เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทั้งสามคนรวมถึงเิซานกลับยังคงนิ่งเฉย
เมื่อเห็นดังนั้น หลี่มู่เซิงก็เลิกคิ้วขึ้น แสดงความไม่พอใจออกมาทางสีหน้าอย่างชัดเจน
“หึหึ หรือว่าพวกท่านคิดว่าข้ากับแม่นางชางเป็คนเลว?”
เิซานพิจารณาหลี่มู่เซิงอยู่ครู่หนึ่ง แต่กลับมองไม่ออกว่าเขามีฝีมือลึกซึ้งเพียงใด จึงส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ความหวังดีของคุณชายท่านนี้ข้าน้อยขอน้อมรับไว้ด้วยใจ แต่การเดินทางครั้งนี้พวกเรามีธุระสำคัญติดตัว ไม่สะดวกที่จะร่วมทางด้วยจริงๆ”
สตรีชุดเขียวและบัณฑิตหนุ่มที่อยู่ข้างกายเขาต่างก็มีสีหน้าระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา และไม่ได้กล่าววาจาใดๆ แม้แต่คำเดียว
ดูเหมือนพวกจะเขามีความระแวดระวังต่อชางอิ๋นเยว่และหลี่มู่เซิงอย่างมาก โดยเฉพาะหลังจากที่ชางอิ๋นเยว่เปิดโปงฐานะของเิซาน พวกเขาก็ยิ่งแสดงท่าทีเกรงกลัวอย่างเห็นได้ชัด
“น่าเบื่อชะมัด”
หลี่มู่เซิงส่ายหน้า จากนั้นก็เลิกสนใจคนทั้งสาม เขายื่นมือไปตบบั้นท้ายล่อที่ขี่อยู่เบื้องล่าง แล้วมุ่งหน้าไปตามเส้นทางบนูเา
ในยามที่เขาเดินผ่านข้างกายเิซาน ระยะห่างจากดาบในมือของอีกฝ่ายไม่ถึงหนึ่งเซียะ แต่เขากลับขี่ม้าผ่านไปอย่างไม่แยแสราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แววตาของเิซานและสตรีชุดเขียวแปรเปลี่ยนไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในท้ายที่สุดก็ไม่มีใครลงมือ
ชางอิ๋นเยว่เฝ้าสังเกตทุกอย่างอยู่เงียบๆ พลางพยักหน้าเบาๆ ดูเหมือนนางจะค่อนข้างพอใจกับการตัดสินใจของคนทั้งสอง
นางไม่ได้กล่าวอะไรเพิ่มเติม เพียงแต่ควบม้าตามหลี่มู่เซิงที่อยู่ด้านหน้าไป
หลังจากทั้งสองเดินทางออกมาได้ระยะหนึ่ง ชางอิ๋นเยว่ที่มองแผ่นหลังของหลี่มู่เซิงอยู่ก็พลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเ็าว่า
“ท่านนี่ช่างกล้าตัดสินใจเองเสียจริง ชวนให้พวกเขาร่วมเดินทางไปด้วย ท่านแน่ใจแล้วหรือว่าพวกเขาไม่มีเจตนาร้าย?”
“หารู้ไม่ว่า หากข้าไม่เอ่ยวาจาข่มขวัญพวกเขาไว้ เมื่อครู่พวกเขาก็คงจะลงมือสังหารปิดปากพวกเราในป่าเขาที่รกร้างแห่งนี้ไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็หันกลับไปมองคนทั้งสามที่เดินตามอยู่ห่างๆ พลางยิ้มอย่างมีเลศนัย “ข้าไม่สนหรอกว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร อย่างไรเสียพวกเขาก็ฆ่าข้าไม่ได้อยู่ดี”
“ท่านช่างมั่นใจในตัวเองเสียจริง”
ชางอิ๋นเยว่ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเ็า
ทว่าในสายตาของนาง แม้เิซานและสตรีอีกนางหนึ่งจะเป็ถึงยอดฝีมือระดับเซียนเทียน แต่หากต้องประมือกันจริงๆ อีกฝ่ายย่อมไม่อาจต้านทานนางได้เกินสิบกระบวนท่า และแน่นอนว่าคงไม่อาจรับมือวิชาสกัดจุดของหลี่มู่เซิงได้เช่นกัน
“เมื่อพ้นเขตชงโจวนี้ไป พวกเราต้องเร่งการเดินทาง คนทั้งสามคนนี้มีพิรุธ หากไม่อยากหาเื่ใส่ตัว ก็ต้องอยู่ห่างจากพวกเขาไว้”
ชางอิ๋นเยว่ยังคงระมัดระวังอย่างมาก หลี่มู่เซิงพยักหน้า เขานั่งอยู่บนหลังล่อพลางลูบคางอย่างใช้ความคิด “ข้าเห็นบัณฑิตหนุ่มผู้นั้นสวมเสื้อผ้าเก่าขาด ใบหน้าซูบผอมเหลืองซีด คงไม่ใช่บุตรหลานตระกูลขุนนางหรือเศรษฐีที่ไหน แต่น่าจะมีฐานะค่อนข้างยากจนเสียมากกว่า”
“แต่เขากลับมีระยอดฝีมือระดับเซียนเทียนถึงสองคนคอยคุ้มกัน นี่มันผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด”
“เหตุใดพวกเขาต้องคุ้มกันบัณฑิตยากจนคนหนึ่งด้วย? หรือว่าบัณฑิตผู้นั้นจะมีฐานะพิเศษอื่นใด?”
หลี่มู่เซิงกล่าวพลางสายตาก็พลันขยับ หันไปมองชางอิ๋นเยว่ “แม่นางชาง ท่านสังเกตเห็นหรือไม่ว่า บัณฑิตผู้นั้นมีสถานการณ์คล้ายกับข้ามาก อายุอานามก็ไล่เลี่ยกัน อีกทั้งจุดหมายในการเดินทางครั้งนี้ของพวกเขายังเป็เมืองซ่างหยางซึ่งเป็เมืองหลวงอีกด้วย...”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น คิ้วงามของชางอิ๋นเยว่ก็ขมวดมุ่นเล็กน้อย นางแสดงสีหน้าครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า
“ข้าพอจะรู้ว่าท่าน้าจะพูดอะไร การที่ท่านคาดเดาเช่นนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีมูลความจริง แต่เื่มันจะประจวบเหมาะได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
หลี่มู่เซิงยิ้มแล้วกล่าวว่า
“หากไม่ประจวบเหมาะก็คงไม่เกิดเป็เื่ราวขึ้นมาได้ บางทีมันอาจจะบังเอิญขนาดนั้นจริงๆ ก็ได้”
แต่ในขณะนั้นเอง สีหน้าของเขาก็พลันเคร่งขรึมลง เขายื่นมือไปดึงบังเหียนล่อที่ขี่อยู่ให้หยุดลง พร้อมกับกดเสียงต่ำว่า
“ช่างไม่สบจังหวะเอาเสียเลย ดูเหมือนเส้นทางที่เรากำลังจะไปนี้จะถูกปิดเสียแล้ว”
ชางอิ๋นเยว่ยังไม่ทันเข้าใจความหมายในคำพูดของเขา ก็เห็นหลี่มู่เซิงกระโจนขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ข้างๆ แล้วป้องมือเหนือคิ้วมองออกไปไกล “แม่นางชาง ท่านขึ้นมาดูนี่สิ ด้านหน้ามีคนตั้งเครื่องกีดขวาง ขวางเส้นทางที่เราต้องผ่านพอดี”
เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของชางอิ๋นเยว่ก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทะยานตัวขึ้นไปบนกิ่งไม้อย่างแ่เบาเฉกเช่นเดียวกับหลี่มู่เซิง
นางมองตามสายตาของเขาไป และก็ได้เห็นว่าบนเนินเขาที่อยู่ไกลออกไปมีค่ายไม้ชั่วคราวตั้งอยู่ รอบๆ มีคนเฝ้าอยู่สิบกว่าคน ซึ่งขวางเส้นทางูเาที่จะมุ่งหน้าต่อไปไว้พอดิบพอดี
เมื่อเห็นเช่นนี้ ใบหน้าของชางอิ๋นเยว่ก็ปรากฏแววสงสัย นางหันไปมองหลี่มู่เซิง “เมื่อครู่ท่านนั่งอยู่บนหลังล่อ ท่านมองเห็นได้ไกลถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
“ข้ามีวรยุทธ์ล้ำเลิศ สายตาเฉียบคมดุจคบเพลิง เื่แค่นี้จะมีปัญหาอะไรเล่า?”
หลี่มู่เซิงยักไหล่แล้วกล่าวว่า
“อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ข้าอยากรู้ตอนนี้คือ พวกเราจะเปลี่ยนเส้นทาง หรือว่าจะบุกฝ่าไปตรงๆ เลย?”
ชางอิ๋นเยว่ขมวดคิ้วมองเขา สายตากวาดมองไปยังค่ายไม้ที่อยู่ไกลออกไป หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่งก็นางก็กล่าวว่า “คนพวกนี้มาตั้งด่านตรวจในที่ห่างไกลเช่นนี้ ช่างผิดปกติวิสัย เพื่อความรอบคอบ ข้าไม่แนะนำให้บุกฝ่าไปตรงๆ”
นางกล่าวพลางหันกลับไปมองเส้นทางด้านหลัง แววตาพลันมีประกายเย็นวาบพาดผ่าน “ให้พวกเขาล่วงหน้าไปหยั่งเชิงดูทางก่อนจะดีกว่า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่มู่เซิงก็เข้าใจเจตนาของชางอิ๋นเยว่ในทันที
เป็อย่างที่คิด แม่นางคนนี้ยังคงเ้าแผนการและลึกล้ำไม่เปลี่ยนจริงๆ!
“ในเมื่อเป็เช่นนี้ ก็คงต้องให้พวกเขาทั้งสามคนเป็หนูทดลองเสียแล้ว”
หลี่มู่เซิงพยักหน้า จากนั้นเขากับชางอิ๋นเยว่ก็ะโลงจากต้นไม้
หลังจากทั้งสองขี่ล่อไปได้อีกระยะหนึ่ง พวกเขาก็พลันหายลับเข้าไปในป่าข้างทางตรงจุดที่เป็มุมอับสายตา
ในขณะเดียวกัน คนทั้งสามที่อยู่ด้านหลังกลับไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
“ท่านหัวหน้าจ้าว ท่านดูออกหรือไม่ว่าคนทั้งสองเมื่อครู่มีที่มาอย่างไร?”
หยวนเหมย สตรีชุดเขียว เมื่อเห็นว่าหลี่มู่เซิงและอีกนางหนึ่งลับสายตาไปแล้ว ก็เอ่ยถามด้วยเสียงเบา
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เิซานก็ปรายตามองบัณฑิตหนุ่มที่อยู่ข้างๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้า
“ชายหนุ่มผู้นั้นไม่เคยเผยพลังภายในหรือปราณแท้ออกมาเลย จึงมองไม่ออกว่าเขามีพื้นเพอย่างไร ทว่าสตรีผู้นั้นมีความรู้กว้างขวาง แม้แต่สถานการณ์ในกองทัพต้าหลีก็ยังล่วงรู้อย่างชัดเจน คาดว่าถ้าไม่ใชคนในกองทัพก็คงเป็คนของราชสำนัก”
เขากล่าวพลางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง “ยิ่งไปกว่านั้น นางยังเป็ยอดฝีมือระดับเซียนเทียน แม้ยอดฝีมือระดับเซียนเทียนจะไม่ใช่เื่สลักสำคัญอะไรในเมืองซ่างหยาง แต่การได้พบเจอที่นี่ ข้ากลับไม่มีความมั่นใจเต็มสิบส่วนว่าจะสามารถสังหารนางได้ มิเช่นนั้นข้าคงส่งสัญญาณให้เ้าลงมือไปั้แ่นเมื่อครู่แล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหยวนเหมยก็ฉายประกายเย็นะเื “ภารกิจในครั้งนี้ต้องเป็ความลับที่สุด ห้ามเกิดข้อผิดพลาด หากมีโอกาสระหว่างทาง ข้าเห็นว่าควรจะลงมือกำจัดพวกเขาเสีย มิเช่นนั้นหากเื่รั่วไหลออกไป อาจจะส่งผลกระทบต่อแผนการของท่านแม่ทัพได้”
เิซานครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพยักหน้า
“ไว้มีโอกาสที่เหมาะสมค่อยว่ากันเถิด หากตัดสินใจจะลงมือแล้ว ก็ต้องมั่นใจว่าจะไม่เกิดข้อผิดพลาด”
เขาตระหนักว่าชางอิ๋นเยว่ล่วงรู้ถึงที่มาของเขาแล้ว หากปล่อยให้อีกฝ่ายกลับไปยังเมืองหลวง เื่ราวในการเดินทางครั้งนี้ก็คงไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็หันไปมองบัณฑิตหนุ่มที่อยู่ข้างกายพลางหรี่ตาลงแล้วกล่าวว่า
“องค์ชาย การไปเมืองหลวงครั้งนี้หนทางยังอีกยาวไกล เพื่อป้องกันมิให้คนชั่วคิดปองร้าย ขอพระองค์โปรดทรงอดทนอีกสักระยะ เมื่อถึงเมืองหลวงแล้ว ทุกอย่างก็จะปลอดภัย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บัณฑิตหนุ่มก็รีบประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า “ข้าขอขอบคุณท่านใต้เท้าทั้งสองที่คอยคุ้มกันตลอดเส้นทาง ในภายหน้าเมื่อได้เข้าเฝ้าเสด็จพ่อแล้ว ข้าจะตอบแทนพวกท่านอย่างงามแน่นอน”
เิซานและหยวนเหมยสบตากัน พลางปรากฏรอยยิ้มที่แฝงความหมายลึกซึ้ง
(จบตอน)