“เหล่าฮูหยิน...โปรดจงวางความขัดแย้งในใจทิ้งก่อนความเมืองย่อมมาก่อนความส่วนตัว ต้วนกงฆ่าบิดาที่ไม่อยู่ในธรรมเพื่อปวงประชาราษฎร์ไหนจะหลี่ปู้หวางปฐมกษัตริย์หลี่ก็สังหารพี่น้องบ้านเมืองจึ่งปกติสุขนี่ท่านหญิงมิได้สังหารใครแม้เพียงผู้เดียวก็รักษาความสงบของแคว้นได้มิต้องเสียเลือดเพียงหยดเลย”จางเหอที่สัมผัสได้ถึงความลำบากใจในห้วงความคิดของเหล่าฮูหยินพยายามโน้มน้าว
“แล้วพอข้ามีครรภ์จะให้บอกกับผู้อื่นหรือว่าข้ามีบุตรกับลูกตัวเอง?”
“มิได้ท่านแม่ระหว่างที่ท่านแม่สัมพันธ์กับท่านพี่ข้าพเจ้าจะแสร้งประหนึ่งว่าข้าพเจ้าตั้งครรภ์เองหากท่านแม่ให้กำเนิดบุตรเมื่อไหร่ก็สมอ้างว่าเป็นบุตรข้าพเจ้าการนี้ก็จะลุล่วงไปตลอดแน่นอน” ฮูหยินน้อยภริยาของหลี่หงสำทับอีกแรง
“ข้าเกรงว่าการจะแพร่งพรายอีกประการหนึ่งแผนนี้มันมิถูกต้องทำนองคลองเลย ข้าเกรงว่าฟ้าดินจะลงโทษ” เหล่าฮูหยินรำพึงทั้งหยางฮูหยินก็มิรู้ว่าประการใด
“เอาฉะนี้ได้หรือไม่เรื่องนี้ข้าขอปรึกษาผู้มีสติปัญญาอีกท่านหนึ่ง มิทราบว่าท่านหญิงเห็นประการใด?”
“ผู้ใดรึ?” ท่านหญิงถาม
“นักพรตหญิงหลิงเม่ย” จางเหอเสนอ
นักพรตหญิงหลิงเม่ยเป็นสตรีที่ถือครองเพศพรหมจรรย์มาตลอดอายุขัย บัดนี้นางอายุ 50 ปีเศษแล้วแต่ผิวพรรณยังผุดผ่องดูสง่างามหากแม้นผู้ใดมิรู้จักก็จะเข้าใจว่านางเป็นดรุณีน้อยที่เพิ่งเข้าบวชในลัทธิแต่นางนักพรตผู้นี้นั้นเล่าเป็นพระอาจารย์ผู้สั่งสอนดูแลขนบประเพณีมาตั้งแต่สามีของเหล่าฮูหยินยังเยาว์นักตบะที่นางบำเพ็ญนั้นแก่กล้านพลังปรานของนางดูเสมือนประหนึ่งจะหยุดยั้งมิให้อายุขัยของตัวเองล่วงเลยตามเวลา
แม้นางเป็นนักพรตหญิงในลัทธิเต๋าแต่นางก็มีความเจนจบในพุทธศาสนาและหลักธรรมทุกสำนักอย่างที่นักปราชญ์พึงจะเป็น เหล่าฮูหยินพอได้ยินชื่อนักพรตหญิงหลิงเม่ยก็ยอมรับจึงให้สาวใช้ไปเชิญตัวนักพรตหญิงเข้ามา พอนักพรตหญิงหลิงเม่ยทราบเรื่องราวแล้วก็ถือแส้โบกสะบัดหัวเราะแล้วบอกว่า....
“ประสกจะเสียเวลาถามอาตมาอยู่ไยเรื่องแผ่นดินเป็นเรื่องใหญ่ เรื่องส่วนตัวแม่ลูกนั้นเรื่องเล็กข้าพเจ้าเห็นด้วยกับกุนซือทุกประการ”
“ข้าเกรงว่าหน้าต่างมีหู ประตูมีช่องหากการแพร่งพรายไปจะเสียการ” เหล่าฮูหยินบอกข้อติดขัด
“เอาฉะนี้ ข้าพเจ้ามีหอธรรมไม่มีผู้ใดเข้านอกออกในได้ ให้ท่านหญิงประกาศว่าจะถือศีลภาวนาขอพรขอทายาทจากเทพธิดา มิออกมาเห็นเดือนตะวันจนกว่าหยางฮูหยินจะมีทายาท”หนักพรตหญิงโบกแส้แล้วกล่าวต่อ “ตอนนั้นท่านเจ้าเมืองก็สมสู่กับเหล่าฮูหยินผู้มารดาจนกว่าทายาทจะกำเนิด แล้วระหว่างนั้นฮูหยินน้อยก็แสร้งตั้งครรภ์พอทายาทท่านเจ้าเมืองถือกำเนิดก็ทำประหนึ่งว่าเป็นบุตรของฮูหยินน้อยดั่งนี้การก็ไม่แพร่งพราย”
“ท่านนักพรตช่างมีสติปัญญายิ่งนักคำแนะนำของท่านนักพรตทำให้ข้าคิดการทะลุปลอดโปร่งทุกประการความกลัดกลุ่มในการบ้านเมืองของข้าพเจ้าก็จางหายข้าพเจ้านั้นก็เป็นประหนึ่งปลาได้น้ำ” จางเหอคำนับ
“เรื่องนี้มีใครรู้อีกหรือไม่” เหล่าฮูหยินถาม
“ไม่ต้องกังวลไป การนี้มีเพียงพวกเรารู้เพียงห้าคนเท่านั้นคือ ท่านแม่ ข้า ท่านลุง ท่านนักพรต และท่านพี่เท่านั้น”
“แล้วเจ้าล่ะ หลี่หง เจ้าคิดเป็นประการใด”
“ข้า....ข้าตกลงใจทำเพื่อประชาราษฎร์ท่านแม่โปรดเข้าใจข้าพเจ้าด้วย” หลี่หงก้มหน้าคำนับมารดา
“ข้า...ข้า...” เหล่าฮูหยินนั่งตัวเกร็งหนีบขาทั้งสองข้างกำมือแน่นฝ่ามือทั้งสองข้างชุ่มไปด้วยเหงื่อที่หลั่งไหลออกมา
“โปรดเมตตาปวงประชาเมืองหลี่ด้วยเถิด” ทั้งจางเหอนักพรตหลิงเม่ยและฮูหยินน้อยพูดขึ้นพร้อมกัน
“ถ้า...ถ้าพวกเจ้าคะยั้นคะยอถึงปานนั้นข้าก็คงต้องเห็นตามด้วย” ท่านหญิงเอ่ยเสียงอ่อยๆขาทั้งสองข้างของนางหนีบแน่นเข้าหากันแล้วสีไปมาอย่างอดมิได้
“เป็นบุญของปวงประชาแล้ว...เป็นบุญของปวงประชาเมืองหลี่แล้วบุญคุณที่ท่านหญิงเสียสละเพื่อเมืองหลี่ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก”
หลี่หงก้มหน้าคำนับแทบเท้ามารดานับครั้งไม่ถ้วนตัวหลี่หงเองตั้งแต่รับคำภริยาที่จะยอมสมสู่กับมารดาตัวเองเพื่อให้ได้บุตรนั้นลำควยของหลี่หงก็แข็งขันชูชันขึ้นอย่างแปลกประหลาด หลี่หงเองเป็นท่านเจ้าเมืองน้อยอายุก็เพียง 18ปี วัยกำลังฉกรรจ์ด้วยแรงหนุ่ม เพียงได้คิดว่าอาจะได้เสพสังวาสกับมารดาตัวแม้จะเป็นเรื่องผิดศีลธรรมปานใดหลี่หงก็ไม่อาจะหักห้ามใจได้
และเหตุผลสำคัญประการหนึ่ง หลี่หงเองแม้มิใช่อ๋องโดยตำแหน่งแต่งตั้งแต่ถึงอย่างไรก็เป็นหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์และมีภาระหน้าที่อันใหญ่หลวง จะเอาศีลธรรมของปุถุชนไปเทียบและกำกับนั้นเป็นไปมิได้เลย
เหล่าฮูหยินเมื่อตกลงกับทั้งสามคนเป็นอันดีก็ประกาศว่า ต่อแต่วันนี้จะอยู่แต่ในหอธรรมเพื่อทรงศีลภาวนาขอพรจากรูปปั้นเทพธิดาว่าอยากได้หลานชายไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนก้าวก่ายนอกจากนักพรตหญิงบุตรชายและสะใภ้ของตนเองเท่านั้น เมื่อใดที่ฮูหยินน้อยให้กำเนิดบุตรชายได้จึงจะเสร็จสิ้นการทรงศีล เหล่าขุนนางเมื่อทราบข่าวอันมงคลของมารดาแห่งแคว้นก็ยินดีกันถ้วนหน้าพร้อมอวยพรขอให้สมประสงค์แต่การทั้งปวงนี้มิมีใครรู้ความจริงนอกจากทั้ง 5 คนเลยว่าแผนการที่แท้จริงคืออะไร
หลี่หงเองว่าราชการมิได้มีจิตใจเป็นปกติเลยคิดพะวักพะวงถึงมารดาที่อยู่ในหอรอตนเข้าไปสมสู่ ลำควยของหลี่หงผงกแข็งขันใต้กางเกงเป็นเนืองนิตย์เพราะยินดีที่จะได้ชำแรกร่องสวาทของมารดาตัวเอง เหล่าฮูหยินนั้นแม้นมีบรรดาศักดิ์เป็นถึงมารดาแห่งเมืองหลี่แต่ก็ยังคงความงามของสตรีที่พึงมีไว้อย่างครบถ้วน แววตาหยาดเยิ้มยั่วยวนผิวพรรณก็ขาวผ่อง ยิ่งทรวดทรงองเองก็ใหญ่โตอวบอัดนักคิดแล้วควยแข็งผงกงึกงักแทบทั้งวัน ก็ช่วยไม่ได้หลี่หงเองอยู่ในวัยฉกรรจ์ความเป็นชายพลุ่งพล่านอย่างเต็มที่ เวลากว่าจะผ่านไปแต่ละชั่วยามช่างชักช้านัก กว่าจะหมดงานราชการก็ล่วงเข้าช่วงบ่าย
ฮูหยินน้อยเองพอสามีเสร็จจากว่าราชการแล้วก็เข้าไปเตือนสามีให้เร่งขึ้นหอ
“ท่านพี่ โปรดเร็วด้วยเถิด ท่านแม่รออยู่” หยางฮูหยินกระซิบ
หลี่หงแสร้งทำอึกอักพะวักพะวง ฮูหยินน้อยต้องจูงสามีขึ้นหอธรรม เมื่อถึง แล้วหยางฮูหยินก็เห็นสามีของนางพะวักพะวันก็บอกว่า
“ท่านพี่จะลังเลอยู่ใย ไฉนว่าตัวตัดสินใจแล้วเวลาก็กระชั้นเข้ามา หากชักช้าจะเสียการ”
ว่าแล้วก็ดึงสามีของตนเข้าห้องพบแม่ผัวหลี่หงเห็นมารดาตัวเองนั่งอยู่กับท่านนักพรตหลิงเม่ยที่นั่งยิ้มรออยู่กับพื้นด้วยกันทั้งคู่กลางห้องธรรมนั้นมีฟูกที่นอนผ้าไหมสีแดงเหมือนหนึ่งเตรียมเอาไว้สำหรับการมงคลและที่อยู่ติดริมผนังห้องนั้นเล่าคือรูปสลักหินอ่อนเทพธิดาที่นั่งในท่าเอกเขนกไม่สำรวม เสื้อผ้าหลุดลุ่ยประหนึ่งว่าหินที่ช่างแกะสลักขึ้นมานั้นมันอ่อนพลิ้วเป็นเหมือนเสื้อบางจริงๆ ใบหน้าของเทพธิดาก็มองตรงมาที่ตัวหลี่หงรอยยิ้มในพักตร์นั้นดั่งประหนึ่งว่ากำลังปลอบประโลมหนุ่มฉกรรจ์ให้มีใจสงบลง
ฝ่ายท่านแม่นั้นนั่งนิ่งอยู่บนมีอาการเคอะเขินก็เป็นเรื่องช่วยไม่ได้แม้ใจหลี่หงจะอยากเสพสังวาสกับนางหยางว่านสุยผู้มารดาแต่ใจนึงก็แย้งว่านี่คือแม่บังเกิดเกล้า
“คารวะท่านแม่ คารวะท่านนักพรต” สองผัวเมียคารวะท่านหญิงตามมารยาท ท่านหญิงก็ได้แต่พยักหน้ารับอย่างเคอะเขิน
“เอ่อ ข้าขอตัวเท่านี้...ขอตัวออกไปก่อน” หยางฮูหยินบอกคนทั้งสามแล้วก็ออกจากห้องไปบัดนี้ก็เหลือแต่แม่ลูกแซ่หลี่และท่านนักพรตหลิงเม่ยที่อยู่ในห้องธรรมเท่านั้น
“ก่อนอื่น ข้าพเจ้าต้องขอแนะนำให้นายท่านทั้งสองได้รู้จักรูปสลักเทพธิดานี้”
“หืม ข้าเองก็เคยมากราบสักการะหลายคราแล้วมีสิ่งอันใดอีกหรือ?” เหล่าฮูหยินถามอย่างแปลกใจ
นักพรตหญิงคารวะครานึงแล้วเอ่ยว่า“แต่เดิมรูปสลักเทพธิดานี้ถูกพบในป่าลึกในเมืองฉู่อันห่างไกล และต้วนกงฮ่องเต้พระอัยยิกาของท่านเจ้าเมืองได้โปรดมีรับสั่งให้ทหารสิบหมื่นช่วยกันขนเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์องค์นี้มาประทับที่เมืองหลี่ให้เป็นมงคลสืบไปตัวข้าพเจ้ายามนั้นยังเยาว์นักได้ติดตามพระอาจารย์ไปอันเชิญองค์เทพธิดากับเหล่าทหารถึงเมืองฉู่จนมาถึงที่แห่งนี้” นางยิ้ม เหมือนหนึ่งให้เว้นพักแล้วก็กล่าวต่อ
“ข้าพเจ้ายังมิเคยได้เล่าเรื่องนี้ให้ท่านเจ้าเมืองและเหล่าฮูหยินฟังเลยว่านี่มิใช่รูปจำหลักธรรมดา แต่ท่านเทพธิดาทรงมาจุติจริงๆ ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านนั้น ข้าพเจ้านั้นเห็นกับตาเมื่อคราวอันเชิญท่านมายังเมืองเรา”
“เรื่องศักดิ์สิทธิ์นั้นคือประการใดหรือท่านนักพรตข้าพเจ้ามิเคยได้ยินเรื่องนี้เลย”
“จากเมืองฉู่จนมาถึงเมืองหลี่นั้นทหารสิบหมื่นเดินทัพและสลับกันออกแรงขนรูปปั้นท่านเทพธิดานั้นใช้เวลาถึงสองเดือน และในทุกวันพระจันทร์เต็มดวงนั้นก็จะปรากฏสตรีผู้เลอโฉมทุกครั้ง”
ทั้งเหล่าฮูหยินและหลี่หงก็ทำหน้าประหลาดใจใคร่รู้
“สตรีเลอโฉมนางนั้นก็จะมาปลอบขวัญเหล่าทหารที่นางต้องใจบางคราวก็เป็นทหารหนุ่มน้อยรูปงามบ้าง บางคราวก็เป็นทหารเฒ่าผู้กำยำแต่ทุกคนนั้นที่ได้รับการปรนนิบัติล้วนเป็นผู้ที่ได้สัมผัสและออกแรงแบกหามรูปปั้นเทพธิดาองค์นี้”
“สตรีกี่นางหรือ” หลี่หงถาม
“นางเดียว” นักพรตยิ้มตอบ
“แต่นั่นมีทหารทั้งกองทัพ?” เหล่าฮูหยินถามซ้ำ
“ถูกต้องแล้ว นั่นหมายความว่านางได้ปรนนิบัติสังวาสกับเหล่าทหารมิใช่น้อย”
“ช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน”สองแม่ลูกรำพึงพร้อมกัน
“เป็นไปได้หรือคนสองคนมีใบหน้าพิมพ์ประพายเหมือนกันมิมีผิด แม้กระทั่งไฝสีแดงในซอกขาที่เหล่าทหารผู้โชคดีจำได้และแม้กระทั่งข้าพเจ้ายังได้มีโอกาสเห็นนางสมสู่กับทหารหลายๆ คนพร้อมกันเองกับตา” นักพรตหญิงกล่าว
“และนับแต่รูปจำหลักนี้มาประทับที่เมืองหลี่ของเราข้าพเจ้าก็มิเคยเห็นเหตุอัศจรรย์อันใดอีกเลย จนกระทั่ง...”
ทั้งสองแม่ลูกแทบจะหยุดหายใจรอฟังท่านนักพรตเล่าต่อหลี่หงหยุดฟังท่านนักพรตอย่างตั้งใจอันที่จริงเหตุการณ์ขนรูปสลักเทพธิดาเป็นเรื่องเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว แต่ท่านนักพรตที่เล่าเหตุการณ์นี้กลับมีรูปโฉมงดงามแทบมิได้ต่างจากท่านแม่เลย หามีความชราเกาะกุมตัวท่านนักพรตเป็นที่อัศจรรย์นัก
“เมื่อคืนข้างแรมในขณะที่ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะอยู่นั้นสตรีรูปงามที่ข้าพเจ้าได้เห็นเมื่อสี่สิบปีก่อนก็มาปรากฏกายต่อหน้าข้าพเจ้าในห้องนี้ และได้กล่าวกับข้าพเจ้าว่าจะมีเหตุมงคลเกิดขึ้นในห้องธรรมอันนี้ และท่านเจ้าเมืองจะได้บุตรชายสมดั่งปรารถนา”
และความปิติก็บังเกิดขึ้นกับสีหน้าของทั้งสองแม่ลูกเมื่อได้ฟังความจากนักพรตหญิง