ตอนที่101 กวาดล้างฐานลับ
ขณะที่เสิ่นอี้กำลังนั่งตัวสั่นเทาอยู่ภายในไทม์แมชชีนพลันมีเสียงแจ้งภารกิจจากระบบโกลาหลดังขึ้นมาซึ่งทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจได้ภายในเสี้ยววินาทีนั้นทันทีว่า
“ระบบโกลาหลมอบภารกิจที่สิบสามให้กับโอนเนอร์มีเวลาปฏิบัติภารกิจสองชั่วโมง เริ่มนับจากสิบวินาทีข้างหน้าเป็นต้นไปโอนเนอร์จะต้องทำลายฐานลับของกองทัพดาวเจอรัลแห่งนี้ให้ราบคาบแล้วจะมีสิทธิ์เสี่ยงโชคจากระบบได้หนึ่งครั้ง ขอให้โอนเนอร์โชคดี”
“เฮ้ย! ไหงภารกิจมาเร็วขนาดนี้ เอาละ! ไหน ๆ ก็กลับมาดาวขยะแล้วดูสิว่าข้างนอกจะมีพวกทหารจระเข้ถือปืนรอยิงฉัน
อยู่ไหม”
ชายหนุ่มบ่นงึมงำออกมาด้วยความกังวลใจสุดท้ายเขาตัดสินใจเปิดฝาครอบไทม์แมชชีนออกพร้อมหยิบปืนลำแสงเอวาสที่มีเพียงกระบอกเดียวออกมาจากกล่องล่องหนเขาพร้อมสู้ตายกับพวกทหารจระเข้ในทันที
ครั้นฝาครอบเครื่องไทม์แมชชีนเปิดออกกว้างแล้วชายหนุ่มพลันถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะผู้ที่ยืนอยู่ต่อหน้าคือพรอคที่เจ็ดซึ่งมันยืนทำตาโตด้วยความดีใจพลางสอบถามเสิ่นอี้ด้วยเสียงแผ่วเบาแฝงความกังวลใจว่า
“อ๊ะ! เสิ่นอี้กลับมาพอดีเมื่อตะกี้เพิ่งมีพวกทหารเจอรัลเข้ามาตรวจสอบแถวนี้พวกมันจะกลับมาอีกครั้งในอีกสิบนาทีข้างหน้า พวกเราเตรียมตัวหาที่หลบภัยกันเถอะ”
พรอคที่เจ็ดแจ้งข่าวกับเพื่อนทันทีมันรู้สึกดีที่เพื่อนไม่ได้ทอดทิ้งไว้แล้วหนีหายไปตามลำพัง ทว่ากลับมาช่วยเหลือมันตามสัญญาแต่เดิมจึงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
“ไม่ต้องหลบแล้วพวกเราจะสู้กับพวกมันให้ราบคาบไปเลย นายหาวิธีสื่อสารกับเผ่าได้ไหมเรียกพวกเขาให้มารับอาวุธที พวกเราจะต่อสู้กวาดล้างฐานลับนี้ไปด้วยกัน”
เสิ่นอี้ยิ้มแสยะอย่างมีความนัยพลางสอบถามพรอคที่เจ็ดด้วยความอยากรู้ เขามั่นใจว่าเพื่อนต่างเผ่าจะต้องมีวิธีสื่อสารเฉพาะไปถึงเผ่าจากระยะไกลจึงต้องการให้เผ่าพรอคทั้งหลายได้มาร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการกวาดล้างฐานลับแห่งนี้ให้หมดสิ้นไปจากดาวขยะเสียที
พรอคที่เจ็ดได้ยินคำกล่าวอย่างโอหังแต่แฝงความมั่นใจของเสิ่นอี้มันรับรู้ได้ทันทีว่าเพื่อนจะต้องมีวิธีขโมยอาวุธมาให้เผ่าตนตามสัญญาแน่นอนจึงพยักหน้ารับคำสั่งจากเพื่อน พลางกล่าวตอบรับด้วยความยินดีว่า
“ข้ามีวิธีสื่อสารได้หากเจ้าสามารถนำอาวุธออกมาให้เราต่อกรกับพวกมัน ข้าเชื่อว่าพวกเราจะต่อสู้จนตัวตายแน่นอน”
พรอคที่เจ็ดเกิดความฮึกเหิมเมื่อเหลือบมองเห็นท่าทางมั่นใจของเพื่อนมันเห็นด้วยกับความคิดของเสิ่นอี้เช่นกันเพราะไม่ต้องการอยู่อย่างหลบซ่อนอีกต่อไป
“ดีมาก เจ้ารีบสื่อสารบอกให้มาเลยนะหากสามารถแย่งชิงยานตรวจการณ์ได้ละก็ ให้เปิดศึกโจมตีได้เลย ฉันเชื่อว่าอินทรีดำจะดึงดูดความสนใจพวกทหารให้กลับมาที่ฐานลับนี้แทนเราต้องแยกกันทำงานแล้วล่ะ นายจะใช้ปืนที่มีหรือขโมยปืนสู้กับพวกมันก็ได้ ส่วนฉันจะไปขโมยอาวุธจากคลังแสงพวกมันเอง”
เสิ่นอี้กล่าวจบแล้วรีบเก็บไทม์แมชชีนเข้าไว้ในกล่องล่องหนเขานึกสังหรณ์ใจได้ว่าอาจได้มีโอกาสใช้ประโยชน์จากไทม์แมชชีนอีกครั้งในอนาคต
จากนั้นวิ่งหนีจากพรอคที่เจ็ดมาโดยได้ยินคำกล่าวแสดงความห่วงใยลอยตามหลังมาว่า“ระวังตัวด้วย”
การปรากฏตัวของเสิ่นอี้ร่วมกับเขาสั่งการให้อินทรีดำเปิดเผยตัวตนเป็นระยะเพื่อดึงดูดความสนใจจากเหล่าทหารกองทัพเจอรัลทำให้ทหารจระเข้ต้องแบ่งแยกกำลังออกเป็นสองฝ่ายเพื่อไล่ล่าทั้งอินทรีดำและเสิ่นอี้ในทันใด
ชายหนุ่มจำเป็นที่จะต้องเร่งเปิดฉากกวาดล้างฐานลับแห่งนี้เนื่องด้วยระบบโกลาหลระบุเวลาสำหรับภารกิจที่สิบสามเพียงสองชั่วโมงโดยเขานึกสังหรณ์ใจว่าเมื่อครบเวลาสองชั่วโมงแล้วเขาอาจถูกระบบโกลาหลนำตัวกลับคืนสู่โลกดังเดิม
ชายหนุ่มวิ่งตรงเข้าไปในเขตทดลองอีกห้องซึ่งอยู่ติดกับห้องปฏิบัติการทางวิศวกรรมเขาทำการจี้บังคับนักวิทยาศาสตร์เพื่อให้เปิดประตูทางออกจากห้องทดลองโดยตรง
เมื่อประตูแง้มเปิดออกเพียงเล็กน้อยชายหนุ่มไม่ได้คิดสนใจนักวิทยาศาสตร์ของศัตรูสักนิด เขาผลักร่างชายชราพุ่งออกไปพร้อมยกปืนลำแสงเอวาสยิงเข้าใส่ทหารจระเข้ราวสิบตัวที่ยืนประจำการเฝ้าอยู่หน้าห้องทดลองทันใด
เสียงปืนจากลำแสงเอวาสไม่ได้ดังสนั่นดั่งเช่นปืนบนโลกทว่าเสียงตะโกนสื่อสารจากทหารจระเข้บางตัวที่มีเวลาแจ้งเตือนภัยได้ทำให้เกิดความโกลาหลขึ้นภายในฐานลับทันทีเนื่องด้วยทหารจระเข้ไม่นึกว่าจะมีศัตรูลอบแฝงตัวอยู่ภายในอีกนอกเหนือจากอินทรีดำที่ปรากฏตัวให้เหล่าทหารจระเข้พบเห็นเป็นระยะ
“บัดซบ! ฆ่ามันให้ได้! มันบังอาจเข้ามาหลบอยู่ในนี้ตั้งนานอย่าให้มันหนีรอดไปได้ ฆ่ามัน!”
เสิ่นอี้ได้ยินเสียงตะโกนสั่งการจากบรรดาทหารจระเข้ที่วิ่งกรูเข้ามายังเส้นทางชั้นสองของห้องทดลองชายหนุ่มมีโอกาสใช้ทักษะต่อสู้ที่ได้รับมาจากระบบโกลาหลอย่างเต็มที่เป็นครั้งแรกเขาพุ่งตัวหลบลำแสงเอวาสจากปืนบนหลังแขนของเหล่าทหารจระเข้ไปมาร่วมกับพยายามฝ่าไปยังทางลงสู่คลังแสง
“ฉิบหาย! พวกมันมากันเยอะเกินไปแล้วเห็นทีคงต้องพึ่งอาวุธโบราณสะหน่อย”
เสิ่นอี้สบถด้วยความโมโหแฝงความกังวลเขาพบว่าการต่อสู้ตามลำพังร่วมกับปืนลำแสงเอวาส ไม่สามารถต่อกรกับบรรดาทหารจระเข้ที่มีทักษะต่อสู้ด้อยกว่าแต่มีจำนวนมหาศาลได้จึงคิดที่จะใช้ระเบิดมืออันทันสมัยของโลกแต่เป็นอาวุธโบราณสำหรับที่นี่ โดยหวังให้ยับยั้งทหารจระเข้ได้ชั่วคราว
ระหว่างชายหนุ่มพุ่งตัวหลบลำแสงเอวาสจากศัตรูบางครั้งต้องตีลังกาหลบลำแสงเอวาสไปมาเขาอาศัยจังหวะที่เป็นไปได้หยิบเอาระเบิดมือจากกล่องล่องหนออกมาจำนวนมาก
จากนั้นชายหนุ่มดึงสลักมือแล้วโยนเข้าใส่กลุ่มทหารจระเข้ร่วมกับยิงสกัดป้องกันตัวเป็นระยะไปด้วย
บึ้ม ! บึ้ม ! บึ้ม!
เสิ่นอี้ตาโตเป็นประกายด้วยความยินดีเมื่อพบว่าระเบิดมือสามารถสร้างความปั่นป่วนให้แก่ทหารจระเข้จนพวกมันยิงเข้าใส่ตนเองอย่างสะเปะสะปะ เนื่องด้วยควันจากระเบิดมือได้สร้างปัญหาการมองเห็นให้กับพวกทหารจระเข้โดยตรง
“เจ๋ง! ต้องให้ได้แบบนี้สิ งั้นใช้ปืนโบราณสะหน่อยอุตส่าห์ซื้อมาไว้เพียบ เอาให้เสียงดังจนมันงงไปเลย”
เสิ่นอี้รู้สึกตื่นเต้นยินดีในการใช้อาวุธจากโลกเขาหยิบอาวุธปืนกลเบาออกมายิงเข้าใส่ทหารจระเข้พลางมองเห็นร่างพวกมันล้มลงกับพื้นดั่งใบไม้ร่วง ยิ่งทำให้เขารู้สึกสะใจจนยิงเข้าใส่อย่างเมามันรวดเร็วกระทั่งกระสุนหมดซองอย่างไม่รู้ตัว
ชายหนุ่มจำเป็นต้องทิ้งปืนแล้ววิ่งหนีพร้อมใช้ปืนลำแสงเอวาสซึ่งยึดมาจากศพของทหารจระเข้แทนทว่าโชคยังเข้าข้างเสิ่นอี้อยู่บ้าง เนื่องจากการต่อสู้ของชายหนุ่มตั้งแต่ออกมาจากห้องทดลองจนสามารถฝ่ามาถึงทางลงสู่ใต้ตินชั้นถัดไปในชั้นที่สามซึ่งเป็นชั้นเก็บอาวุธทั้งหลายของบรรดาทหารกองทัพดาวเจอรัล
โดยไม่รอช้าให้ทหารจระเข้ตั้งตัวทันเสิ่นอี้หยิบระเบิดมือออกมาจากกล่องล่องหนแล้วดึงสลัก จากนั้นเขวี้ยงเข้าใส่กลุ่มทหารจระเข้ที่วิ่งดาหน้าเข้ามาพร้อมกับพุ่งตัวหลบปืนลำแสงเอวาสจากศัตรูเป็นระยะ
บึ้ม ! บึ้ม ! บึ้ม! บึ้ม ! บึ้ม! บึ้ม ! บึ้ม! บึ้ม ! บึ้ม! บึ้ม !
เสียงระเบิดดังกึกก้องพร้อมควันเต็มอุโมงค์ทางเดินในชั้นที่สองคาบเกี่ยวมาถึงชั้นที่สาม เปิดโอกาสให้เสิ่นอี้หลบหลีกบรรดาทหารจระเข้ซึ่งเฝ้ารักษาการณ์อยู่ในชั้นใต้ดินชั้นล่างสุดเกิดความอลหม่านในทันใด
“หึ ๆยังดีนะเนี่ยที่ฉันมีทักษะวิศวกร” เสิ่นอี้หัวเราะในลำคอแผ่วเบาด้วยความพึงพอใจ
เขาพบว่าประตูทางเข้าสู่คลังแสงของชั้นใต้ดินล่างสุดถูกปิดกั้นด้วยประตูเหล็กหนาซึ่งชายหนุ่มจำเป็นต้องเร่งมือใช้ทักษะที่ได้รับมาจากระบบโกลาหลเพื่อเปิดประตูเข้าไปขโมยอาวุธทั้งหลายในนั้น
เสิ่นอี้สามารถเปิดประตูเข้าไปได้ทันพอดีกับหมอกควันจากระเบิดมือจางหายไปร่วมกับลำแสงเอวาสนับร้อยสายพุ่งเข้าใส่ตำแหน่งที่เคยมีร่างเขายืนอยู่ทันใด
ชายหนุ่มวิ่งซิกแซ็กไปตามชั้นวางและโต๊ะแสดงอาวุธอย่างรวดเร็วด้วยการสัมผัสแล้วโบกมือไปมาเพื่อนำอาวุธทั้งหลายเข้าเก็บไว้ในกล่องล่องหน
เขาต้องทำงานแข่งกับเวลาร่วมกับวิ่งหลบลำแสงเอวาสซึ่งพุ่งเข้าใส่จากด้านหลัง ด้วยการใช้สัญชาตญาณเพียงฝ่ายเดียวเนื่องจากไม่มีมือว่างมากพอในการยิงตอบโต้กับบรรดาทหารจระเข้ หรือแม้แต่โอกาสในการเหลือบมองดูทิศทางการเคลื่อนไหวของพวกมัน
กระนั้นเขาได้ยินเสียงตะโกนสั่งการจากพวกทหารจระเข้ให้สังหารตนให้ได้เนื่องจากอาวุธจำนวนมากหายไปจากคลังแสงโดยคิดว่าเสิ่นอี้จะต้องมีเครื่องมือจัดเก็บชนิดพิเศษติดตัวมาด้วยแน่นอน
“บัดซบ! ศัตรูมีกระเป๋าล่องหนมาด้วย มันขโมยอาวุธพวกเราไปมากแล้วยิงมันให้ได้! หยุดมันเดี๋ยวนี้! ฆ่ามัน!อย่าให้มันหนีรอดไปได้!เร็วเข้า!”
เสิ่นอี้เหงื่อตกทันทีเพราะสัมผัสได้ถึงลำแสงเอวาสจำนวนมากพุ่งเข้าใส่ร่างตนที่พยายามวิ่งให้เร็วที่สุดและวิงซิกแซ็กไปมาเพื่อหลบให้พ้นอาวุธเหล่านั้นด้วย
“ซวยแล้ว! พวกมันแห่กันมามากขึ้น ใกล้แล้ว! สู้โว้ย!เสิ่นอี้!”
เสิ่นอี้ตะโกนเรียกกำลังใจให้แก่ตนเองเขาตาโตเป็นประกายเมื่อมองเห็นปืนรุ่นใหม่ล่าสุดขนาดใหญ่ โดยมียานรบลำใหญ่อยู่ต่อหน้าจึงคิดที่จะนำออกไปเพื่อไว้ใช้ต่อกรกับยานตรวจการณ์หรือยานรบของทหารกองทัพดาวเจอรัลซึ่งเป็นหนึ่งความใฝ่ฝันในการสู้รบกับพวกมันเคียงบ่าเคียงไหล่กับกองทัพทริปเปิลเอส