ตอนที่ 6
เธอยืนมองภาพความเสียใจอยู่อย่างนั้น เหมือนคนที่โง่งม ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป จะเข้าไปปลอบทุกคนก็ทำไม่ได้ เธออยากบอกทุกคนว่าตอนนี้เธอมีชีวิตใหม่แล้ว ก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้คือการร้องไห้ออกมา เพื่อระบายสิ่งที่อัดอั้นและเสียใจ ที่ไม่สามารถกลับไปอยู่กับครอบครัวที่เธอรักได้อีก
"ฮื่อๆๆๆๆ ทุกคนคะ ฉันอยู่ตรงนี้ อย่าเสียใจเลยนะคะ ขอให้ทุกคนใช้ชีวิตต่อไปให้ดี"
หยางเฟยอวี่ ที่ตื่นมาเพราะได้ยินเสียงร้องไห้ เมื่อตื่นขึ้นมาจึงได้รู้ว่าเป็เหลียนฮวา ที่กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น และพูดพึมพำอะไรไม่รู้ เพราะเขาเองก็ฟังไม่ถนัดนัก แต่คงจะฝันถึงสิ่งที่ทำให้เสียใจมากแน่ๆ จึงได้ร้องไห้หนักอย่างนี้ ตอนนี้เขาคงต้องรีบปลุกให้ตื่นขึ้นมาก่อนแล้ว เขาจึงไม่รอช้า รีบปลุกคนตัวเล็กที่นอนร้องไห้อยู่ทันที
"เหลียนฮวา เหลียนฮวา น้องตื่นเร็วเข้า"
"เหลียนฮวา เหลียนฮวา"
เขาพยายามที่จะปลุกให้ตื่นขึ้นมาเร็วที่สุด จนในที่สุดคนที่กำลังร้องไห้อยู่นั้นเริ่มที่จะขยับตัว และค่อยๆ ลืมตา ที่ตอนนี้ทั้งดวงตาและใบหน้าล้วนเต็มไปด้วยน้ำตา และเหมือนกับรู้สึกมึนงงเล็กน้อย เมื่อมองให้ดีอีกครั้งก็รู้ว่าเธอได้กลับมาจากความฝันที่น่าเศร้าใจนั้นแล้ว
"พี่เฟยอวี่"
ไม่เพียงแค่เรียกชื่อเท่านั้น ทั้งยังเข้าไปในอ้อมกอดของเขาทันที เหมือนกับจะให้อ้อมแขนที่กอดอยู่นั้นช่วยบรรเทา ความเ็ป และความเศร้าเสียใจ ที่ตัวเองได้เจอมานั้น ให้มันหมดไป แม้รู้ดีว่าไม่สามารถที่จะช่วยได้ก็ตาม แต่ตอนนี้เธอ้าใครสักคน ที่จะช่วยปลอบใจ หัวใจที่เ็ปอยู่ในตอนนี้เท่านั้นเอง
"ไม่เป็ไรแล้ว มันเป็เพียงความฝันเท่านั้น ไม่ใช่เื่จริง ฝันเื่ที่เศร้าใจอย่างนั้นหรือ ทำไมถึงได้ร้องไห้หนักอย่างนี้กัน"
เขาพูดปลอบใจ และพยายามอย่างใจเย็น ไม่รู้ว่าฝันถึงเื่อะไร ที่ทำให้เศร้าได้ถึงเพียงนี้ ั้แ่แต่งงานกันมา เขาไม่เคยเห็นว่าเธอจะฝันร้ายเลยสักครั้งเดียว
"อืม ฉันฝันร้ายค่ะ ฝันว่าตัวเองตาย มันน่ากลัวและเศร้าใจมากๆ เลยค่ะ"
เธอพูดเื่จริง ในเมื่อในฝันเป็เธอคนก่อนที่ตายไปแล้วจริงๆ คงตายเพราะตกเขา คงจะเหมือนร่างนี้ ที่ตายเพราะตกเขาเหมือนกัน และไม่รู้ว่าทำไมเธอถึงได้มาเข้าร่างนี้ได้ ทั้งๆ ที่น่าจะตายไปแล้วเหมือนกัน
"มันเป็เพียงความฝันเท่านั้น อย่าคิดมากเลย เห็นไหมน้องก็ยังอยู่กับทุกคน ไม่ได้เป็อะไรเหมือนกับความฝันเสียหน่อย"
พูดพร้อมทั้งหยิบผ้ามาเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าด้วยความอ่อนโยน
"มันก็จริง ฉันคงจะคิดมากเกินไป เลยฝันอะไรเรื่อยเปื่อยอย่างนี้"
"ใช่แล้ว นอนต่ออีกหน่อยเถอะ ยังไม่ต้องรีบตื่นหรอก"
"ค่ะ"
เธอรับคำเพราะกลัวว่าสามีจะไม่สบายใจไปกับเธอด้วย จึงนอนหลับตาในอ้อมกอดของเขา แต่ในใจยังคิดถึงสิ่งที่ตัวเองฝัน และคิดว่าเธอคงตายแล้วจากการตกเขาจริงๆ เมื่อคิดถึงความเสียใจที่ทุกคนมีให้กลับเธอ ได้แต่เสียใจ คิดถึงทุกคนที่รักเธอก็ยิ่งทำให้ความเสียใจมีมากขึ้น แต่ต้องพยายามที่กักเก็บน้ำตาเอาไว้ จนในที่สุดก็นอนหลับไปเพราะร่างกายที่อ่อนเพลีย
เมื่อตื่นเช้ามานั้น ทำให้ไม่ค่อยจะสดใสมากนัก อาจจะเพราะเื่ที่ได้ฝันเห็นเมื่อคืน แต่พยายามที่จะฝืนร่างกาย ไม่อยากให้ทุกคนต้องเป็ห่วงมากไปกว่านี้อีก
เธอรีบลุกไปทำอาหารเช้า และวันนี้เธอแค่หุงข้าวเท่านั้น เนื่องจากต้มไก่เมื่อวานยังเหลืออยู่ ทำให้สามารถกินได้อีกหนึ่งมื้อ ทำไม่นานทุกอย่างก็เสร็จลง
"ทำไมลูกถึงไม่นอนพักล่ะ จะลุกมาทำไม แล้วมีไข้ หรือว่าเจ็บอยู่หรือเปล่า"
เมื่อเห็นว่าลูกสาวที่าเ็เมื่อวาน ลุกขึ้นมาทำอาหารแต่เช้าจึงได้ถามขึ้นมา และคิดว่ายาสมุนไพรของลูกสาวที่ต้มกินเมื่อวานคงจะไม่ได้ผล และคิดว่าจะต้องมาไข้ตอนกลางคืนอย่างแน่นอน เธอจึงแอบไปกระซิบกับลูกเขย ให้เตรียมน้ำและผ้าเอาไว้ ถ้ามีไข้ให้เช็ดตัวบ่อยๆ แต่ดูเหมือนจะไม่เป็อย่างที่คิด
"ฉันไม่เป็อะไรหรอกค่ะ ฉันบอกแล้วว่าสมุนไพรที่ฉันต้ม สามารถรักษาได้"
"เป็อย่างนั้นก็ดีแล้ว แม่อดที่จะเป็ห่วงไม่ได้นี่นา แล้วนี่ทำอะไร ให้แม่ทำให้ดีกว่า"
"ไม่เป็ไรหรอกค่ะ แค่หุงข้าวเอง ตอนนี้เรายังมีต้มไก่เหลืออยู่ ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มหรอกค่ะ"
"อย่างนั้นหรือ"
"ค่ะ"
หลังจากกินอาหารเช้าแล้ว รั่วเหลียนฮวาและหยางเฟยอวี่ จึงได้เดินเท้าเข้าเมืองไปกัน ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น และยิ่งเดินออกไป่เช้าไม่มีแดดทำให้ไม่ร้อน จึงเดินสบายไม่เหนื่อยเลยสักนิดเดียว
ทั้งสองคนเดินกันไปพร้อมทั้งคุยกันไป ไม่ได้สนใจใครทั้งนั้น ตอนนี้มีชาวบ้านเดินทางเข้าเมืองไปขายของบ้างแล้ว คนอื่นเองก็ไม่คิดที่จะทักทายทั้งสองคนเหมือนกัน เพราะเื่ที่บ้านของเธอยากจน และมันจะไม่มีเงินจนไปขอหยิบยืมคนในหมู่บ้านบ่อยๆ ทำให้ทุกคนมักจะเลี่ยงที่จะพูดคุยด้วย แต่ไม่ใช่กับการนินทา
"เจินเจียว นั่นหลานสาว หลานเขยของสามีเธอไม่ใช่หรือ เข้าเมืองมาทำอะไรกัน หรือว่าเอาของมาขายแลกเงิน ไปซื้อข้าวกิน เธอไม่สงสารพวกเขาบ้าง อย่างนั้นหรือ น่าจะแบ่งเศษอาหารที่บ้านของเธอไปให้พวกเขาบ้าง"
จางเหมยหลิน ที่วันนี้เข้าเมืองมากับลูกสาว แต่พอดีเจอกับเพื่อนพอดี จึงได้พูดออกไปเหมือนจะสงสาร แต่ถ้าคนที่ฟังให้ดีคือการดูถูกอย่างไม่ต้องสงสัย
"เธอก็พูดไป จะว่าบ้านพี่สามีของฉันยากจนอย่างนั้นหรือ ฉันไม่อยากที่จะดูถูกโดยการมอบเศษอาหารไปให้ แต่เธอก็รู้ว่าคนที่บ้านของฉันมีมากมาย ไม่สามารถที่จะแบ่งให้ใครได้จริงๆ"
ถึงจะมีเพียงพอ เธอก็ไม่คิดที่จะแบ่งไปให้อย่างแน่นอน ใครจะเป็อย่างไร ไม่ได้เกี่ยวกับเธอเสียหน่อย จะไปสนใจทำไมกัน แค่สลัดพวกเขาให้หลุดพ้นไปจากครอบครัวเธอได้แล้ว แค่นี้ก็เป็ไปอย่างที่เธอ้าแล้ว
"อย่างนั้นหรือ แล้วเดี๋ยวนี้พวกเขายังไปขอยืมเงินพวกเธออีกหรือเปล่าล่ะ"
"โอ๊ย ถึงจะมายืมก็ไม่ให้หรอก ไม่รู้ว่าจะได้คืนเมื่อไร เธอไม่เห็นหรือว่ามีชาวบ้านคนไหนบ้างที่จะกล้าเข้าไปทักคนบ้านนั้นกัน ต่างกลัวจะถูกยืมเงิน หรือยืมข้าวกันทั้งนั้นล่ะ อยากทำงานได้คนเดียวก็ไม่พออยู่แล้ว แล้วยังได้ลูกเขยที่แสนจนเข้าไปอีก น่าสงสารเหมือนกันนะ"
ทำงานก็ได้น้อยแล้ว ยังจะมีลูกเขยที่ไม่มีอะไรแต่งเข้าบ้านอีก ไม่มีหัวคิดเอาเสียเลย สมควรแล้วที่จะอดอยากกันอย่างนั้น คิดอย่างดูถูกดูแคลน
"เธอก็พูดไป หลานสาวสามีของฉันคนนี้ก็ไม่เห็นมีอะไรดี แล้วจะหาสามีที่ดีกว่านี้คงจะเป็ไปไม่ได้อยู่แล้ว การที่ทั้งสองคนแต่งงานถือว่าเป็คู่ที่เหมาะสมที่สุดในหมู่บ้านอยู่แล้ว ไม่ใช่หรือ"
ลิ่วเจินเจียว มองหลานสาวของสามีที่ผอมแห้ง ไม่มีความสวยงามอะไรเลย การที่ได้ผู้ชายไม่มีอะไร และจนแสนจน เนื่องจากไม่เป็ที่้าของบ้านก็เป็เื่ที่ถูกต้องอยู่แล้ว เหมาะสมกันที่สุด คิดถึงอย่างดูถูก ที่แสดงออกทางแววตาและคำพูด
"อืม มันก็จริงอย่างที่เธอพูดเหมือนกันนะ ถ้าจะให้ไปแต่งกับคนอื่น ไม่มีบ้านไหนที่จะรับไปเป็ลูกสะใภ้หรอก ทุกคนต่างก็เห็นๆ กันอยู่ ไม่มีอะไรที่ช่วยส่งเสริมบ้านสามีได้เลย"
เธอเองก็ไม่รับเป็ลูกสะใภ้อย่างแน่นอน ใครจะรับตัวภาระเข้าบ้านกัน
ส่วนคนที่โดนนินทาในระยะเผาขน ได้แต่ทำหน้านิ่งเฉยเหมือนว่าไม่ได้ยิน แต่ถ้าจะนินทาอย่างนี้ ไม่สู้มาว่าตรงหน้าไปเลยไม่ดีกว่าหรืออย่างไรกัน น่ารังเกียจจริงๆ คอยดูนะถ้าฉันทำให้ที่บ้านเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาเมื่อไร อย่าได้อยากเข้ามาเกี่ยวข้องก็แล้วกัน รั่วเหลียนฮวา คิดอย่างมาดหมายในใจ
( ฝากติดตามด้วยนะคะ )