บทที่ 25 ส่งพี่ชายไปสำนักศึกษา
เจียงเซิงหยุดมือกินข้าวไปชั่วขณะ
นางเพิ่งคาดเดาได้ว่า พี่ห้าผู้ปราดเปรื่องนั้น ย่อมไม่มีวันยอมทำตามความ้าของโจวจื้อเฉียงได้
พวกเขาคงวางแผนอะไรไว้แล้วเพื่อแก้แค้นให้นาง
เจียงเซิงมีความสุขจึงกินข้าวต่ออย่างเชื่องช้า ทำหูทวนลมกับคำขอของแม่เฒ่าโจว
ส่วนพี่ชายคนอื่น ๆ ยิ่งไม่สนใจแม่เฒ่าโจวแม้แต่น้อย
ผ่านไปครู่ใหญ่ แม่เฒ่าโจวจึงแทบจะคุกเข่าลงพื้น สวี่โม่จึงวางถ้วยข้าวลง พลางกล่าวอย่างสุขุมเยือกเย็น “ท่านยาย ไม่ใช่ว่าพวกข้าไม่อยากไป แต่ท่านลุงมีนิสัยดุร้ายจนพวกเราไม่กล้าไปยั่วยุเขา”
“หากเขามาเอาเื่ถึงหน้าบ้านไม่ยอมกลับอีก พวกเราจะทำอย่างไรเล่า” เจิ้งหรูเชียนกล่าวเสริม
แม่เฒ่าโจวรู้ว่าเมื่อครู่พวกนางคงทำคนอื่นขุ่นเคืองใจแล้ว แต่เพราะลูกชายก็ยังคงร้องโวยวายะโไปมาอยู่ในบ้าน นางจึงไม่มีทางเลือกนอกจากขอร้องต่อไป “ท่านหมอน้อย ช่วยมาตรวจลูกชายข้าสักครั้งเถอะ ถือว่าข้าขอร้อง”
เวินจืออวิ่นถอนหายใจ วางตะเกียบลง
“ไปเถอะ” เขาไม่ได้ถือกล่องยาไปด้วย
แม่เฒ่าโจวตื่นเต้นยินดีจนไม่ตัวว่ามีอะไรผิดปกติ จึงก้าวตามไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อพวกเขาไปแล้ว ฟางเหิงจึงค่อย ๆ กินข้าวจนหมด เขาเช็ดปาก ดื่มน้ำ แล้วถือกล่องยาขึ้นมา
บ้านตระกูลโจว
ทันทีที่โจวจื้อเฉียงกลับมาก็ไม่ได้รู้สึกผิดปกติอะไร เขากำลังจะนอนลงบนเตียงแล้ว จู่ ๆ กลับรู้สึกคันและชาไปทั่วร่างกาย
เขาเอื้อมมือไปเกา แต่ความรู้สึกคันเ่าั้ไม่เพียงไม่หายไป กลับยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
เขาใกลัว จึงถอดเสื้อผ้าออกดู แต่ไม่พบสาเหตุของอาการคัน กระทั่งเขาเผลอะโตัว และพบว่าการะโสามารถบรรเทาอาการคันได้
จากนั้นจึงเกิดฉากประหลาดขึ้นในบ้านตระกูลโจว โจวจื้อเฉียงเหมือนมีไฟจุดติดที่เท้า ะโโลดเต้นไปมาพร้อมส่งเสียงดัง “รีบไปเรียกท่านหมอน้อยจากหน้าหมู่บ้านมา เร็วเข้า!”
คนตระกูลโจวตื่นตระหนกและลังเล เมื่อครู่พวกเขาเพิ่งจะดูิ่เหล่าท่านหมอน้อยไป แต่ตอนนี้กลับจะไปเรียกเขามาให้รักษาเสียแล้ว
ทุกคนต่างผลักกันไปมา สุดท้ายก็จับจ้องมาที่ป้าจาง
“เ้าเป็ภรรยาของเขา เ้าไปเรียกท่านหมอน้อยมาสิ” แม่เฒ่าโจวสั่ง
หากยามปกติ ป้าจางคงจะเชื่อฟังโดยไม่คัดค้าน แต่โจวจื้อเฉียงเพิ่งทำให้นางกับเจียงเซิงอับอายไปหมาด ๆ ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็ตาม ใบหน้านางก็ไม่เปลี่ยนสี ยอมถูกตำหนิดีกว่าต้องไปขอร้องขอความช่วยเหลือจากเด็ก ๆ ที่วัดร้าง
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น แม่เฒ่าโจวจึงต้องออกมาตามคนด้วยตนเอง วิงวอนร้องขออย่างจริงใจ จนในที่สุดก็ได้เชิญท่านหมอน้อยมาได้
เพียงพวกเขาก้าวผ่านประตูบ้านตระกูลโจว แม่เฒ่าโจวก็ะโเสียงดัง “ท่านหมอน้อยมาแล้ว”
โจวจื้อเฉียงกำลังะโไปมาอยู่ในห้องวิ่งพรวดพราดออกมา แต่เพราะไม่ระวังจึงสะดุดล้ม ตัวเลื่อนไถลไปหาเวินจืออวิ่น เขาบอก “ช่วยข้าด้วย...”
หากเป็เจิ้งหรูเชียนกับเจียงเซิง คงจะหัวเราะลั่นจนตัวงอแน่นอน
แต่เวินจืออวิ่นมีใบหน้าน่ารัก เขาจึงทำหน้าราวกับได้รับความใ “ท่าน...ท่านถอยออกไปสักหน่อยเถอะ”
โจวจื้อเฉียงจึงต้องลุกขึ้นจากพื้นแล้วถอยห่างออกไปสองก้าว ก่อนจะยื่นมือออกมา
เวินจืออวิ่นใช้นิ้วมือคลำจับชีพจร พลางมองรอยเืและแผลถลอกบนร่างกายของเขา ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วใช้แขนเสื้อปิดจมูก “รีบถอยออกไป เร็วเข้า”
ทุกคนถอยไปสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ปล่อยให้โจวจื้อเฉียงยืนอยู่คนเดียวอย่างสับสน
เวินจืออวิ่นวิ่งหาถังน้ำ ตักน้ำมาล้างนิ้วมืออย่างระมัดระวัง ก่อนกล่าวว่า “เขาอาจเป็โรคเรื้อนก็ได้”
ถ้อยคำนี้สยดสยองจนทำให้สีหน้าของคนตระกูลโจวเปลี่ยนไป
โรคเรื้อนเป็โรคติดต่อรุนแรง หากััใกล้ชิดก็มีโอกาสติดโรคและหายยาก แม้จะหายก็ยังมีอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา
“แต่มันก็เป็เพียงข้อสงสัยเท่านั้น” เวินจืออวิ่นเอ่ยประโยคหนึ่ง “สองสามวันนี้ ให้เฝ้าสังเกตดูก่อน ทั้งภาชนะและเสื้อผ้าที่ท่านลุงใช้ ควรนำไปลวกด้วยน้ำร้อน และไม่ควรัักับใคร รอสองสามวันก็จะรู้ชัดเจน”
ฟังคำพูดเขาแล้ว คนตระกูลโจวจึงคลายความวิตกลง แต่พวกเขาก็ไม่กล้าประมาท จึงรีบขังโจวจื้อเฉียงไว้ในห้องเล็ก ๆ แล้วทำความสะอาดบ้านทั้งหลัง
“ท่านหมอน้อย เ้าช่วยจ่ายยาให้ข้าบ้างสิ อย่างน้อยก็ควรจ่ายยาให้ข้าสักหน่อย” โจวจื้อเฉียงเกาะประตูคร่ำครวญ “ข้ายังไม่อยากตาย ช่วยข้าด้วย ช่วยชีวิตข้าด้วย”
สายตาของคนตระกูลโจวจ้องมองท่านหมอน้อย
เวินจืออวิ่นทำสีหน้าลำบากใจ “ยารักษาโรคเรื้อนนั้นราคาแพง แต่ท่านลุงยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเป็โรคเรื้อน หากไม่ใช่ พวกท่านจะเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์”
เขาแนะนำด้วยความจริงใจ แต่คนตระกูลโจวก็มีความคิด
โจวจื้อเฉียงเป็เสาหลักของบ้าน ครั้งก่อนเพียงตกหลุมจนเท้าบวม ก็ยินดีเสียเงินรักษาหลายสิบเหวิน ดังนั้น การซื้อยารักษาโรคเรื้อนที่ต้องใช้ตัวยาสองสามขนานนั้น นับว่าไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
แม่เฒ่าโจวตัดสินใจแน่วแน่ กระทืบเท้าลงพื้นโดยไม่ได้สังเกตสีหน้าของน้องชายของโจวจื้อเฉียงกับภรรยาของเขา หยิบเงินจำนวนหนึ่งออกมา “รักษา ต้องรักษาเขา”
เวินจืออวิ่นถอนหายใจ คิดในใจว่าไม่ใช่ความผิดของเขา
เมื่อหันกลับไป ฟางเหิงนำกล่องยาเข้ามาพอดี
เวินจืออวิ่นจึงเขียนใบสั่งยา แล้วเลือกยาบางส่วนสำหรับรักษาโรคติดต่อที่ซื้อมาจากอำเภอเมื่อวันก่อน บรรจุห่อพร้อมแนะนำว่า “ดื่มวันละหนึ่งห่อ ต้มในน้ำสามชาม ดื่มเช้า กลางวัน เย็น”
คนตระกูลโจวรู้สึกซาบซึ้ง จ่ายค่ายาและค่ารักษารวมกันทั้งหมดยี่สิบสองเหวิน
เมื่อออกจากบ้านตระกูลโจว ม่านราตรีก็ปกคลุมแล้ว
ขณะเดินทางกลับ เวินจืออวิ่นก็โยนตำแยที่เก็บมาทิ้งลงร่องระบายน้ำ
หากสิ่งนี้ััผิวกาย จะทำให้เกิดอาการคันจนทนไม่ได้ แต่เพียงชำระร่างกายให้สะอาดก็จะกลับมาปกติ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคเรื้อนแม้แต่น้อย
แต่ใครใช้ให้คนตระกูลโจวมารังแกเจียงเซิงน้องสาวของพวกเขาได้
คนที่รังแกน้องชายน้องสาวของพวกเขาจะต้องชดใช้
กระทั่งพวกเขากลับมาถึงวัดร้าง
สวี่โม่กำลังทำอาหารเย็น เขาหั่นต้นหอมและพริกไทย โรยลงในน้ำมันร้อนจนเกิดเสียงฉู่ฉ่า ก่อนจะรีบผัดเนื้อให้เข้ากัน เมื่อเนื้อเริ่มเปลี่ยนสี เขาจึงใส่ผัดและเกลือลงไป
แม้เขาจะไม่เคยทำอาหารมาก่อน แต่ด้วยการทำตามขั้นตอนที่จดจำได้จากมารดา และลองผิดลองถูกหลายครั้ง ก็สามารถทำอาหารรสชาติอร่อยได้ไม่ยาก
อย่างน้อยเหล่าน้องชายและน้องสาวถูกกลิ่นหอมทำให้นั่งคอยที่โต๊ะอย่างเชื่อฟัง
เจิ้งหรูเชียนจุดตะเกียงน้ำมันที่ซื้อมาจากตัวอำเภอ แสงสลัวของตะเกียงแผ่ไปทั่ววัดร้าง ช่องโหว่ที่มีลมพัดลอดมาก็ดูอบอุ่นและสงบเงียบราวกับเป็บ้านจริง ๆ
เวินจืออวิ่นมอบเงินยี่สิบสองเหวินที่ได้ให้เจียงเซิง
เด็กหญิงเลิกคิ้ว สองพี่น้องสบตากันครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะพร้อมกัน
เจียงเซิงหดคอลง สัญชาตญาณบอกว่า คงมีเื่ไม่ดีเกิดขึ้นแน่ ๆ แต่ถ้าพี่ชายไม่พูด เจียงเซิงก็จะไม่ถาม
สิ่งนี้คือความไว้ใจกันในครอบครัว
หลังจากทานอาหารเสร็จ เจิ้งหรูเชียนรับหน้าที่ล้างจาน ส่วนคนอื่น ๆ แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามกองฟางของตน
วัดใหญ่ที่ทรุดโทรม มีเด็กน้อยหกคนนอนกระจัดกระจาย
พวกเ้าไร้เงินทองจะซื้อผ้าห่ม จึงต้องใช้เสื้อคลุมปุยฝ้ายสีเทาแทน แม้คลุมร่างกายได้เพียงครึ่งหนึ่ง แต่ก็อบอุ่นอยู่บ้าง
เจียงเซิงลูบถุงเงินหนักอึ้งในอกเสื้อ ก่อนจะกล่าวถ้อยคำที่ครุ่นคิดมาตลอดทั้งวันว่า “พี่ชาย ขาของท่านหายดีแล้ว ไม่สู้ท่านไปสำนักศึกษาเถอะ”