บทที่ 52 เรื่องเล็กน้อย
ฟ่านซีซีคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เธอเก็บของเถอะ เดี๋ยวไปสถานีรถไฟด้วยกัน ถ้าซื้อตั๋วได้ก็พาเธอไปด้วย”
ดวงตาของฟ่านมี่มี่เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น “งั้นต้องซื้อให้ได้สิ! ดูฉันนี่”
พอพูดจบ เธอก็รีบวิ่งไปที่โทรศัพท์ แล้วกดหมายเลขอย่างรวดเร็ว
“ชิวชิว พี่รองของฉันตกลงแล้ว ช่วยซื้อตั๋วให้ฉันหน่อย... อืม พ่อแม่เธอก็อนุญาตให้เธอไปด้วยเหรอ... ดี ๆ เดี๋ยวฉันถามพี่รองก่อน”
เธอพูดพลางหันไปมองพี่สาวคนที่สอง “เพื่อนฉันชื่อชิวชิวไปด้วยได้ไหม? พวกเราจะพักห้องเดียวกัน ระหว่างทางก็มีเพื่อนคุยด้วย ที่นั่งก็ซื้อด้วยกัน ฉันจะได้ไม่ต้องอยู่คนเดียว”
ฟ่านซีซีเอามือทาบหน้าผาก เด็กคนนี้ไม่คิดจะพักห้องเดียวกับเธอเลยหรือไง?
ช่างเถอะ ทำดีต้องทำให้ถึงที่สุด พาไปคนเดียวหรือสองคนก็เหมือนกัน
“ได้! บอกเธอให้ซื้อตั๋วรถนอนตู้ที่ห้าถ้าเป็นไปได้ เดี๋ยวพี่จะให้เงินเธอทีหลัง จะได้นั่งด้วยกัน”
“ได้เลย” ฟ่านมี่มี่รีบบอกความต้องการของพี่สาวทันที
ฟ่านจิ่นเฉิงไม่มีความเห็นอะไรเกี่ยวกับการที่มีคนเพิ่มมาอีกสองคนในการเดินทาง ตรงกันข้าม เขากลับดีใจที่มี่มี่มีเพื่อนร่วมทางไปด้วย
ด้วยเหตุนี้ เขาและซีซีจะได้มีเวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังมากขึ้น
หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง ทั้งสามคนที่ได้รับคำกำชับต่าง ๆ จากครอบครัวก็ออกเดินทาง
เมื่อมาถึงสถานีรถไฟเวลาหนึ่งทุ่มสิบนาที พอเข้าไปในห้องพักผู้โดยสาร ฟ่านมี่มี่ก็วิ่งไปหาเด็กสาวผมหางม้าต่ำในชุดสีเหลือง
ทั้งสองคุยกันอย่างตื่นเต้นสองสามประโยค แล้วจับมือกันวิ่งมาหาฟ่านซีซี
“สวัสดีค่ะพี่รอง สวัสดีค่ะพี่ฟ่าน” จี้ชิววิ่งมาถึงแล้วทักทายอย่างสุภาพ
ฟ่านซีซียิ้มพลางพยักหน้า “สวัสดีจ้ะ ชิวชิว”
ฟ่านจิ่นเฉิงก็พยักหน้าเบา ๆ เป็นการต้อนรับเช่นกัน
“ชิวชิว ตั๋วของพวกเราอยู่ตู้ที่ห้าใช่ไหม?” ฟ่านมี่มี่ถามอย่างใจร้อน
“อืม ใช่ ตู้ที่ห้า ที่นั่งคือยี่สิบเอ็ดกับยี่สิบสอง แต่เป็นเตียงบนนะ!”
“ไม่เป็นไรหรอก พี่รองของฉันและพี่ชายอยู่เตียงล่างหมายเลขสามและสี่ พวกเราก็สามารถไปนั่งที่นั่นได้”
“ชิวชิว ทำไมครอบครัวของเธอถึงปล่อยให้เธอมากับพวกเราตามลำพังล่ะ?” ฟ่านซีซีถามด้วยความสงสัย
โดยทั่วไปแล้ว หากไม่มีผู้ปกครองมาด้วย คนส่วนใหญ่ก็จะไม่วางใจ
จี้ชิวยิ้มกว้างพลางตอบว่า “ฉันบอกพ่อแม่ว่าพี่เป็นพี่สาวของมี่มี่ และพวกเราจะไปเที่ยวเมืองหนิงเฉิงกับพี่ พวกเขาก็ตกลงทันที พ่อบอกว่าเขาไว้ใจพี่ แม่ของฉันก็เป็นคนซื้อตั๋วให้ด้วยนะ!”
“หา?” ฟ่านซีซีงุนงงเล็กน้อย
จี้ชิวอธิบายด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “พี่รอง ตอนนี้พี่มีชื่อเสียงมาก พี่ไม่รู้เหรอ พี่เคยออกหนังสือพิมพ์และข่าวด้วยนะ! แล้วพ่อของฉันก็รู้จักพี่ด้วย เขาบอกว่าคดีวางยาฆ่าแมลงในสวนผักเมืองเจียงเฉิงสามารถจับคนร้ายได้เร็วก็เพราะมีพี่ไงล่ะ! เขาเป็นตำรวจที่รับผิดชอบสอบสวนคนร้ายในวันนั้น...”
ตอนนี้ฟ่านซีซีรู้สึกประหลาดใจจริง ๆ โลกช่างแคบเหลือเกิน เธอกับครอบครัวของชิวชิวมีความเกี่ยวพันกันแบบนี้ด้วย
“พี่รอง อีกยี่สิบนาทีรถไฟถึงจะออก ฉันกับชิวชิวจะไปซื้อนิตยสารมาอ่านบนรถไฟนะ” ฟ่านมี่มี่ลุกขึ้นยืน เธอตั้งใจจะซื้อของเพิ่มก่อนขึ้นรถไฟ
“ไปเถอะ!” ฟ่านซีซีหยิบเงินห้าร้อยหยวนให้เธอ แล้วพูดว่า “เอาเงินค่าตั๋วให้ชิวชิวด้วยนะ”
“ได้!” ฟ่านมี่มี่ตอบอย่างร่าเริง แล้วจูงมือจี้ชิววิ่งออกไป
“ซีซี เธอจะไปซื้อนิตยสารสักสองสามเล่มมาอ่านเล่นแก้เบื่อไหม?” ฟ่านจิ่นเฉิงถามเบา ๆ
ฟ่านซีซีกะพริบตาอย่างซุกซน “อยู่กับพี่ฉันไม่มีทางเบื่อหรอก!”
ฟ่านจิ่นเฉิงกลั้นยิ้มไว้ แล้วยกมือขึ้นลูบหัวของเธอเบา ๆ “ซีซีของเราน่ารักขึ้นเรื่อย ๆ เลยนะ ปากน้อย ๆ นี่ทาน้ำผึ้งมาหรือเปล่า?”
ฟ่านซีซีอมยิ้ม อยู่กับพี่จินเฉิง เธอไม่รู้สึกเบื่อจริง ๆ แค่อยู่ด้วยกัน ถึงไม่พูดอะไร ไม่ทำอะไร เธอก็มีความสุข
ราวกับจะพิสูจน์คำพูดของเธอ รถไฟเกิดมาช้า ล่าช้าไปเต็ม ๆ กว่าหนึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่มา
ผู้โดยสารรอบ ๆ บ่นกันเซ็งแซ่ เดินไปเดินมาเป็นระยะ แต่ฟ่านซีซียังคงนั่งเงียบ ๆ
โอ้ ไม่ใช่ เธอพิงไหล่พี่จิ่นเฉิงหลับตาพักผ่อนอยู่ต่างหาก
ฟ่านจิ่นเฉิงก็มีความอดทนมาก ตราบใดที่เด็กสาวข้างกายไม่รู้สึกเบื่อ เขาก็พอใจกับทุกอย่าง
ฟ่านมี่มี่ตื่นเต้นไปพักหนึ่ง เห็นรถไฟไม่มาสักที เธอก็เริ่มกระวนกระวายเล็กน้อย แต่พอเห็นพี่สาวคนที่สองกับพี่จิ่นเฉิงนั่งเงียบ ๆ เธอก็ดึงชิวชิวไปนั่งกินของว่างคุยกัน
ผ่านไปอีกครึ่งชั่วโมง รถไฟที่ล่าช้าก็มาถึงสถานีในที่สุด
เมื่อถึงเวลาตรวจตั๋ว ฟ่านมี่มี่รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ พอเห็นรถไฟก็เป็นคนแรกที่วิ่งไปยังตู้ที่ห้า
อาจเพราะตื่นเต้นเกินไป ตอนที่เธอถือของขึ้นรถ เธอก็ไปชนคนเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ แถมยังเผลอเหยียบเท้าอีกฝ่ายเข้าอีก
“เธอตาบอดหรือไง เดินไม่ดูตาม้าตาเรือเลยนะ” หญิงวัยกลางคนที่โดนเหยียบตวาดด้วยความโกรธ
“ขะ...ขอโทษค่ะ!” ฟ่านมี่มี่หน้าแดงก่ำพลางขอโทษ ความตื่นเต้นที่มีอยู่เต็มอกก็สงบลงในที่สุด
ฟ่านซีซีที่เดินตามหลังมาเห็นน้องสาวโดนด่า แม้จะรู้สึกไม่ค่อยพอใจ แต่ก็เป็นความผิดของมี่มี่เอง เธอจึงไม่ได้พูดอะไร
พอหาที่นั่งของตัวเองเจอ ฟ่านซีซีก็ถอดรองเท้าแล้วนั่งลงบนเตียงของตัวเอง
ฟ่านจิ่นเฉิงจัดเก็บสัมภาระเรียบร้อยแล้วนั่งลงข้าง ๆ เธอ
“เหนื่อยไหม อยากพักเลยไหม?”
“รออีกแปบหนึ่งก็ได้ รอรถไฟออกแล้วฉันจะไปดูมี่มี่กับชิวชิว”
ในตอนนั้นเอง มีหญิงสาวสองคนถือกระเป๋าใบใหญ่น้อยขึ้นมาบนรถไฟ ทั้งสองเดินมาเรื่อย ๆ แล้วหยุดลงตรงที่ของฟ่านซีซี
สิ่งที่น่าสนใจคือ ฟ่านซีซีพบว่าสองคนนี้มักจะมองพี่จิ่นเฉิงทั้งตั้งใจและไม่ตั้งใจขณะที่พวกเธอกำลังวางของ ราวกับพวกเธอหวังว่าเขาจะเข้าไปช่วยเหลือด้วยตัวเอง
ฟ่านซีซีมองพี่จิ่นเฉิงด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบว่าเขากำลังมองเธออยู่ เธอก็ยิ้มและกะพริบตาให้
บางทีกระเป๋าใบหนึ่งอาจจะหนักจริง ๆ หญิงสาวร่างผอมบางกว่าจึงหน้าแดงและพูดกับฟ่านจิ่นเฉิงว่า “ขอโทษนะคะ ช่วยฉันหน่อยได้ไหม? ชั้นวางกระเป๋าสูงเกินไป ฉันวางไม่ถึง”
ก่อนที่ฟ่านจิ่นเฉิงจะตอบรับ ฟ่านซีซีก็รีบสวมรองเท้าและลุกขึ้นยืนทันที “ฉันช่วยเธอเอง!”
หญิงสาวมองฟ่านซีซีด้วยความงุนงง เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้คาดเดาเหตุการณ์แบบนี้
ฟ่านซีซีทำอย่างคล่องแคล่ว เธอหยิบกระเป๋าขึ้นมาและใช้ข้อมือดันเบา ๆ กระเป๋าก็เข้าไปอยู่บนชั้นวางอย่างสมบูรณ์แบบ
หญิงสาวยังคงงุนงงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ขอบ...ขอบคุณนะคะ!”
“ไม่เป็นไรค่ะ เรื่องเล็กน้อยเอง!”
หญิงสาวก้มหน้าลง สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียดขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเธอก็ดึงเพื่อนของเธอไปนั่งบนเตียงล่างฝั่งตรงข้ามที่ว่างอยู่
ดูเหมือนฟ่านซีซีจะไม่ทันสังเกตเห็นความผิดปกติของหญิงสาว เธอเพียงแค่แตะไหล่ของพี่จิ่นเฉิงเบา ๆ “นั่งด้านในเถอะ เดี๋ยวที่นอนของพี่ให้มี่มี่กับชิวชิวสองคนนะ ฉันไม่วางใจถ้าพวกเธออยู่ทางโน้น”
“ได้” ฟ่านจิ่นเฉิงยกมือขึ้นลูบหัวของเธอ ดวงตาฉายแววขบขันวูบหนึ่ง
ความจริงแล้วเขาแค่อยากนอนเตียงเดียวกับเธอ แต่ไม่กล้าพูดออกมา