เบื้องหลังคือความมืดและเขตแดนรกร้างที่พวกเขาเพิ่งจากมา
ส่วนเบื้องหน้า...คือทะเลแห่งแสงไฟที่แผ่ไพศาลไปไกลสุดลูกหูลูกตา...
คำอินทร์และหน่วยกล้าตายของเขายืนสงบนิ่งอยู่ในเงามืด...ณ ชายขอบของค่ายทหารพม่า...ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านั้น...ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่พวกเขาเคยจินตนาการไว้มากนัก
มันไม่ใช่แค่ค่ายทหาร...แต่มันคือ "นคร" ขนาดย่อมที่ถูกสร้างขึ้นมาชั่วคราว...กระโจมนับหลายร้อยหลังตั้งเรียงรายกันอย่างแออัด...กองไฟนับร้อยนับพันกองส่องแสงสีส้มแดงขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี...จนดูราวกับหมู่ดาวบนพื้นดิน
ควันไฟที่ลอยกรุ่นขึ้นไปบดบังแสงจันทร์จนมิด...ทำให้ทั่วทั้งบริเวณตกอยู่ในแสงสลัวที่ดูแปลกประหลาดและน่าพรั่นพรึง
เสียงเซ็งแซ่ดังมาจากทุกทิศทุกทาง...มันคือเสียงพูดคุย...เสียงหัวเราะอย่างคึกคะนอง...เสียงร้องเพลงที่เมามาย...เสียงสบถด่าทอ...และเสียงทะเลาะวิวาทของเหล่าทหารนับหมื่นที่อาศัยอยู่รวมกัน...มันคือเสียงแห่งชีวิต...ชีวิตของศัตรูที่พวกเขาต้องเดินทางฝ่าไป
กลิ่นอันรุนแรงและหลากหลายปะทะเข้าจมูกอย่างจัง...มีทั้งกลิ่นไม้ที่กำลังเผาไหม้...กลิ่นเนื้อย่างและอาหารที่ปรุงสุก...กลิ่นเหล้าสาโทที่หมักจนได้ที่...และที่ขาดไม่ได้...คือกลิ่นเหงื่อไคลและกลิ่นสาบของร่างกายที่ไม่ได้ชำระล้างมานานของชายฉกรรจ์นับพัน
นี่คือใจกลางของแดนพยัคฆ์อย่างแท้จริง...
"ตามข้ามา...เยื้องย่างดุจเงา...หายใจราวกระซิบ...อย่าให้มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกไปเป็นอันขาด" คำอินทร์สั่งการด้วยเสียงที่เบาที่สุด...แต่กลับทรงอำนาจและทำให้เหล่าทหารองครักษ์ผู้มากประสบการณ์ต้องน้อมรับฟังแต่โดยดี
แล้วการแทรกซึมที่แท้จริงก็ได้เริ่มต้นขึ้น...
พวกเขาทั้งยี่สิบเอ็ดชีวิต...กลายเป็นดั่งวิญญาณ...ที่กำลังจะล่องลอยผ่านนครของเหล่าปีศาจ...
คำอินทร์เคลื่อนที่นำหน้า...เขาไม่ได้ใช้สายตาเพียงอย่างเดียว...แต่ใช้ "จิตสัมผัสกระแส" เป็นดั่งดวงตาที่สาม...เขามองเห็นเส้นทางที่ปลอดภัยที่สุด...เขารู้สึกได้ถึง "กระแส" ของทหารยามที่กำลังจะเดินตรวจมาทางนี้ก่อนที่พวกเขาจะปรากฏตัวเสียอีก
พวกเขาเคลื่อนที่จากเงามืดของกระโจมหลังหนึ่งไปยังเงามืดของกองสัมภาระ
พวกเขาคลานลอดใต้ท้องเกวียนที่จอดทิ้งไว้ พวกเขาหยุดนิ่งเป็นหินผาเมื่อมีทหารขี้เมาคนหนึ่งเดินโซซัดโซเซมาทางนี้ แล้วเคลื่อนที่ต่อทันทีที่มันเดินผ่านไป
ทุกย่างก้าวคือความเสี่ยง ทุกการเคลื่อนไหวคือการเดิมพันด้วยชีวิต
ครั้งหนึ่งทหารองครักษ์นายหนึ่งเกือบจะเหยียบเข้ากับกิ่งไม้แห้ง แต่คำอินทร์ก็คว้าแขนของเขาไว้ได้ทันเวลา พร้อมกับส่ายหน้าช้าๆ เป็นการเตือนสติที่ไร้เสียงแต่กลับหนักแน่น
อีกครั้งหนึ่ง กลุ่มของพวกเขาที่กำลังซ่อนตัวอยู่หลังกองฟางก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เมื่อทหารพม่าสองนายที่นั่งกินเหล้าอยู่ไม่ไกลเกิดทะเลาะวิวาทกัน แล้วขว้างจอกเหล้าดินเผามาแตกกระจายอยู่ข้างๆ พวกเขา!
เศษกระเบื้องปลิวว่อนมาเฉียดใบหน้าไปเพียงนิดเดียว แต่ทุกคนก็ยังคงนิ่งสงบไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย รอจนกระทั่งทหารสองนายนั้นเริ่มชกต่อยกันและสร้างความสนใจจากคนรอบข้าง แล้วพวกเขาก็อาศัยจังหวะชุลมุนนั้นเคลื่อนที่ต่อไปข้างหน้า
การเดินทางผ่านค่ายชั้นนอกนี้ ทำให้คำอินทร์ได้เห็นภาพของกองทัพพม่าในมุมที่เขาไม่เคยเห็น มันไม่ใช่แค่กองทัพที่โหดเหี้ยม แต่มันยังเต็มไปด้วยความไร้ระเบียบ ทหารจำนวนมากเป็นเพียงชาวบ้านที่ถูกเกณฑ์มา
พวกเขาไม่ได้มีจิตใจของนักรบแต่กลับโหยหาวันที่จะได้กลับบ้าน
เขาลอบได้ยินบทสนทนามากมาย
"เมื่อไหร่ท่านเนเมียวจะสั่งให้เราบุกเสียที ข้าคิดถึงลูกเมียที่บ้านใจจะขาดแล้ว"
" ข้าได้ยินว่าที่กำแพงเมืองวันก่อน แม่ทัพอ่องเมี้ยะถูกปิศาจตนหนึ่งสังหาร มันเป็นเพียงเด็กหนุ่มแต่กลับมีวิชาอาคมที่ร้ายกาจนัก"
" ข้าไม่อยากจะสู้กับปิศาจตนนั้นเลย ข้าอยากกลับบ้าน "
ข่าวลือเกี่ยวกับ "อสุราน้อย" ได้แพร่กระจายมาถึงในกองทัพของศัตรูแล้ว มันสร้างทั้งความกลัวและความเชื่อทางไสยศาสตร์ให้แก่ทหารระดับล่าง
นี่เป็นข้อมูลสำคัญที่คำอินทร์จะนำไปบอกท่านเจ้าเมือง หากเขามีโอกาสได้กลับไป
หลังจากเดินทางผ่านความโกลาหลของค่ายชั้นนอกมาได้ราวหนึ่งชั่วยาม ในที่สุดพวกเขาก็มาถึงเขตแดนที่แบ่งระหว่างค่ายชั้นนอกและ "ค่ายชั้นใน"
บรรยากาศ ณ ที่แห่งนี้ แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ความไร้ระเบียบและความเซ็งแซ่ได้หายไป ถูกแทนที่ด้วยความเงียบและความมีวินัย กระโจมที่พักถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ กองไฟมีน้อยลงแต่กลับสว่างไสวและถูกดูแลอย่างดี และที่สำคัญที่สุดคือเหล่าทหารยาม
พวกเขาไม่ใช่ทหารบ้านๆ ที่ถูกเกณฑ์มาอีกต่อไป แต่คือ "ทหารองครักษ์ชั้นยอด" ทุกคนสวมเกราะเหล็กเต็มยศ ยืนเฝ้ายามอย่างแข็งขันด้วยท่าทีที่ตื่นตัวและสงบนิ่ง สายตาของพวกเขาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ อย่างไม่ลดละ
เบื้องหน้าของพวกเขาคือลานโล่งกว้างที่สว่างไสวไปด้วยแสงคบเพลิง มันคือ "เขตสังหาร" ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อป้องกันการลอบเข้ามายังค่ายชั้นใน ที่ซึ่งเป็นที่พักของเหล่าขุนพลและแม่ทัพนายกองคนสำคัญ รวมถึงเป้าหมายสูงสุดของพวกเขา เนเมียวสีหบดี
การจะข้ามผ่านลานโล่งที่สว่างไสวและเต็มไปด้วยสายตาของทหารยามชั้นยอดนี้ไป ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
คำอินทร์หลับตาลงอีกครั้ง แผ่จิตสัมผัสออกไปอย่างละเอียดที่สุด
เขารู้สึกได้ถึงกระแสพลังของทหารยามที่ตื่นตัวและแข็งแกร่ง เขารู้สึกได้ถึงเส้นทางการเดินตรวจที่ซ้อนทับกันไปมาจนแทบจะไม่มีช่องว่าง
แต่แล้ว เขาก็รู้สึกถึงมัน
กระแสพลังงานที่แปลกประหลาด มันไม่ใช่พลังชีวิตของมนุษย์ แต่เป็นพลังงานสีดำจางๆ ที่เย็นเยียบและผิดธรรมชาติ มันถูกถักทอเป็นเส้นใยบางๆ ขึงไว้ทั่วทั้งลานโล่งนั้น ต่ำติดพื้นดิน
มันคือ "กับดักอาคม"
เป็นอาคมแจ้งเตือนที่ซับซ้อนกว่าที่พวกเขาเจอมาตอนแรกมากนัก
คำอินทร์ลืมตาขึ้น เหงื่อเย็นเยียบหยดหนึ่งไหลลงมาข้างขมับ
การเดินทางที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่การเดินเล่นในสวนหลังบ้าน...
แต่จากนี้ไปมันคือการเดินเหยียบย่ำเข้าไปในรังของพญามารอย่างแท้จริงและทุกย่างก้าว อาจหมายถึงความตายของพวกเขา