ดาวเทียม คือสิ่งประดิษฐที่มนุษย์คิดขึ้นมาเพื่อโคจรรอบโลกด้วยแรงดึงดูดของโลกประดุจดวงจันทร์ที่หมุนวนรอบโลกสีคราม
ดาวเทียมนั้นถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นทางการทหาร การสื่อสาร รายงานสภาพความเป็นไปของโลก วิจัยทางวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงศึกษาอวกาศของพวกเรา
ดาวเทียมดวงแรกของโลกนั้นถูกส่งขึ้นไปเมื่อปี ค.ศ 1957 โดยรัสเซียในชื่อของ [สปุตนิก (Sputnik) ] ก่อนที่ปีต่อมาทางสหรัฐได้ยิงดาวเทียมตามขึ้นไปในนามของ [เอ็กโพเลอร์ (Explorer) ]
และเจ้าสิ่งที่ว่านี้ก็กำลังจะถูกยิงส่งขึ้นอวกาศในต่างโลกใบนี้เป็นวันแรกด้วยเช่นกัน
ดาวเทียมของยะมะโตะหรือที่รู้จักในชื่อของ [ดาบแห่งพระเจ้า] นั้น ถูกออกแบบด้วยวัสดุต่างโลก [แร่ฮีเฟสตุส] แร่ที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงทนทาน อีกทั้งยังมีคุณสมบัติทนความร้อน เป็นฉนวนชั้นดี เป็นแร่ในฝันของมนุษย์ชาติ
และด้วยความสำเร็จของการร่วมมือระหว่างยะมะโตะกับเอสเทอ เลยทำให้ยะมะโตะเพิ่มอีกระบบหนึ่งเข้าไปนตัวยาน
นั่นคือความสามารถในการผลิตเชื้อเพลิงและซ่อมแซมตัวเองได้
ด้วยเครื่องจักรที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างเขากับเอสเทอวิจัยมันขึ้นมา จึงทำให้เขานำมันมาพัฒนาต่อเองจนกลายเป็นหุ่นยนต์นาโนที่สามารถแก้ไขโครงสร้างหน่วยอนุภาคเล็กสุดเป็นสสารต่าง ๆ ได้สำเร็จ
ด้วยสิ่งนี้ จึงทำให้ตัวยานสามารถซ่อมแซมยานและผลิตเชื้อเพลิงได้เองอย่างไร้ที่สิ้นสุด จากการดึงอนุภาคที่กระจายไปทั่วอวกาศมาใช้เป็นวัตถุดิบตั้งต้นแปรรูป
และถึงจะหลอกทุกเผ่าว่ามันเป็นดาวเทียมสังเกตุเพื่อการวิจัยธรรมดา แต่ความจริงมันยังมีอาวุธไม้ตายติดตั้งรวมอยู่ด้วย
สิ่งนั้นคือปืนใหญ่คลื่นรังสีไมโครเวฟแรงสูงที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งบนพื้นโลกนั่นเอง
นี่คือ [ดาบแห่งพระเจ้า] ของยะมะโตะ อาวุธไม้ตายที่เขาทุ่มกายและมันสมองสร้างมันขึ้นมา
***ผู้กล้าแดงขาว [เปอร์ไซด์]
“ต่อไปขอเชิญคุณเปอร์ไซด์เป็นตัวแทนทั้งห้าเผ่าขึ้นมาพูดให้เกียรติ์เปิดงาน ณ บัดนี้ค่ะ”
พี่สาวเผ่าสองแขนหน้าตาจิ้งจอกผมสีดำยาวประบ่าไว้ผมแสกหน้า เธอคนนั้นกำลังทำหน้าที่เป็นพิธีกรเปิดงาน [พิธีเปิดเมืองแห่งการเริ่มต้น-เมืองแห่งคริสตัล] อยู่
ด้านข้างของเธอคือบรรดาผู้นำของแต่ละเผ่าที่กำลังมายืนรวมตัวกัน
เผ่าสองแขนของพี่สาวเอรีส ผู้นำสูงสุดชาวจีนที่ชื่อว่า [กัง] พร้อมกับเหล่าผู้นำประเทศของพวกเขา
เผ่าเขาคู่ องค์ราชา [ดูเรียน] กับบรรดาขุนนางทั้งสิบ
โชคร้ายที่ลุงบานากับพี่สาวแครอทหายตัวไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ เลยทำให้ไม่ได้เจอพวกเขาในงานนี้ค่ะ
เผ่าสี่แขนของพี่สเลบนั้น จะเป็นตัวตนระดับ [นางพญา] ของเผ่าทั้งห้าคน
ตัวตนที่เรียกว่าราชินีนั้นมีหน้าตาที่แทบเหมือนกันทุกคน หนูเลยแยกไม่ออกว่าใครเป็นใครค่ะ
และเผ่าสุดท้าย เผ่าปีกแสงของพี่เอสเทอ ประธานาธิบดี [ลิลลี่] กับคณะสภาของเธอ
ผู้นำเผ่าของเอสเทอนั้น ลิลลี่คนนั้นกำลังยืนคู่อยู่กับผู้นำกังของเผ่าสองแขนด้วยรอยยิ้ม
แถมยังมีแอบจับมือกันด้วย
จะว่าไปเห็นได้ข่าวลือเรื่องรัก ๆ ระหว่างสองคนนี้มาบ้างเหมือนกัน
เห็นแบบนี้แล้วหนูรู้สึกดีใจมากเลยค่ะ เพราะนั่นแปลว่าคนอื่น ๆ เริ่มเป็นมิตรกันมากขึ้นตามที่ตัวหนูได้วาดฝันเอาไว้
โลกที่ไร้ซึ่งสงครามอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้นะ มันดีที่สุดแล้วค่ะ
แต่ดูเหมือนว่าเลขาของผู้นำกังจะไม่ชอบเอามาก ๆ เพราะว่าเธอกำลังจ้องไปทางประธานาธิบดีลิลลี่ด้วยสายตาที่เคียดแค้น
รักสามเส้าหรือค่ะนั่น?
ส่วนตัวแทนผู้นำของเผ่าหนู แน่นอนว่าเป็นไฮเจนกับโซเดียม
สองคนนี้ในอดีตเคยเป็นเพื่อนที่ช่วนให้รู้สึกอึดอัดมากค่ะ
อย่างไฮเจนสมัยที่ยังเป็นผู้ชายนะ วัน ๆ เอาแต่พยายามจีบหนูแบบน่ารำคาญจนน่ากลัว นิสัยก็ไม่ดี ชอบเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง
ส่วนโซเดียมก็เอาแต่คอยหลบหน้า ทำตัวมืดมน ไม่คุยกับใคร
แต่ปัจจุบัน ถึงจะไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นในตอนที่หนูออกไปผจญภัยโลกกว้าง แต่พอกลับมาอีกที ไฮเจนก็ตัดไอนั่นทิ้งแล้วกลายเป็นสตรีที่สวยงามทั้งร่างกายและจิตใจ เลิกเอาตัวเองเป็นที่ตั้ง คอยรับฟังคนอื่นมากขึ้นด้วยค่ะ
ส่วนโซเดียมเองก็เลิกมืดมน กล้าที่จะแสดงออก และยังได้รับความนิยมจากคนในฝูงอย่างกว้างขวาง
แถมที่สำคัญนะ ทั้งสองคนยังสนิทกันมากจนหนูดูออกเลยว่านี่มันคือความรัก~
พอเห็นเพื่อนของตัวเองไปได้ดีด้วยกันแบบนี้ ตัวหนูเองก็พลอยดีใจไปด้วย
“... ได้เวลาพูดเปิดพิธีแล้ว”
หนูกางปีกบินออกจากที่นั่งชั้นพิเศษ แล้วไปยืนบนเวทีหน้าฐานยิงอะไรสักของเผ่าสองแขน
แต่ถ้าจะให้พูดทั้งห้าภาษาของทั้งห้าเผ่าเพื่อเปิดพิะ๊ มันก็ออกจะน่าเบื่อและยืดยาวน่ารำคาญค่ะ
ดังนั้น---
“มุจิ มุจิ มุจิมุ~ ขอบคุณทุกท่านค่ะ~”
---การพูดอะไรมั่ว ๆ ไร้ความหมายออกไปจึงดีที่สุดค่ะ
“ภาษาพื้นถิ่น? ”
“คำอวยพรของเผ่ามนุษย์นกหรือ? ”
“ใครพอจะแปลได้บ้างว่าเธอพูดอะไรออกมานะ? ”
ทุกคนที่มารวมตัวนับหลายแสนในพิธีต่างพึมพำออกมาอย่างงุนงง
ใช่แล้ว ให้ทุกคนงงไม่ต้องเข้าใจความหมายแล้วตีความกันเอาเองนั่นละคะดีแล้ว
อีกอย่าง มันดูตลกดีด้วยค่ะ~
“เออ… ขอบคุณเปอร์ไซด์จากเผ่าปักษามากนะคะ ต่อไปจะเป็นการยิง [ดาวเทียม] อันเป็นตัวแทนสันติภาพ และหลักฐานของความร่วมมือระหว่างเผ่าโดยยะมะโตะค่ะ”
พี่สาวหน้าจิ้งจอกรีบปรับอารมณ์แล้วดำเนินรายการต่อในทันที
รับมือได้ดีมากเจ้าค่ะ!
“กระผมยะมะโตะ---”
เนื่องจากดูแล้วผู้ชายในชุดสีขาวจะพูดยืดยาว หนูเลยไม่สนใจฟังแล้วบินไปรวมตรงที่นั่งชั้นพิเศษด้านข้างไฮเจนกับโซเดียมแทน
"ลองกินเนื้องูย่างไหม? อร่อยนะ"
"โอ๊ว? ขอบใจนะไฮเจน"
ไฮเจนคนนั้นกำลังป้อนเนื้องูยักษ์เสียบไม้ย่างให้โซเดียม
ถึงเผ่าของพวกหนูจะไม่มีแขนเหมือนเผ่าอื่น แต่ยังสามารถใช้ปีกจับรัดสิ่งของได้อยู่ค่ะ
“สวีตกันจริงนะคะ~"
"มะ… ไม่ได้อยากจะป้อนให้ไองี่เง่าโซเดียมกินเสียหน่อย! แค่กลัวว่ามันจะแย่งไปกินหมดต่างหาก! "
"... เราไม่ได้ตะกละขนาดนั้นสักหน่อย"
ไฮเจนบอกปัดความตั้งใจด้วยใบหน้าที่แดงระเรื่อ
ไม่ซื่อสัตย์กับหัวใจเลยนะเจ้าค่ะ
แบบนี้หนูคงต้องช่วยเป็นแม่ยกเชียร์ให้เสียหน่อยแล้ว~
"---เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุผลทั้งมวล ดาวเทียมจึงจะช่วยไขความลับของความมืดที่กัดกินโลกได้ครับ เอาละ งั้นกระผมขอสั่งการยิงจรวดเลยนะครับ! "
ในตอนนั้นเองที่เผ่าสองแขนชื่อยะมะโตะพล่ามเสร็จพอดี
ชายในชุดกาวน์สีขาวกดสวิตช์สีแดงในมือลงด้วยแววตาที่สนุกสนานตื่นเต้น
พริบตาต่อมาก็เกิดเสียงจุดระเบิดดังลั่น ก่อนที่วัตถุรูปทรงกระบอกหัวมนเรียบสีขาวจะพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
แสงประกายสีฟ้าที่รุนแรงเริ่มจุดแผดเผาหญ้าด้านล่าง ควันสีเทาแผ่ขยายออกกลืนกินไปทั่วอัฒจันทร์ผู้ชม
"กรี๊ดดด!? "
หนูรีบยกปีกขึ้นมาปิดหูพร้อมกับส่งเสียงตกใจอันเนื่องจากเสียงระเบิดที่ไม่คาดคิด
ถ้าหากว่าพื้นที่รอบฐานยิงดาวเทียมไม่มีบาเรียภูติคลุมเอาไว้ ป่านนี้คงถูกแรงจุดระเบิดเมื่อกี้เป่ากระเด็นปลิวไปไกลแล้วค่ะ!
ทำไมไม่เตือนกันก่อนละคะว่าจะมีเสียงดัง [บรึ้ม~] แบบนี้นะคะ!?
วัตถุที่ถูกส่งขึ้นท้องฟ้าเริ่มสลัดชิ้นส่วนบางอย่างลงมาพร้อมกับความเร็วที่เพิ่มขึ้น
"โอ๊ววว!? "
มันน่าตื่นตาตื่นใจมากค่ะ
ทุกครั้งที่มันสลัดท่อกลม ๆ บางอย่างลงมา มันก็จะจุดระเบิดดัง [ตูม~] ขึ้นมาอีกครั้ง
และทุกครั้งที่มันส่งเสียง รูปร่างของมันก็จะเปลี่ยนไปด้วย
มันทำให้หนูนึกถึงสิ่งที่เอรีสเคยเอามาให้อ่านเล่น พวก [มังงะหุ่นยนต์] เหล่านั้น
ทุกคนต่างเงยหน้าจับจ้องมันเป็นสายตาเดียวกัน จนกระทั้งดาวเทียมมันหายลับท้องฟ้าไป
หนูพอจะเห็นรูปร่างสุดท้ายของมันได้
มันมีรูปร่างคล้ายถ้วยชามยักษ์ที่ติดปีกบาง ๆ ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็ก ๆ ซึ่งร้อยเรียงเข้าด้วยกันจนมีขนาดใหญ่ละ
"มาชมจากภาพกันเถอะครับ"
ชายที่ชื่อยะมะโตะกล่าวเช่นนั้น
วัตถุก้อนกลมไร้สีจำนวนมากได้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าที่ว่างเปล่า
มันเรียงตัวกันเหนือผืนนภาที่กว้างใหญ่อันไร้ขอบเขต
วัตถุทรงกลมเท่ามือเหล่านั้นได้เชื่อมต่อด้วยเส้นแสงเข้าด้วยกัน ก่อนจะกลายเป็นหน้าจอฉายภาพขนาดยักษ์ซึ่งกินพื้นที่กว่าสี่หมื่นตารางเมตรเหนือผู้ชมบนพื้น
แล้วพวกเราก็ได้เห็นความลับของโลกใบนี้
"มืดตื๋อเลยค่า~"
ภาพที่ถูกส่งกลับลงมานั้นมีแต่ความมืด
มืดมิด ไม่มีแสงดาวหรือดวงตะวันเลยค่ะ
ไม่สิ หากสังเกตุแล้ว มันยังพอเห็นได้ว่ามีแสงดาวอยู่
แต่จุดมันเล็กมาก เหมือนกับว่ามีม่านสีดำมากางบังขวางกั้นเอาไว้
"... กระผมจะลองให้มันฉายภาพบนโลกดูนะครับ"
ว่าแล้วยะมะโตะก็สั่งการลงบนเครื่องที่เรียกว่า [มือถือ] ในมือของเขา
เห็นเอรีสบอกว่ามันเป็นอุปกรณ์วิเศษที่ช่วยให้ทุกคนสื่อสารและเข้าถึงเรื่องน่าอัศจรรย์ทั้งหลายได้ค่ะ
หลังจากที่เขาสั่งการบางอย่างใส่มือถือ ภาพหน้าจอสีดำก็เปลี่ยนเป็นภาพผิวโลกในทันที
"อะไรค่ะนั่น? เกาะที่จมในทะเลสีดำหรือคะ? "
"เหมือนกับว่าโลกทั้งใบกำลังโดนวังวนน้ำวนสีดำดูดกลืนอยู่เลยแฮะ"
"ฉันมองว่ามันเหมือนเป็นพายุสีดำมากกว่านะ"
หนูกับ โซเดียม และไฮเจนต่างออกความเห็นต่างกันไป
ภาพที่ปรากฏนั้นคล้ายกับเกาะที่กำลังจมลงไปในทะเลสีดำ
แต่ทะเลสีดำนั้นคือคลื่นพลังงานบางอย่างที่หมุนเป็นเกลียวน้ำวนสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า
ถ้ามองจากผิวโลกจะเห็นเป็นคลื่นกำแพงที่ลอยตัวสูงชันเหมือนน้ำตกไหลขึ้นท้องฟ้า
แต่พอมองจากมุมสูง จะพบว่าแท้จริงแล้วมันเป็นกระแสพลังงานสีดำที่หมุนวนเป็นเกลียวดุจพายุขนาดยักษ์
พายุนั้นหมุนวนทอดตัวสูงไปสุดท้องฟ้า ทะลุชั้นบรรยากาศ และเลยขึ้นไปในอวกาศที่มืดมิด
ส่วนตาของพายุสีดำนั้น ก็คือพื้นทวีปที่พวกเราอาศัยอยู่
"ภาพมันสั่นหรือเปล่าคะ? "
ในตอนที่กำลังเพ่งเพื่อวิเคราะห์การหดตัวของพายุสีดำที่กลืนกินโลก เจ้ากล้องของดาวเทียมก็สั่นไหวขึ้นมาอย่างรุนแรง
"เหวอ!? "
แล้วพอรู้ตัวอีกทีภาพตรงหน้าก็พร่ามัวหายไป
แต่พอผ่านมาได้ราวสามนาที ภาพก็กลับมาชัดอีกครั้งหนึ่ง
ดูเหมือนว่าพอดาวเทียมลอยขึ้นสูงไปที่ระดับหนึ่ง มันจะถูกคลื่นพลังบางอย่างเหวี่ยงใส่จนถูกดีดกลับมาค่ะ
จะบอกว่าแม้แต่พื้นที่เหนือขึ้นไปบนฟ้าเอง ก็กำลังมีความมืดที่คืบคลานเข้ามาเช่นกันหรือคะ?
ทุกคนต่างรู้สึกถึงความสิ้นหวังเมื่อได้ทราบความจริงว่าแม้แต่บนอวกาศเอง ก็ยังไร้ซึ่งหนทางหนีไปจากโลกที่กำลังล่มสลายแห่งนี้
บรรยากาศของงานได้กลายเป็นดั่งพิธีศพไปในทันที
"... มาส่องพื้นโลกเปลี่ยนอารมณ์ แล้วเชิญทุกท่านสนุกกับงานและร้านค้ากันต่อเถอะครับ"
เพื่อปรับเรียกความรื่นเริงกลับมา ยะมะโตะจึงรีบควบคุมให้ดาวเทียมไปจับภาพอื่นแทน
เขาให้มันฉายภาพของยอดต้นไม้โลก [อิกดราซิล] ต้นไม้ขนาดยักษ์ที่อุดมไปด้วยกิ่งก้านสาขาสีเขียวขนาดใหญ่
"ฮืม? นั่นมันคุณที่นอนพุงกะทินี่ค่ะ? "
บนยอดของอิกดราซิลนั้นมีสิ่งมีชีวิตที่เผ่าของคุณพี่เอรีสเรียกว่า [มังกร] กำลังทำรังนอนอยู่ตัวหนึ่ง
มันคือมังกรยักษ์เกล็ดสีดำพุงกะทิค่ะ
ใช่แล้ว มันคือเจ้าตัวที่ถูกพวกหนูอัดเล่นเป็นสอบทรายเมื่อเดือนที่แล้วตัวนั้นยังไงละคะ
รังของมันอยู่บนยอดไม้อิกดราซิลเองหรือค่ะเนี่ย
"บนตัวของคุณมังกรมีใครอยู่ด้วยคะ? คุณยะมะโตะ~ ช่วยซูมให้ทีค่ะ! "
"ขอมาจัดให้"
ว่าแล้วภาพก็ถูกขยายใหญ่ไปที่พุงกะทิของคุณมังกรดำ
แล้วภาพนั้นก็ถูกฉายขึ้นหน้าจอ
ภาพของสตรีผมสีม่วงเผ่าเขาคู่ที่หนูรู้จักกำลังจูบอย่างดูดดื่มกับบุรุษผมสีส้มเพลิงที่ดวงตาเหลือกขาวโพล้น
“...”
ลุงบานากับพี่สาวแครอทหรือคะนั่น?
ทั้งที่ควรเป็นภาพพล๊อตรักแสนสุขระหว่างพี่สาวแครอทกับลุงบานา แต่สภาพของลุงบานานั้นกลับเหมือนว่ากำลังตกนรกอยู่ซะงั้น
หนูรู้แล้วละว่าลุงบานาหายตัวไปไหนร่วมเดือนนะคะ…
"เผ่าเขาคู่นี่น่าไม่อายเลยนะ"
"ใช่ ๆ "
ไฮเจนกับโซเดียมวิจารณ์เช่นนั้นในสภาพที่กำลังแลกกันป้อนงูเสียบไม้ย่าง
ทางนี้ก็สวีทกันซะ...
พวกเธอสองคนไม่มีสิทธิ์ไปว่า---
ในวินาทีนั้น สัญชาตญาณของหนูได้กรีดร้องดังลั่นขึ้นมา
ทุกคนในเผ่าที่นั่งบริเวณนี้เองก็รู้สึกเหมือนกัน
ว่ามีบางอย่างที่อันตรายกำลังจะเกิดขึ้น
แต่พวกเราไหวตัวช้าไป
ทั่วทั้งวิสัยทัศน์ของหนูได้กลายเป็นสีขาวโพล้นไปแล้ว
*บรึ้มมม! *
เสียงระเบิดดังก้องกังวาลไปทั่ว พลังงานบีบอัดที่รุนแรงได้เข้าบดขยี้ทุกสิ่ง เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดได้แผ่กระจายไปสุกสารทิศ
แน่นอนว่าระเบิดแค่นี้ทำอะไรร่างกายของหนูไม่ได้หรอก
ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณเหล่าคุณวิญญาณ ที่ช่วยดัดแปลงร่างกายนี้ให้แข็งแกร่งเหนือทุกชีวิตในโลกใบนี้ และยังดัดแปลงทุกวันจนแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ แบบไม่มีหยุด
แต่ว่าเพื่อนของหนูไม่ได้แข็งแกร่งแบบนั้น
มุมที่นั่งพิเศษของหนูนั้นตั้งอยู่ใกล้กับที่นั่งของเผ่าปักษาของหนู
ระเบิดแสงขาวที่รุนแรงได้กินพื้นที่เป็นวงกว้าง โดยมีที่นั่งของเผ่าหนูเป็นเป้าหมาย
หนูเห็นภาพของพรรคพวกเผ่าตัวเองถูกขยี้ตายต่อหน้า
เห็นร่างสีขาวที่งดงามของไฮเจนกลายเป็นเศษเนื้อในพริบตา
เห็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนของโซเดียมบิดเบี้ยวก่อนจะปริแตกพร้อมเลือดสาดกระจาย
เห็นภาพการตายของทุกคน
ทุกคนตายหมด… ตายกันหมดเลย…
ตายกันทุกคน ตายทั้งเผ่า ชีวิตกว่าห้าหมื่นคนที่เหลือรอดได้ตายพร้อมกันแบบไร้เหตุผล
ตายแล้วทิ้งหนูเอาไว้คนเดียว
มีแค่หนูคนเดียวที่รอดชีวิตมาได้
และคริสตัลของเผ่าหนูมันแตกไปนานแล้ว
ดังนั้นชีวิตของทุกคนจะไม่มีวันกลับมา
จะไม่มีวันได้เห็นไฮเจนกับโซเดียมอีกต่อไป
"ใคร..."
ทั้งที่พวกเราแพ้แล้ว ไม่อยากทำสงครามแล้ว และต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออย่างสงบสุขเท่านั้น
ไม่คิดแค้นและปล่อยวางทุกสิ่ง
แต่ทำไม…
"ทำไมต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยคะ? "
ไม่เข้าใจ
หรือว่าจะมีเป้าหมายที่ตัวหนู?
แต่ไม่เห็นต้องลากทุกคนมาเกี่ยวด้วยเลยนี่คะ?
ไร้เหตุผล… มันไร้เหตุไร้เหตุผลไปแล้ว
นี่ต้องเป็นความฝันแน่เลยค่ะ
ใช่แล้ว ถ้าหนูลืมตาตื่นขึ้นมา ทุกคนต้องยังมีชีวิตอยู่แน่นอน…
มีชีวิตอยู่…
แต่ศพกับเลือดตรงหน้านั้นหนูสามารถสัมผัสได้
หนูลองเอาขาไปแหย่ก้อนเนื้อที่อดีตเคยเป็นร่างของเพื่อนหนูด้วยความหวาดกลัว
หนูสัมผัสมันได้
รู้สึกได้ถึงเลือดอุ่น ๆ กับกลิ่นคาวที่โฉยขึ้นมา
ไม่อยากรับรู้เลย
อยากให้มันเป็นเรื่องโกหก
แต่ว่ามันเป็นเรื่องจริง ร่างกายของหนูมันยืนยันด้วยตัวเองแล้ว
ฮึก...
ไม่เอานะ
ฮือ…
ไม่จริง… ไม่เชื่อ… ไม่… ฮือ… งือ… แง---
"แงงงงงงงงงงงง! ทุกคนตายกันหมด! ตายกันหมดเลย! ฝีมือใคร! มันเป็นฝีมือของใครกัน! ฝีมือของใครกันนนนนนนนน! "