"เป็นอะไรไป แค่นี้ก็จะยอมแพ้แล้วหรือเห็นทีข้าคงจะประเมิณเจ้าสูงเกินไปสินะ"เจ้าบัลลังก์กล่าวอย่างเย้ยหยันและท้าทาย เฟยหรงที่ได้ยินไม่ได้กล่าวตอบแต่อย่างใดเนื่องจากเขาใช้สมาธิทั้งหมดในการย่างก้าวที่สองของเขาและมันก็สำเร็จ เขาสามารถก้าวได้สองเก้าแล้ว แต่ทว่า
"บูม!!"
แรงกดดันถูกเพิ่มขึ้นมาอีกครั้งและมันยังเป็นแรงกดดันอีกสองเท่าจากเดิมเหมือนครั้งก่อนอีกด้วย เฟยหรงที่โดนแรงกดดันยังคงกัดฟันทน อีกทั้งเขายังไม่ยอมล้มลงง่ายๆแม้พลังปราณและพลังวิญญานของเขาจะใช้ไม่ได้แต่เขาก็ยังมีกายศักดิ์สิทธิ์ของมังกรอยู่ดีและมันแข็งแกร่งว่าร่างกายของมนุษย์ทั่วไปหลายเท่านัก
เฟยหรงยังคงจิตใจมั่นคงและยึดมั่นก้าวที่สาม ก้าวที่สี่ ก้าวที่ห้า ก้าวที่หก จนมาถึงก้าวที่เจ็ดเขาก็ไม่จะไม่สามารถทานทนได้อีกต่อไปเกาะเทพมังกรนิรันทร์กาลปรากฏขึ้นในทันทีแต่ในสถานการณ์เช่นนี้กลับช่วยอะไรเขาไม่ได้มากนัก เมื่อก้าวมาถึงก้าวที่แปดแรงกดดันพลันทวีคูณเข้าไปอีกเกือบสิบเท่าแม้แต่ร่างกายมังกรของเขาแม้จะไม่มีรอยปลิแตกแต่ชายหนุ่มกลับต้องคุกเข่าลงและแทบหาบใจไม่ออก
อั๊ก!!
เฟยหรงกระอักเลือดคำโต ดูเหมือนแรงกดดันนี้จะเข้าสู่เทพบรรพกาลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาที่เป็นจักรพรรดิเทวะมีหรือที่จะทนมันได้ เดิมทีช่องว่างระหว่างขั้นนั้นมันก็มากอยู่แล้วเพียงแค่เฟยหรงมีความสามารถเทียบเท่ามหาเทวะขั้นกลางในขณะที่อยู่จักรพรรดิเทวะขั้นกลางแบบนี้ก็ถือว่าวิเศษเหนือคำบรรยายแล้ว แต่เนื่องจากช่องว่างที่มากเกินไปของขั้นใหญ่ทำให้แม้แต่แรงกดดันชายหนุ่มก็แทบจะรับไว้ไม่ได้ ดูเหมือนว่าเขาจะมาถึงขีดจำกัดแล้วจริงๆ
'ไม่!! ข้าจะยอมแพ้ไม่ได้!!'เฟยหรงกล่าวในใจอย่างมุ่งมั่นแววตาคมกริบมองไปยังเจ้าบัลลังก์ที่กำลังยืนยิ้มเหมือนกำลังสนุกสนาน เฟยหรงค่อยใช้มือทั้งสองข้างพยุงตัวขึ้นมาท่ามกลางแรงกดดันอันหนาแน่น ทันใดนั้นขาของเขาก็ก้าวไปยังก้าวที่เก้าได้สำเร็จแต่ก็เหมือนเดิมแรงกดดันอีกสิบเท่าถาโถมเข้ามาที่ร่างกายเขาอีกครั้ง
"บูม!!!"
"ฟุ๊บ!!"
ในครานี้เฟยหรงนอนราบลงไปในทันทีพร้อมด้วยอาการเหนื่อยหอบแรงกดดันนี้มันเกินกว่าตัวเขาจะรับได้จริงๆคงต้องยอมรับว่าเขาในตอนนี้ยังไม่สามารถต้านทานพลังระดับนี้ได้อย่างแท้จริง
'เจ้าหนูอีกก้าวเดียวเท่านั้น ลุกขึ้นมาสิ แสดงให้ชายคนนั้นว่าเจ้าไม่ใช่คนที่จะมาหยุดอยู่ตรงนี้'กู่เทียนหลงที่อยู่ในหอคอยตอนนี้ตะโกนให้กำลังใจเฟยหรงสุดฤทธิ์ เขาไม่สามารถออกไปช่วยในบททดสอบนี้ได้ สิ่งเดียวที่ทำได้มีเพียงให้กำลังใจเท่านั้น ด้วยพรสวรรค์และความยึดมั่นของเฟยหรง กู่เทียนหลงผุ้เป็นอาจารย์เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าเขาจะต้องทำได้
"ข้า จะ ไม่ ยอม แพ้!!"เฟยหรงตะโกนสุดเสียงพร้อมกับค่อยพยุงตัวขึ้นในทันที แน่นอนการทดสอบที่โหดหินเช่นนี้เฟยหรงไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะได้พบเจอ อีกทั้งยังพบเจออย่างกะทันหันโดยที่เขาไม่ได้ตั้งตัวเสียด้วย นั่นจึงทำให้เขาปรับตัวไม่ทันและไม่ได้หาทางรับมือสถานการณ์เช่นนี้เอาไว้จึงตกมาอยู่ในสภาพเช่นนี้
ชายหนุ่มค่อยๆลุกขึ้นมาร่างกายของเขาเริ่มกลับสู่สภาพปกติไม่ได้สวมเกราะเทพมังกรอีกต่อไป เสียงกระดูดแตกหักดังขึ้นไม่ขาดสาย ใบหน้าที่หล่อเหลาตอนนี้บิดเบี้ยวและเต้มไปด้วยความเจ็บปวดพร้อมกับก้าวสุดท้ายที่ค่อยๆก้าวออกไปด้านหน้า
จนในที่สุด เขาก็มาถึงก้าวสุดท้ายจนได้ในขณะที่ร่างกายเต็มไปด้วยเลือดอาบทั่วร่าง เฟยหรงแม้จะเจ็บปวดมากก็ตามแต่ก็ยังคงยืนตระหง่านอยู่ต่อหน้าของเจ้าบัลลังก์ราชันแห่งแสงอย่างองอาจ ในชั่วพริบตานั้นเองแสงสีทองแผ่พุ่งออกมาจากตัวของชายหนุ่มโดยที่เขาไม่รู้ตัว มันทั้งอบอุ่นและทำให้ความเจ็บปวดของเขาทุเลาลงอย่างรวดเร็ว
เฟยหรงที่เห็นดังนั้นอดไม่ได้ที่จะตะลึงถึงความมหัศจรรย์ของพลังแห่งแสงนี้แต่ในทางกลับกันเขารู้สึกหนักแปลกๆบนไหล่ข้างซ้ายของเขาอย่างชัดเจน แต่พอหันกลับไปเฟยหรงถึงกับดวงตาเบิกกว้างอย่างช่วยไม่ได้ สิ่งที่อยู่บนไหลของเขาคือสิ่งมีชีวิตอะไรสักอย่างที่ดูเหมือนมนุษย์ทุกประการแต่กลับตัวเท่ากับเด็กทารกเเรกเกิด เส้นผมสีทองเงางาม ใบหน้างดงามหมดจรดและน่ารัก สวมใส่อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ด้านหลังมีปีกคล้ายกับปีกของนกสีทองอร่ามดูแล้วช่างเป็นตัวตนที่งดงามและสูงส่ง และตอนนี้กำลังแย้มยิ้มให้กับเฟยหรงอย่างเป็นมิตร
"นะ นี่คือ!!"
"เด็กคนนั้นคือร่างจำแลงของบัลลังก์ราชันแห่งแสงสว่างอย่างไรละ นางมีต้นแบบมาจากเผ่าภูติ"เจ้าบัลลังก์ราชันที่คลายแรงกดดันแล้วกล่าวขึ้นเพื่อไขความกระจ่างให้กับเฟยหรง
"ร่างจำแลง!!"ชายหนุ่มอุทานออกมาพร้อมกับมองไป ภูติแห่งแสงบนไหล่ด้วยความตกตะลึง เขาคิดมาตลอดเวลาบัลลังก์ราชันจะจำแลงร่างเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นไม่คิดว่ามันจะมีรูปแบบอื่นด้วย
"ใช่แล้ว!!ดูเหมือนว่านางจะชอบเจ้ามากๆทีเดียวละ ฮ่าๆๆ"เจ้าบัลลังก์ราชันหัวเราะร่านี่ยังไม่ทันได้ผ่านก่านสดสอบร่างจำแลงของบัลลังก์ราชันแห่งแสงก็เข้าช่วยเหลือช่วยหนุ่มเสียแล้ว นี่เหมือนการบอกเป็นนัยว่านางได้ยอมรับชายหนุ่มให้เป็นผุ้ถือครองแล้วนั่นเอง
ภูติแห่งแสงแย้มยิ้มพร้อมกระโดดออกจากไหล่ของชายหนุ่ม และกลายเป็นบัลลังก์ราชันสีทองที่มีสัญลักษณ์รูปปีกนกปรากฏขึ้น ความงดงามและยิ่งใหญ่เหนือล้ำกว่าบัลลังก์ราชันใดที่เฟยหรงเคยเห็นมา เฟยหรงไม่รอช้าค่อยๆก้าวขาขึ้นบันไดแห่งราชันในทันที พร้อมกับมงกุฏสีทองปรากฏขึ้นบนศรีษะลวดลายของมันนั้นวิจิตรตระการตาอย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน เฟยหรงเมื่อก้าวถึงบัลลังกืแล้วชายหนุ่มนั่งลงไปที่มันในทันที
ท้องฟ้าทั่วทั้งโลกเริ่มเปลี่ยนสีจนกลายเป็นสีทองอร่าม เหล่าผู้ถือครองบัลลังก์แห่งราชันรับรู้ได้ถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อำนาจสยบนี้ทำให้พวกเขารู้สึกใจสั่นอย่างบอกไม่ถูก ส่วนทางด้านเฟยหรงเมื่อนั่งลงบนบัลลังก์แล้วเขาก็เข้าใจถึงพลังแห่งบัลลังก์ราชันแห่งแสงในทันที พลังนี้ช่างเป็นอะไรที่เรียบง่ายเอามากๆนั่นคือการเสริมพลังให้กับบัลลังก์ราชันอื่นนั่นเอง แต่มันไม่เพียงแต่เสริมพลังเท่านั้นมันยังมีอำนาจในการสะกดข่มบัลลังก์ราชันอื่นๆอีกด้วยและเปรียบเสมือนผู้คุมกฏของผู้ถือครองบัลลังก์ราชันเลยก็ว่าได้ มิน่าผู้ใช้บัลลังก์ราชันแห่งแสงถึงได้เป็นผู้นำตลอดมาที่แท้เพราะไม่มีใครก่อต้านอำนาจแห่งบัลลังก์ราชันนี้ได้นี่เอง
เปรียบเหมือนดังพระเจ้าสร้างสร้างบัลลังก์ราชันนี้เพื่อจัดการกับเจ้าบัลลังก์ที่ใช้พลังในทางที่ผิดเลยก็ไม่ปาน อีกทั้งตัวบัลลังก์ราชันยังมีความสามารถในการรักษาบาดแผลได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ด้วยความสามารถนี้แม้จะไม่ได้อยู่ในสายต่อสู้หรือควบคุมเหมือนกับบัลลังก์อื่นๆแต่ในทางการสนับสนุนบัลลังก์ราชันแห่งแสงนี้กลับทำได้ดีเยี่ยมไม่แพ้บัลลังก์ราชันพฤกษาเลยก็ว่าได้
เฟยหรงยกยิ้มอย่างพอใจความเจ็บปวดที่เขาได้รับในสิบก้าวเมื่อครู่นางเทียบกับสิ่งที่ได้มานั้นนับว่าคุ้นเสียยิ่งกว่าคุ้ม เพียงเท่านี้การจะปลดผนึกโลกก็ไม่ใช่เพียงแค่ความฝันลมๆแล้งๆอีกต่อไป ในโลกใบนี้บัลลังก์ราชันห้าชิ้นตกอยู่ในครอบครองของเด็กหนุ่มเพียงคนเดียว
หลังจากที่เขาผสานบัลลังก์ราชันแห่งแสงเข้าร่างกายเป็นที่เรียบร้อย เฟยหรงมองห้าเจ้าบัลลังก์แห่งแสงคนก่อนในทันทีแต่กลับไม่พบเขาอีกต่อไปแล้ว นั่นเพราะแรงกดดันที่เขาปล่อยออกมาเพื่อทดสอบเฟยหรงนั้นคือพลังทั้งหมดของเสี้ยววิญญานของตัวเขาแล้วก็ว่าได้และเมื่อใช้แล้วหมดไปอีกทั้งภารกิจของเขาก็ยังลุล่วงไปได้ด้วยดี เขาก็ไม่จำเป็นต้องอยู่อีกต่อไป
เฟยหรงเมื่อเห็นดังนั้นเขาก็ทำท่าทีเศร้าใจเล็กน้อย เขายังไม่ทันได้ขอบคุณและรู้ชื่อของเจ้าบัลลังก์คนก่อนเลย เหตุใดถึงได้ด่วนจากไปนัก ชายหนุ่มผสานมือคาราวะอย่างนอบน้อมด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง ก่อนที่จะหันหลังกลับในทันที เวลานี้เขาขอเพียงเวลาให้ตัวเองได้ฝึกฝนถึงมหาเทวะก่อนค่อยปลดผนึกโลก เนื่องจากชายหนุ่มคิดว่าความแข็งแกร่งของเขามันยังไม่พอที่จะเผชิญกับสิ่งที่อยู่ด้านนอกของโลก อีกทั้งความสามารถในการสู้ข้าวขั้นของเขาก็ลดลงไปทุกทีเนื่องจากช่องว่างของพลังแต่ละขั้นนับจากเทพอมตะนี้ช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน เฟยหรงไม่อยากประมาทแต่อย่างใด
ดังนั้นการกักตัวฝึกฝนจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วด้วยพรสวรรค์ อีกทั้งตนเองยังเป็นนักปรุงยาระดับแปดกำลังจะก้าวข้ามระดับเก้าเฟยหรงมั่นใจมากว่าตัวเองจะใช้เวลาไม่ถึงสิบปีในการก้าวไปถึงระดับมหาเทวะขั้นปลายอย่างแน่นอน นี่ไม่ใช่ความหลงตัวเองแต่อย่างใดแต่เฟยหรงนั้นสามารถทำได้จริง