความคิดเห็นใด
หลังจากปล่อยให้ความเงียบโรยตัวอยู่ชั่วครู่ หลินอันจึงเอ่ยสืบต่อ
"เขายังทิ้งท้ายไว้อีกเื่หนึ่ง"
"ว่ามาเถิด"
"ตระกูลเทียนฉางจะไม่พึ่งพาพรรคโลหิตทมิฬอีกต่อไป แต่พวกมันจะส่งยอดฝีมือของตระกูลมาจัดการเื่นี้ด้วยตัวเอง"
บรรยากาศบนระเบียงหนักอึ้งลงในบัดดล อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนทอดถอนลมหายใจยาว
"นั่นย่อมหมายความว่าสถานการณ์กำลังเลวร้ายลงกว่าเดิม" ท่านกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "พรรคโลหิตทมิฬรับจ้างสังหารเพื่อผลประโยชน์ พวกมันมีกฎเกณฑ์ มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่าจะไม่ล่วงล้ำสิ่งใด แม้จะได้ชื่อว่าเป็มือสังหาร ทว่ายังพอมีจรรยาบรรณในวิถีของตนอยู่บ้าง"
ท่านหยุดเว้นจังหวะ ก่อนจะกล่าวเสริมด้วยแววตาเคร่งเครียด
"แต่คนของตระกูลใหญ่หาเป็เช่นนั้นไม่ พวกมันลงมือตามคำสั่งอย่างเด็ดขาด ไร้ซึ่งเส้นแบ่งศีลธรรม ไร้ซึ่งข้อห้ามอันใดทั้งสิ้น"
หลินอันพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
"ข้าตระหนักถึงข้อนั้นดีขอรับ"
อาจารย์ใหญ่นิ่งเงียบไปอีกครา ก่อนจะหันมาประสานสายตากับชายหนุ่มอย่างจริงจัง
"เ้าได้ปะทะฝีมือกับฉีหล่านโดยตรงหรือไม่"
ในที่สุด คำถามสำคัญที่สุดก็ถูกเอื้อนเอ่ยออกมา
หลินอันยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างไม่รีบร้อน
"มีการประลองหยั่งเชิงกันเล็กน้อยขอรับ"
"แล้วผลลัพธ์เล่า"
"ทางข้าไร้ซึ่งรอยขีดข่วน ส่วนตัวเขาเองก็ไม่มีาแฉกรรจ์อันใด" ชายหนุ่มหยุดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสลดลงอย่างจริงจัง "ทว่าหม้อต้มยาสองใบในลานฝึกกลับแตกเสียหาย ข้าจะรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายส่วนนี้ให้เองขอรับ"
อาจารย์ใหญ่อู๋หยวนถึงกับชะงักงันไปในทันที
ท่านหันมองใบหน้าเรียบเฉยของหลินอันนิ่งๆ อยู่หลายอึดใจ ราวกับกำลังชั่งใจว่าตนควรจะหัวเราะ ถอนหายใจ หรือรู้สึกตกตะลึงกับคำตอบนี้ดี สุดท้ายผู้าุโจึงเอ่ยออกมาช้าๆ
"ฉีหล่าน... คือยอดมือสังหารที่แม้แต่ผู้าุโระดับสูงสามคนของสำนักเรา ยังไม่อยากจะเผชิญหน้าด้วยพร้อมกัน" ท่านวางถ้วยชาลงเบาๆ "เ้าปะทะฝีมือกับเขาโดยไร้ซึ่งรอยขีดข่วน ทว่าสิ่งที่เ้ากังวลเป็หนักหนา กลับเป็เื่หม้อต้มยาสองใบแตกเนี่ยนะ"
หลินอันตอบกลับทันควันด้วยความสัตย์จริง
"ตัวยาที่กำลังเคี่ยวอยู่ในหม้อนั้นมีความสำคัญยิ่งนักขอรับ ข้าตั้งใจต้มไว้เพื่อบำรุงผู้าุโฝ่ายยาที่กำลังพักฟื้นร่างกาย"
ผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักเงียบงันไปพักใหญ่ ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างอ่อนอกอ่อนใจ มิใช่เสียงหัวเราะขบขัน หากแต่เป็เสียงของคนที่เพิ่งตระหนักแจ้งว่า มาตรฐานการมองโลกและให้ความสำคัญของชายหนุ่มตรงหน้านั้น ช่างผิดแผกแตกต่างจากวิญญูชนทั่วไปโดยสิ้นเชิง
"เื่ค่าเสียหาย ข้าจะให้ฝ่ายคลังเป็ผู้จัดการดูแลเอง" ท่านกล่าวสรุปในที่สุด "เ้ามิต้องควักเนื้อชดใช้หรอก"
หลินอันอ้าปากเตรียมจะปฏิเสธ ทว่าอาจารย์ใหญ่กลับยกมือขึ้นห้ามปรามไว้เสียก่อน
"และนับั้แ่ราตรีนี้เป็ต้นไป ข้าจะสั่งการให้เพิ่มเวรยามลาดตระเวนรอบเขตสำนักให้แ่าขึ้น" น้ำเสียงของท่านแปรเปลี่ยนเป็หนักแน่นและทรงอำนาจ "ไม่ว่าศัตรูหน้าไหนจะถูกส่งมา สำนักวิถีเมฆาจะไม่ยอมปล่อยให้คนของตนต้องยืนหยัดรับมือเพียงลำพังอีกต่อไป"
หลินอันทอดสายตามองชายชราเบื้องหน้าอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค้อมศีรษะลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ
"ขอบพระคุณขอรับท่านอาจารย์ใหญ่"
บทสนทนาดำเนินสืบต่อไปอีกพักใหญ่ อาจารย์ใหญ่ไต่ถามถึงรายละเอียดบางประการ หลินอันก็ตอบในส่วนที่สามารถตอบได้ และเลือกที่จะสงวนคำพูดในสิ่งที่คิดว่ายังไม่ถึงเวลาเปิดเผย จนกระทั่งบรรยากาศหวนกลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดสนดังก้องกังวานอยู่ไกลๆ
จู่ๆ อาจารย์ใหญ่ก็เอ่ยทำลายความเงียบขึ้นอย่างเชื่องช้า
"ฉีหล่าน... ได้เอ่ยถึงเื่อื่นใดอีกหรือไม่"
หลินอันมองเงาสะท้อนในถ้วยชา ก่อนจะตอบตามตรง
"เขาเอ่ยถึงตำนานบทหนึ่งขอรับ"
"ตำนานอันใด"
"ตำนานของ... ผู้ที่แบกรับ์"
กึก...
อาจารย์ใหญ่วางถ้วยชาลงบนราวระเบียงหินอย่างเชื่องช้า แม้สีหน้าของท่านยังคงเรียบเฉย ทว่าหลินอันกลับสังเกตเห็นประกายคลื่นอารมณ์ในดวงตาฝ้าฟางที่แปรเปลี่ยนไปในฉับพลัน นั่นย่อมไม่ใช่ชื่อที่บุคคลทั่วไปในยุทธภพจะมักคุ้น
"ท่านอาจารย์ใหญ่เคยได้ยินเื่ราวนี้มาก่อนหรือขอรับ"
ท่านนิ่งงันไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับ
"ข้าเคยได้ยิน"
สายตาของผู้าุโทอดมองออกไปยังแนวเทือกเขาที่ถูกความมืดมิดกลืนกินไปทีละน้อย
"ในคัมภีร์บันทึกโบราณของท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก ได้มีถ้อยคำกล่าวถึงบุคคลผู้หนึ่ง" น้ำเสียงของท่านเชื่องช้าและลึกล้ำ "บุคคลผู้ซึ่งจะปรากฏกายขึ้น ในห้วงเวลาที่โลงศพปริศนาทั้งยี่สิบสี่ใบกำลังถูกรวบรวมเข้าด้วยกัน"
หลินอันนั่งฟังอย่างตั้งใจ
"ทว่าในตำนานบทนั้น หาได้ระบุชี้ชัดไม่ว่าคนผู้นั้นจะเป็ผู้กอบกู้แผ่นดิน หรือผู้ทำลายล้างสรรพสิ่ง" อาจารย์ใหญ่กล่าวสืบต่อ "มันเพียงจารึกเอาไว้ว่า... เมื่อห้วงเวลาแห่งชะตากรรมมาถึง เขาผู้นั้นจะหยัดยืนอยู่ ณ ที่แห่งนั้น"
ลมยามค่ำคืนเริ่มทวีความหนาวเหน็บ แสงสว่างสายสุดท้ายของวันจางหายลับไปจากเส้นขอบฟ้า
"ฟังดูคล้ายกับคำทำนายเลยนะขอรับ" หลินอันรำพึงเบาๆ
อาจารย์ใหญ่ส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ
"ท่านปรมาจารย์ไม่เคยใช้คำว่า 'คำทำนาย'" ท่านอธิบาย "ท่านใช้คำว่า... 'นิมิตแห่งการรับรู้ล่วงหน้า'"
หลินอันเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยด้วยความสนใจ ผู้าุโจึงขยายความให้กระจ่าง
"คำทำนายนั่นคือการชี้ชัดว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจะต้องบังเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่านิมิตแห่งการรับรู้ล่วงหน้า... คือการมองเห็นเส้นทางของความเป็ไปได้เส้นหนึ่ง หากเงื่อนไขทุกสรรพสิ่งโคจรมากันอย่างพอดิบพอดี"
บรรยากาศร่วงหล่นสู่ความเงียบงัน หลินอันมองแสงสุดท้ายที่ถูกกลืนหายไปหลังยอดเขา สีทองอมส้มที่เคยอาบย้อมพื้นศิลาของระเบียงเริ่มจางหาย ทว่ากลับทิ้งความรู้สึกอบอุ่นบางอย่างไว้ในใจ จากนั้น อาจารย์ใหญ่จึงหันหน้ากลับมามองเขาอย่างเต็มตา
"ข้าจะไม่ซักไซ้ว่าเ้าใช่บุคคลในตำนานผู้นั้นหรือไม่"
น้ำเสียงของท่านสงบนิ่ง หนักแน่น และเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
"ข้าเพียง้าให้เ้าได้รับรู้ ว่าข้านั้นล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของตำนานบทนี้" สายตาของชายชรามั่นคงดุจศิลาผา "และข้าจะไม่มีวันด่วนตัดสินตัวตนของเ้า เพียงเพราะบันทึกโบราณเ่าั้อย่างเด็ดขาด"
หลินอันนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ซึมซับความหมายในถ้อยคำ ก่อนจะกล่าวตอบรับเบาๆ
"ขอบคุณขอรับ"
อาจารย์ใหญ่แย้มยิ้มบางเบา
"เ้าไม่จำเป็ต้องกล่าวคำขอบคุณหรอก" ท่านประคองถ้วยชาขึ้นอีกครั้ง "เ้าต่างหากที่คอยช่วยเหลือและปกป้องสำนักแห่งนี้ไว้หลายต่อหลายครา" เสียงของท่านลดต่ำลงเล็กน้อย "แท้จริงแล้ว ผู้ที่ติดค้างหนี้บุญคุณ... คือข้าต่างหาก มิใช่เ้า"
หลังก้าวออกจากศาลาหลัก หลินอันไม่ได้มุ่งหน้ากลับเรือนพักของตนในทันที หากแต่เดินอ้อมลัดเลาะไปยังเรือนรับรองแขกที่ตั้งอยู่บริเวณชายขอบของสำนัก
แสงตะเกียงสีส้มสลัวลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลักออกมา กลิ่นหอมจางๆ ของสมุนไพรลอยคลุ้งมาพร้อมกับสายลม เฟิ่งหย่านั่งอยู่ภายในเรือนไม้หลังกะทัดรัด สภาพของนางดูผ่อนคลายลงกว่าวันแรกที่เดินทางมาถึงอย่างเห็นได้ชัด รอยแผลถลอกบริเวณคางซ้ายก็จางหายไปจนแทบสังเกตไม่เห็น
หญิงสาวกำลังก้มหน้าก้มตาคลี่ม้วนกระดาษบันทึกอ่านอย่างตั้งใจ ทันทีที่โสตประสาทรับรู้ถึงเสียงฝีเท้า นางรีบรวบเก็บม้วนกระดาษเข้าที่ด้วยสัญชาตญาณระวังภัย ก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมายาวเหยียดเมื่อพบว่าผู้มาเยือนคือหลินอัน
"ยามบ่ายข้าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากทางหอโอสถ" นางเป็ฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน "เกิดเื่อันใดขึ้นงั้นหรือ"
หลินอันทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ใกล้กับบานประตู
"พอดีมีแขกมาเยือนน่ะ"
"แขก?"
"ยอดฝีมือชื่อฉีหล่าน"
ดวงตาของเฟิ่งหย่าหรี่แคบลงทันทีที่ได้ยินนามนั้น
"แล้วอย่างไรต่อ"
"เขาตัดสินใจถอนตัวจากสัญญารับจ้างของตระกูลเทียนฉางแล้ว"
หญิงสาวชะงักงันไปเล็กน้อย
"ด้วยเหตุผลอันใดกัน"
"เขาให้เหตุผลว่า ไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้องจากผู้ว่าจ้าง"
"ข้อมูลอันใด?"
หลินอันไม่ได้ตอบคำถามนั้นในทันที แต่ดวงตาของเขาก็ไม่ได้หลบเลี่ยงสายตาของนาง เฟิ่งหย่าจ้องมองบุรุษตรงหน้านิ่งอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ คล้ายเพิ่งปะติดปะต่อเื่ราวบางอย่างเข้าด้วยกันได้
"เ้า... คือต้นเหตุที่ทำให้ยอดมือสังหารผู้นั้นยอมถอยงั้นสิ"
"ดูเหมือนรูปการณ์จะเป็เช่นนั้น"
เฟิ่งหย่าเอนแผ่นหลังพิงพนักเก้าอี้อย่างเชื่องช้า
"คนอย่างฉีหล่านไม่ใช่ผู้ที่จะยอมลามือจากเป้าหมายโดยง่ายดาย" น้ำเสียงของนางแฝงความจริงจังยิ่งกว่าปกติ "ข้าเคยสืบประวัติการทำงานของเขา เขารับงานสังหารมาเกือบสองร้อยครั้ง ทว่าเคยยอมละทิ้งภารกิจกลางคันเพียงแค่สี่ครั้งเท่านั้น"
นางหยุดเว้น่ ก่อนจะยิงคำถามตรงประเด็น
"เ้าทำสิ่งใดกับเขากันแน่"
หลินอันตอบกลับด้วยใบหน้าเรียบเฉยตามวิสัย
"ข้าไม่ได้กระทำสิ่งใดพิเศษเลย"
"..."
"เขามาเพื่อทดสอบฝีมือ ข้าก็เพียงแค่ยืนรับการโจมตี จากนั้นเขาก็ตัดสินใจถอนตัวไปเอง"
เฟิ่งหย่าจ้องมองเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดาอยู่หลายอึดใจ สายตาคมกริบคู่นั้นไม่ได้พยายามจับผิดแต่อย่างใด เพียงแต่กำลังพินิจพิจารณาบุรุษลึกลับตรงหน้าอย่างจริงจัง ท้ายที่สุด นางจึงถอนหายใจออกมาเบาๆ
"เ้านี่มัน... เป็มนุษย์ที่พิลึกพิลั่นเสียจริง"
หลินอันพยักหน้ารับอย่างไร้ข้อกังขา
"ข้าได้ยินคำกล่าวเช่นนี้บ่อยครั้ง"
"นั่นไม่ใช่คำชมหรอกนะ"
"ข้าทราบดี"
มุมปากของเฟิ่งหย่ากระตุกขึ้นเล็กน้อย คล้ายจะเป็รอยยิ้มบางเบาที่เ้าตัวเองก็คงไม่ทันรู้ตัว จากนั้นนางจึงหยิบม้วนกระดาษที่ซ่อนไว้ออกมาคลี่อีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มีท่าทีปิดบังอันใด
"ข้ากำลังรวบรวมและสรุปข้อมูลความเคลื่อนไหวของตระกูลเทียนฉาง" นางอธิบาย "หากเ้าสนใจ จะลองอ่านดูก็ย่อมได้"
หลินอันขยับม้านั่งเข้าไปใกล้ บนม้วนกระดาษอัดแน่นไปด้วยตัวอักษรที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็ระเบียบและละเอียดลออ ทั้งผังโครงสร้างอำนาจในตระกูล รายนามของสำนักย่อยที่อยู่ภายใต้การควบคุม ไปจนถึงบันทึกภูมิหลังของบุคคลสำคัญในแต่ละสายเื
"ตระกูลเทียนฉางมีสาขาย่อยอย่างน้อยสิบสองแห่งกระจายตัวอยู่ทางทิศบูรพา..." หลินอันพึมพำขณะกวาดสายตาอ่าน "และยังมีอำนาจควบคุมสำนักระดับรองลงมาอีกถึงหกแห่ง"
เฟิ่งหย่าพยักหน้า
"และนี่เป็เพียงเศษเสี้ยวของข้อมูลที่ข้าสามารถยืนยันได้กระบวนความแล้วเท่านั้น"
ชายหนุ่มเลื่อนสายตาอ่านต่อไป ก่อนจะชะงักลงตรงข้อความที่บันทึกเกี่ยวกับโลงศพโบราณ
"โลงศพทั้งสิบเอ็ดใบที่พวกมันอยู่..." เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยถาม "เ้าพอจะรู้เบาะแสหรือไม่ ว่าพวกมันได้ของสิ่งนี้มาจากที่ใด"
"บางส่วนมีเบาะแสชัดเจน ทว่าบางส่วนก็มืดแปดด้าน" เฟิ่งหย่าตอบฉะฉาน "สามใบแรกพวกมันกว้านซื้อมาจากพ่อค้าโบราณวัตถุที่ตาบอดไม่รู้คุณค่าของล้ำค่า อีกสี่ใบใช้กำลังบุกยึดแย่งชิงมาจากสำนักเล็กๆ ส่วนสี่ใบสุดท้าย... พวกมันขุดค้นพบจากสุสานโบราณในพื้นที่ซึ่งมีตำนานเล่าขานว่า ปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งวิถีเมฆาเคยเดินทางสัญจรผ่าน"
หลินอันครุ่นคิดตาม
"แล้วโลงศพอีกสิบสองใบที่เหลือเล่า"
สตรีตรงหน้าส่ายศีรษะ
"ไร้ซึ่งร่องรอยข้อมูลใดๆ พวกมันอาจถูกซุกซ่อนไว้อย่างมิดชิด อาจถูกทำลายทิ้งไปแล้ว หรือไม่ก็อาจจะตกอยู่ในมือของผู้ที่ไม่ล่วงรู้เลยว่าตนเองกำลังถือครองสิ่งใดอยู่"
หลินอันหวนนึกถึงมีดสั้นหยกขาวที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อของตน และนึกไปถึงโลงศพโบราณใบแรกที่ตั้งตระหง่านอยู่ในหอศัสตราเก่าของสำนักวิถีเมฆา
หากตระกูลเทียนฉางยังไม่ระแคะระคายถึงการมีอยู่ของโลงศพใบนั้น ย่อมแปลว่าพวกมันอาจจะยังควานหาไม่พบ แต่หากพวกมันล่วงรู้เบาะแสแล้วทว่ายังนิ่งเฉยไม่กล้าแตะต้อง... นั่นย่อมหมายความว่า โลงศพใบแรกสุดนี้ มีความพิเศษและแตกต่างจากใบอื่นๆ มาั้แ่ต้น
"แม่นางเฟิ่งหย่า เคยเห็นโลงศพเ่าั้ด้วยตาของตนเองบ้างหรือไม่" เขาถามต่อ
หญิงสาวส่ายหน้า
"ไม่เคยเลย ข้าเคยเห็นเพียงภาพวาดและข้อความในบันทึกเก่าแก่เท่านั้น" นางตอบเสียงเรียบ "ในบันทึกกล่าวอ้างว่า โลงศพทุกใบมีรูปลักษณ์ภายนอกที่เหมือนกันทุกประการ หล่อหลอมจากวัสดุสีดำสนิท ไร้ซึ่งรอยต่อหรือช่องโหว่ใดๆ ทว่าสิ่งที่หลับใหลอยู่ภายในนั้น... ล้วนแตกต่างกันออกไป"
หลินอันพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะเลื่อนม้านั่งกลับไปยังตำแหน่งเดิม จากนั้นเขาจึงเอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ข้ามีเื่อยากจะร้องขอเ้าสักเื่"
เฟิ่งหย่าเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจ
"เื่อันใด"
"ข้าอยากให้เ้าพำนักอยู่ในสำนักวิถีเมฆาต่อไปอีกสักสองสามวัน"
นางจ้องมองเขาด้วยแววตาสงสัย หลินอันจึงอธิบายต่อให้กระจ่าง
"ตระกูลเทียนฉางจะต้องส่งกำลังคนมาจู่โจมอีกอย่างแน่นอน และข้าประเมินแล้วว่า การที่เ้าพักอยู่ที่นี่ย่อมปลอดภัยกว่าการออกเดินทางรอนแรมเพียงลำพังในเวลานี้"
เฟิ่งหย่านิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง สายตาที่เคยแฝงความระแวดระวังอยู่เป็นิตย์ค่อยๆ อ่อนโยนลงบางเบา แม้จะไม่มากพอให้ผู้คนทั่วไปสังเกตเห็น ทว่าบุรุษที่ผ่านโลกมามากอย่างหลินอันย่อมััได้
"ข้าจะเก็บไปพิจารณาดู"
น้ำเสียงของนางราบเรียบเป็ปกติ ทว่าคำตอบรับนั้นก็แทบไม่ต่างอันใดจากการตกลงปลงใจแล้ว
ความมืดมิดของยามราตรีเข้าปกคลุมสำนักวิถีเมฆาอย่างเงียบสงัด
ณ ลานพักของเหล่าศิษย์สายนอก แสงตะเกียงสีส้มเรืองรองลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้จากเรือนหลายหลัง มอบความรู้สึกอบอุ่นให้แก่ผู้พบเห็นท่ามกลางอากาศที่เริ่มเหน็บหนาวของหุบเขา
มู่หรงเสวี่ยนั่งโดดเดี่ยวอยู่บนขั้นบันไดหินหน้าเรือนพักของตน ในมือเรียวบางประคองคัมภีร์ตำราเพลงกระบี่ไว้ ทว่าสายตาของนางกลับเหม่อลอยออกไปในความมืดมิดเบื้องหน้า คล้ายกับไม่ได้จดจ่ออยู่กับตัวอักษรในตำราเลยแม้แต่น้อย
ทันทีที่หางตาเหลือบเห็นร่างของหลินอันเดินใกล้เข้ามา นางก็คลี่ยิ้มบางๆ ที่มุมปาก ก่อนจะรีบก้มหน้าลงจ้องมองตำราในมือ ราวกับแสร้งทำเป็ไม่ได้สังเกตเห็นการมาถึงของเขา
หลินอันหยุดฝีเท้าลงตรงหน้าบันไดเรือนพักของตนเอง ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากจุดที่นางนั่งเพียงไม่กี่ก้าว จากนั้นชายหนุ่มจึงเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"ศิษย์พี่หญิง เพ่งอ่านตำราในที่แสงสลัวเช่นนี้ ย่อมไม่เป็ผลดีต่อสายตานะ"
มู่หรงเสวี่ยตอบกลับทั้งที่ยังคงก้มหน้ามองหน้ากระดาษ
"แสงตะเกียงที่สาดส่องออกมาจากในเรือนก็สว่างเพียงพอแล้ว ขอบใจที่เ้าเป็ธุระห่วงใย"
หลินอันปรายตามองคัมภีร์ในมือนาง ก่อนจะกล่าวต่ออย่างสงบ
"แต่ศิษย์พี่หญิงไม่ได้กำลังอ่านมันจริงๆ นี่นา"
หญิงสาวเงยหน้าขวับขึ้นมาทันที พร้อมกับแววตาที่คล้ายจะดุแต่ก็แฝงความขัดเขิน
"เ้านี่... ช่างเป็คนช่างสังเกตเสียจริงนะ"
"ข้าใช้ชีวิตปะปนอยู่กับผู้คนมานานพอสมควรน่ะ" หลินอันตอบ ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนขั้นบันไดหน้าเรือนของตนเอง โดยไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้นางเกินความจำเป็
มู่หรงเสวี่ยพับปิดคัมภีร์ลงแล้ววางมันไว้ข้างกาย
"เ้าเพิ่งไปเข้าพบท่านอาจารย์ใหญ่มางั้นหรือ"
"ใช่"
"เกี่ยวกับเื่วุ่นวายที่เกิดขึ้นในวันนี้รึเปล่า"
"ก็มีส่วน"
นางเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะซักถามต่อด้วยความใคร่รู้
"แล้วท่านอาจารย์ใหญ่ว่ากล่าวเช่นไรบ้าง"
"ท่านสั่งการให้เพิ่มกำลังคนเพื่อลาดตระเวนรอบสำนัก" หลินอันตอบ ก่อนจะทิ้งจังหวะเล็กน้อย "และข้าคาดการณ์ว่า อีกไม่นานนัก ตระกูลเทียนฉางจะต้องส่งขุมกำลังชุดใหม่บุกมาอีกเป็แน่"
แววตาของมู่หรงเสวี่ยแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึมลง
"คราวนี้จะไม่ใช่คนของพรรคโลหิตทมิฬแล้วสินะ"
"ใช่"
ลมเย็นะเืพัดผ่านลานกว้างไปอย่างเงียบเชียบ มู่หรงเสวี่ยยกแขนขึ้นกอดเข่าตัวเองช้าๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงแ่เบาคล้ายรำพึง
"พักหลังมานี้... เหล่าศิษย์สายในเริ่มซุบซิบนินทาพูดถึงเื่ของเ้ากันหนาหูขึ้นมาก"
หลินอันหันหน้ามามองนาง
"พวกเขาถกเถียงกันเื่อันใดหรือ"
"ก็หลายเื่เลยทีเดียว" นางแย้มยิ้มจางๆ "บ้างก็ปักใจเชื่อว่าเ้าคือยอดผู้าุโจากสำนักอื่นที่ปลอมตัวเร้นกายมา บ้างก็คาดเดาไปว่าท่านอาจารย์ใหญ่อาจจะแอบเชิญผู้พิทักษ์ลับเข้ามาคุ้มครองสำนัก หรือหนักหนาเข้า บางคนก็ลือกันว่าเ้าเป็ตัวประหลาดที่ซุกซ่อนพลังยุทธ์อันแข็งแกร่งเอาไว้"
หลินอันรับฟังถ้อยคำเ่าั้ด้วยท่าทีสงบนิ่ง ไม่ได้แสดงอารมณ์ขุ่นเคืองหรือกังวลใจออกมาให้เห็นแม้แต่น้อย จากนั้นเขาจึงเอ่ยถามกลับด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
"แล้วตัวศิษย์พี่หญิงเล่า คิดเห็นประการใด"
มู่หรงเสวี่ยหันมาประสานสายตากับเขาตรงๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นดูสงบและเต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจอย่างหาได้ยากยิ่งในยุทธภพ
"ข้าคิดว่า..." นางหยุดคิดหาคำพูดที่เหมาะสม "เ้าคือคนผู้หนึ่ง... ที่กำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้งบางอย่างเอาไว้" สายตาของนางอ่อนโยนลง "และเ้าก็เลือกที่จะแบกรับมันไว้เพียงลำพังตลอดเวลา"
หลินอันนิ่งขึงไป
เขาแหงนหน้าขึ้นทอดสายตามองดวงดาราที่เพิ่งทอแสงระยิบระยับประดับผืนฟ้า หลังจากปล่อยให้ความเงียบครอบงำอยู่ครู่ใหญ่ เขาจึงตอบกลับอย่างเชื่องช้า
"สิ่งที่ข้าแบกรับอยู่ มันไม่ได้หนักหนาสาหัสถึงเพียงนั้นหรอก"
"..."
"ข้าก็แค่ต้องคอยระมัดระวัง... ไม่ให้สิ่งของบางอย่างต้องพังทลายลงก็เท่านั้น"
มู่หรงเสวี่ยขมวดคิ้วเรียวเข้าหากันเล็กน้อยด้วยความฉงน
"สิ่งของอันใดกัน"
หลินอันหันกลับมาสบตานาง
"สรรพสิ่งที่อยู่รายล้อมตัวข้าอย่างไรเล่า" น้ำเสียงของเขาราบเรียบและสงบนิ่งจนน่าประหลาด "หากข้าเผลอไผลไม่ระวังตัวให้ดี สิ่งรอบข้างอาจจะต้องทลายพินาศลงมากกว่าที่ควรจะเป็"
มู่หรงเสวี่ยนิ่งอึ้งไป ราวกับกำลังพยายามขบคิดทำความเข้าใจถึงความหมายอันลึกซึ้งที่ซุกซ่อนอยู่ในประโยคอันแสนธรรมดานั้น ท้ายที่สุดนางก็เพียงพยักหน้าเบาๆ
"ข้าพอจะเข้าใจแล้ว"
แม้ว่าท่าทีของนางจะบ่งบอกชัดเจนว่ายังไม่อาจถ่องแท้ในความหมายทั้งหมดก็ตามที
ความเงียบสงบหวนเข้าปกคลุมคนทั้งสองอีกครั้ง ทว่าครานี้กลับเป็ความเงียบที่ให้ความรู้สึกผ่อนคลายและสบายใจอย่างประหลาด เสียงจิ้งหรีดเรไรเริ่มกรีดปีกส่งเสียงระงมมาจากพุ่มไม้รอบลาน ในขณะที่ดวงดารานับร้อยพันค่อยๆ ทยอยปรากฏขึ้นอวดแสงบนฟากฟ้าราตรี อากาศรอบกายทวีความเย็นเยียบลงทีละน้อยตามครรลองธรรมชาติของหุบเขา
ทันใดนั้น หลินอันก็เป็ฝ่ายเอ่ยทำลายความเงียบขึ้น
"ท่านมีสิ่งใดอยากจะทานรองท้องหรือไม่"
มู่หรงเสวี่ยกะพริบตาปริบๆ
"ในยามวิกาลเช่นนี้น่ะหรือ"
หลินอันล้วงมือเข้าไปในแขนเสื้อ ก่อนจะหยิบถุงผ้าแพรขนาดเล็กใบหนึ่งออกมา
"ผู้าุโฝ่ายยาเพิ่งแบ่งถั่วบดกวนมาให้ข้า" เขากล่าวอธิบาย "รสชาติมันออกจะหวานละมุนนิดๆ ขมติดปลายลิ้นหน่อยๆ แม้จะไม่ใช่อาหารหนักท้อง แต่ก็นับเป็ของว่างที่ทานเล่นได้เพลินดี"
หญิงสาวมองถุงผ้าแพรในมือเขา ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะกังวานสดใส
"นี่เ้าพกเสบียงของกินติดตัวไว้ตลอดเวลาเลยหรือเนี่ย"
"ก็เป็บางครา" หลินอันตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ผู้าุโฝ่ายยามักจะเมตตามอบของว่างมาให้ในปริมาณที่มากเกินกว่าข้าจะกินหมดเพียงลำพังเสมอ"
นางยื่นมือออกไปรับถุงผ้ามา เปิดปากถุงออกแล้วหยิบถั่วบดชิ้นหนึ่งขึ้นมากัดชิม รสชาติหวานละมุนของน้ำผึ้งป่าที่ผสมผสานเข้ากับความมันรสนุ่มของถั่วดำ และกลิ่นหอมเผ็ดร้อนเจือจางของขิงแห้ง แผ่ซ่านกระจายไปทั่วโพรงปาก ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
"รสชาติดีกว่าที่ข้าคาดคิดไว้เสียอีก"
"ผู้าุโฝ่ายยากล่าวว่า ท่านจงใจปรุงมันขึ้นมาเพื่อเป็สรรพคุณช่วยย่อยอาหาร" หลินอันอธิบาย "แต่ทำไปทำมา ผลลัพธ์สุดท้ายมันกลับกลายเป็ของว่างที่รสชาติอร่อยล้ำไปเสียอย่างนั้น"
มู่หรงเสวี่ยหัวเราะร่วน เป็เสียงหัวเราะที่เป็ธรรมชาติและสดใสเสียจนแทบไม่หลงเหลือเค้าโครงของอิสตรีผู้ที่เคยระแวดระวังตัวกับทุกสรรพสิ่งในสำนักแห่งนี้อีกต่อไป
"ดูเหมือนว่า... สิ่งของที่ผู้คนไม่ได้ตั้งใจคาดหวังให้มันออกมาดีเลิศ..." นางเอ่ยพลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าราตรี "มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีงามเกินคาด กว่าสิ่งที่เราพยายามฝืนบังคับให้มันดีเสียอีกนะ"
หลินอันพยักหน้าเห็นด้วย
"ข้าเองก็มีความคิดเห็นตรงกันกับท่าน"
บุรุษและสตรีทั้งสองนั่งลิ้มรสถั่วบดกันเงียบๆ ท่ามกลางแสงดารา ไม่มีผู้ใดเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดให้มากความ ทว่ากลับไม่มีฝ่ายใดรู้สึกอึดอัดกับความเงียบนี้เลยแม้แต่น้อย ห้วงเวลาไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้าและสงบสุข จนกระทั่งถั่วบดในถุงผ้าพร่องลงจนเหลือเพียงก้นถุง ทั้งสองจึงกล่าวคำอำลาและแยกย้ายกันกลับเข้าเรือนพักของตน
ก่อนจะเอนกายลงนอน หลินอันเลือกที่จะนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้กระดานแข็งๆ ตามกิจวัตร ลมหายใจเข้าออกถูกควบคุมให้สม่ำเสมอและยาวลึก พลังปราณพฤกษาในร่างถูกชักนำให้ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรต่างๆ อย่างเชื่องช้า ทันใดนั้นเอง น้ำเสียงเย็นเยียบอันคุ้นเคยก็ดังก้องขึ้นภายในห้วงจิตสำนึก
[จิติญญาา : บันทึกประจำวัน]ม่านพลังพยุงกาย: สถานะมั่นคงการคลายม่านผนึกหนึ่งในพันส่วนระหว่างวัน: ไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพโดยรวมของระบบข้อไผ่ปริศนา: 2/16ภารกิจสะสม: 17/100หมายเหตุ: ตรวจพบการพัฒนาของความผูกพันกับบุคคลในสภาพแวดล้อม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจในอนาคต
หลินอันลืมตาขึ้นช้าๆ
"ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจงั้นหรือ..." เขาพึมพำทบทวนถ้อยคำเ่าั้ในใจเงียบๆ
มันก็หาใช่คำกล่าวที่ผิดแผกไปจากความจริง สำนักวิถีเมฆาเริ่มไม่ใช่เพียงสถานที่พักพิงชั่วคราวสำหรับเขาอีกต่อไปแล้ว อาจารย์ใหญ่ผู้ยึดมั่นในวิถีแห่งความเชื่อมั่นก่อนที่จะด่วนตัดสินใคร ศิษย์พี่มู่หรงเสวี่ยที่คอยแสดงความห่วงใยอยู่ห่างๆ โดยไม่ก้าวก่ายล้ำเส้นจนเกินพอดี รวมถึงเหล่าศิษย์สายนอกที่มักจะประสานมือคารวะให้เกียรติเขาทุกคราที่เดินสวนกัน
สายใยความผูกพันเ่าั้กำลังค่อยๆ ก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า ราวกับรากไม้แกร่งที่หยั่งลึกลงสู่ผืนดินโดยที่เขาไม่อาจรู้ตัว และยิ่งมีสิ่งยึดเหนี่ยวให้ผูกพันมากยิ่งขึ้นเท่าใด การตัดสินใจละทิ้งทุกสิ่งไปก็ย่อมทวีความยากลำบากมากขึ้นเป็เงาตามตัว
ทว่าในอีกแง่มุมหนึ่ง... ความผูกพันเหล่านี้กลับเป็ดั่งแสงสว่างที่ช่วยส่องทางให้เขามองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ว่าแท้จริงแล้วสิ่งใดคือสิ่งล้ำค่าที่เขาควรปกป้องรักษามันเอาไว้
หลินอันแหงนหน้าขึ้นมองเพดานไม้ที่มืดมิดเหนือศีรษะ
วันพรุ่งนี้ เขายังคงมีลานศิลาที่ต้องลงมือปัดกวาด มียาสมุนไพรที่ต้องคอยเคี่ยวต้ม มีคัมภีร์ตำราที่ต้องศึกษา และอีกไม่นานเกินรอ... ขุมกำลังรบของตระกูลเทียนฉางจะต้องหวนกลับมาเยือนสำนักแห่งนี้อีกครั้งอย่างแน่นอน
แต่สำหรับค่ำคืนนี้... สิ่งที่รายล้อมตัวเขามีเพียงความเงียบสงบของหุบเขาลึก มีรสชาติของถั่วบดใต้แสงดาว และความสงบสุข่สั้นๆ ที่หาได้ยากยิ่งในยุทธภพอันวุ่นวาย
ชายหนุ่มปิดเปลือกตาลงอย่างเชื่องช้า ลมหายใจค่อยๆ แ่เบาและเข้าสู่ห้วงแห่งความสม่ำเสมอ เพียงไม่นานนัก ความเหนื่อยล้าทั้งมวลที่แบกรับมาตลอดทั้งวัน ก็ถูกสายลมและกลิ่นอายแห่งราตรีกลืนหายไป ในค่ำคืนอันแสนสงบเงียบของสำนักวิถีเมฆา