กลุ่มของอัสนีนั้นยังคงเป็นกลุ่มคนที่รั้งท้ายเพราะตอนนี้มีเสียงปืนกลหนักดังขึ้นสะท้านไปทั่วอุโมงค์ใต้ภูเขา
“พวกมันคงเจอสัตว์ร้ายบางอย่าง ไม่รู้เป็นตัวอะไร”
แม่ทัพชาลีหันมามองหน้าเรยาเพราะเห็นว่า เรยามีแผนที่อยู่ในมือ และสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์ร้ายได้
“เดินเข้าไปก็รู้เอง” อัสนีไม่รอคำตอบเขาเดินนำหน้าไปในทันที เพียงไม่กี่ก้าวภาพเบื้องหน้า ก็ทำให้ทุกคนขนหัวลุกซู่ขึ้นมาพร้อมๆ กัน
“ แมงป่องยักษ์”
เสียงของทุกๆคนต่างร้องออกมาอย่างตกใจ เพราะทุกคนเห็นกองทัพแมงป่องที่มีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์สามเท่า มันกำลังถูกกองกำลังจากสามกลุ่ม ระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่ แม้นว่าพวกมันจะตายไปเป็นจำนวนมาก แต่พวกมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมันผุดขึ้นมาจากซอกหิน ตามผนังถ้ำ และพื้นดินมากมายมหาศาล และมันก็ยังกระจายกำลังบุกเข้ามาโจมตีกลุ่มของอัสนีแล้วเช่นกัน
กระสุนปืนกลต่างก็รัวๆ เข้าใส่กองทัพแมงป่องยักษ์จนตายเกลื่อนพื้นดินไปเป็นจำนวนมากกลุ่มมนุษย์ ทั้งยิง ทั้งขว้างระเบิด และทั้ง ยิงเครื่องพ่นไฟเข้าใส่พวกมันทำให้กองทัพแมงป่องยักษ์ตายกันเป็นเบือ
เสียงหัวเราะดังจากเหล่าพวกมนุษย์หัวเราะเยาะเย้ย กองทัพแมงป่อง กันอย่างสนุกสนาน
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่าก็แค่แมงป่องสัตว์ สัตว์ชั้นต่ำ จะทำอะไรมนุษย์อย่างพวกเราได้”
เสียงกลุ่มทหารอเมริกันพูดออกมา
แต่ใบหน้าของเรยาตอนนี้รู้สึกแย่เป็นอย่างยิ่ง จับแขนอัสนีเอาไว้ แล้วบอกว่า
“ พี่หมอเราถอยกันก่อนดีกว่า”
เรยาเอ่ยแล้วมองหน้าเขาอัสนีพยักหน้า แล้วกล่าวกับ ท่านแม่ทัพชาลีและรองมนต์ชัย
“ ก็แค่แมงป่องทั่วไปไม่เห็นต้องกลัวเลย” แม่ทัพชาลีเอ่ยพร้อมกับสั่งให้เดินหน้าต่อไป ส่วนสามกลุ่มนั้นเดินนำหน้าไปแล้ว
“ พี่หมอข้างหน้ายังมีแมงป่องตัวแม่อีกตัว” เรยาเอ่ยกับอัสนีเบาๆ
พอเรยาเอ่ยจบก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งรัวๆ คราวนี้มีเสียงคนร้องออกมาอย่างโหยหวนอัสนีเพ่งมองเข้าไปในเส้นทางข้างหน้า ก็พบว่ามีแมงป่องยักษ์ขนาดใหญ่กว่ามนุษย์คราวนี้ถึง สิบเท่าตัวมันใหญ่แทบจะเต็มอุโมงค์ใต้ดิน ที่น่ากลัวก็คือ มันมีหางถึงเก้าหาง ทั้งปล่อยพิษและ ยังแทงร่างของ ทหารอเมริกัน ล้มตายกันไปอีกหลายคน
ทั้งสามกลุ่มกับวิ่งหนีกันมาทางกลุ่มของอัสนีสีหน้าแตกตื่นยิ่งนัก แม่ทัพชาลีจะเอ่ยถาม ก็ไม่ทันแล้วพวกเขาก็เห็นเงาดำทมึนขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา
จึงสั่งลูกน้องยิงทันที
เปรี้ยง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!! ตูม ๆ ๆ ๆๆ ๆ !!!!!!!
ทั้งปืนกลปืนยิงหัวระเบิด ไม่สามารถทำอะไรมันได้ กระดองของมันแข็งแกร่งยิ่งนัก อาวุธทั่วๆไปไม่อาจทำอะไรมันได้ แถมมันยังมีถึงเก้าหางสามารถโจมตีได้ทั้งเก้าทิศทาง
“ จุดอ่อนของมันอยู่ที่หัวใจ” เรยาเอ่ย แต่อัสนีกลับเอ่ยถามกลับว่า
“ แค่เข้าใกล้มันก็ถูกหางทั้งเก้าหางจัดการเสียก่อน”
อัสนีกำลังหาโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปใต้ท้องของมันเพื่อจัดการกับหัวใจของมัน
แต่ว่ามีดมฤตยูของเขาดันไปปักคาหลังของเจ้างูยักษ์นั้นเสียได้
เวลานี้คนต่างหนีออกไปจากบริเวณอุโมงค์กันหมดเจ้าแมงป่องเก้าหางมันคำรามออกมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ด เหมือนกับประกาศว่าไม่มีใครที่จะใหญ่ไปกว่ามันอีกแล้ว
“รีบออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะหมอ”
รองมนต์ชัยรีบเอ่ยกับอัสนี เพราะตอนนี้ทุกๆ คนต่างรีบหนีตายกันไปจนหมดไม่มีเหลือแล้ว
“ คุณอาออกไปก่อนผมจะจัดการกับมันเอง” อัสนีไม่ถอยเพราะเขาไม่อยากเสียเวลาอีก
“ พี่หมอจะสู้มันยังไง” เรยาหันมามองหน้าอัสนี
ตอนนี้อัสนีไม่ตอบเขาเดินเกมวิ่งเข้าไปยืนเผชิญหน้ากับ เจ้าแมงป่องยักษ์เก้าหางมันส่งเสียงร้องที่แหลมเล็กของมันขู่ให้อัสนีกลัวแล้วมันก็ปล่อยหางที่แหลมคมพุ่งเข้าใส่อัสนีพร้อมกันทีเดียว เก้าหาง
อัสนีเคลื่อนไหวหลบหางที่แหลมคมของมันทั้งเก้าอย่างว่องไว อัสนียังยิงปืนสั้นเข้าใส่ดวงตาของมัน อย่างแม่นยำ แต่ทว่ามันกลับมีม่านตาที่กันกระสุนได้ ทำให้อัสนีไม่อาจทำอะไรมันได้แต่เจ้าแมงป่องเก้าหาง ก็ไม่สามารถทิ่มหางใส่อัสนี จนหางทั้งเก้าของมัน พันกันไปมาจนกระทั่งมันเอียงตัวล้มไปด้านข้าง
อัสนีสะบัดมือของตนเองออกมาเผยให้เห็นดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตา ที่ตอนนี้เขาแค่ปล่อยพลังเข้าไปตัวดาบก็เกิดลุกเป็นไฟ อัสนีเองยังแปลกใจ ทำไมมันถึงได้มีไฟเช่นนี้ได้แต่ไม่มีเวลาสนใจ เขากระโดดขึ้นกลางอากาศ แล้วพุ่งตัวแทงสวนเข้าไปกลางหลังทะลุหัวใจของมัน
ฉึก !!!!!!
เจ้าแมงป่องเก้าหางถึงกับสะดุ้งเฮือก ดิ้นรนไปมา อัสนีชักดาบออกแล้วลอยตัวถอยออกมามีหางของมันสามหางพุ่งเข้าหาเขา พร้อมๆ กัน แต่ช้ากว่าการเคลื่อนไหวของอัสนี
หางทั้งสามของมันถูกเขาฟันขาดไปทีเดียวทั้งสามหาง เจ้าแมงป่องถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างโหนหวนก่อนที่ร่างของมันจะค่อยๆ ดิ้นรนอย่างช้าๆ แล้วก็ตายไปในทันที
สายตาของทุกๆคนต่างตื่นตะลึงที่เห็นอัสนีใช้ดาบฆ่าแมงป่องเก้าหางได้ แต่เรยาเท่านั้นที่ยังคงเพ่งมองดาบที่อัสนีใช้อย่างสงสัย
“พวกเราไปกันได้แล้ว” อัสนีไม่รอให้มีใครถาม กลับออกคำสั่ง แม่ทัพชาลีก็สั่งการให้ทหารทั้งหมด รีบเดินทางนำหน้าไปในทันที ซึ่งครั้งนี้ กลุ่มของอัสนีได้นำทางทุกๆ กลุ่ม เป็นครั้งแรก
“ พี่หมอพี่หมอไปเอาดาบอัคคีมาจากไหน?”
“นี่คือดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตา ไม่ใช่ดาบอัคคีอะไรนั่น”อัสนีเก็บดาบศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เดินทางต่อทันที
เรยาก็ไม่พูดอะไรต่อเดินตามอัสนีไปในทันที
แต่พอกลุ่มของอัสนีเดินไปจะออกจากอุโมงค์งูใหญ่ อัสนีก็หยุดลง แล้วยกมือให้ทุกๆ คนหยุดลงเขามองไปทางปลายอุโมงค์ พบว่า มีบางสิ่งกำลังรอพวกเขาอยู่
“ ทุกๆคนอย่างเพิ่งออกไป ผมจะนำหน้าไปเอง”
“ เกิดอะไรขึ้นครับ” แม่ทัพชาลี กับ รองมนต์ชัย รีบถามทันที
“ ผมคิดว่าเจ้างูใหญ่นั่นรอ อยู่หน้าปากอุโมงค์นี้ครับ”
“ อะไรนะ แล้วคุณหมอจะไปไล่มันคนเดียวเนี่ยนะ”
แม่ทัพชาลีเอ่ยอย่างตกใจแต่รองมนต์ชัย กลับพยักหน้า แล้วให้แม่ทัพชาลีทำตามที่อัสนีบอก
แต่เรยาเดินตามเขาไปห่างๆ
อัสนีมาถึงปากอุโมงค์ทางออกเขาก็พบงูยักษ์ที่มีหงอน แผ่แม่เบี้ย รอเขาอยู่ ด้านหลังมีมีดมฤตยูของเขาปักอยู่อัสนีตอนนี้ ถือดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตาเอาไว้ในมือ
เจ้างูใหญ่ทีแรกก็อ้าปากขู่ฟ่อๆ แต่พอเห็นอัสนีเดินมา พร้อมกับถือดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตามาด้วยมันถึงกับสงบนิ่ง แล้วก็ค่อยๆ หมอบกับพื้น แสดงความเคารพออกมา
“ฉันก็ไม่อยากฆ่าแกเหมือนกัน ไปจากที่นี่ซะ”
อัสนีเอ่ยจบก็ยกมือขึ้น มีดสั้นมฤตยูที่ปักคาหลังของ เจ้างูใหญ่ ก็ลอยกลับขึ้นมาอยู่ในมือเขา
เจ้างูใหญ่พอได้ยินคำพูดของอัสนีมันก็ค่อยๆ เลื้อยหายกลับขึ้นไปบนเขา ไม่คิดแก้แค้นอีกเลย
อัสนีเดินเข้ามาแล้วกวักมือทุกๆ คนให้ออกเดินทางกันต่อ
“ พี่หมอพูดภาษาพาร์เซลด้วยหรือคะ”
“ภาษาพาร์เซลคืออะไร?”
“ ก็ภาษางูไงเห็นพี่หมอพูดกับเจ้างูใหญ่นั่น มันก็ถอยหนีไปเลย”
“ นี่ตามฉันมาอีกแล้วใช่ไหม ไม่กลัวอันตรายเลยนะ ฉันบอกแล้วให้ทำตามคำสั่งของฉัน”
“ ก็แค่เป็นห่วงคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายนะคะ”
“สองคนจะตายหมู่มากกว่า”
“ เอาน่าสอนฉันพูดภาษาพาร์เซลหน่อยซิ พี่หมอ”
“ ไร้สาระฉันไม่ได้พูดภาษางูอะไรนั่น แค่ส่งจิตบอกกับมันไป ว่าฉันไม่อยากฆ่ามันแค่นั้นเอง”
“ ว้าวนั่นมันพญางูใหญ่เลยนะ”
อัสนีไม่ได้พูดอะไรต่อแต่เรยารู้ว่า ที่เจ้างูใหญ่นั้นกลัว ไม่ใช่เพราะอัสนี แต่ที่มันกลัว คือดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตานั่นต่างหาก
ทั้งหมดเดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งมันเป็นเมืองโบราณ ขนาดใหญ่ คนที่ยืนเฝ้าประตูเมืองพวกมันแต่งกายคล้ายกับนักรบโบราณถือดาบใหญ่ ทวนยาว สะพายธนูยืนมองชาวบ้านที่เข้าออกเมืองอย่างเข้มงวด
และที่ทำให้พวกเขาตื่นตกตะลึงก็คือ มองจากเนินเขาของเขา พบเห็นเฮลิคอปเตอร์ ทิ่มไปที่กำแพงเมืองจนทะลุเป็นรูแต่ตัวเฮลิคอปเตอร์นั่นกลับไม่ระเบิด ทหารยามได้นำเชือกมาปักล้อมเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปใกล้
แต่สิ่งที่พวกเขาตกใจยิ่งนักนั่นคือ กำแพงเมือง ล้วนถูกสร้างจากทองคำ ราวกับว่าทองคำในที่นี้มันเป็นเพียงวัตถุที่ไร้ค่ายิ่งนัก
“นั่นมันกำแพงทองคำจริงๆ ใช่ไหมนี่” แม่ทัพชาลีเอ่ยอย่างสงสัย แต่ทุกๆคนก็อยากรู้เช่นกัน
“ เอาละ พวกเรามาถึงแล้วไม่ว่าจะอย่างไร ต้องตามหาเจ้าหญิงเมธิกา กับ มินตราก่อน”
รองมนต์ชัยเอ่ย
“แผนที่ของเธอบอกด้วยไม่ใช่หรือ ว่าเมืองนี้มีชื่อว่าอะไร”
อัสนีมองไปที่ เรยาเพราะเขาเห็นภาพของเมืองนี้ตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว
เรยาเองก็ไม่ได้ปกปิดรีบเอ่ยว่า
“ นี่คือ นครดาราจักรมีอายุนับพันปี นี่คือสิ่งที่แผนที่ได้บอกเอาไว้” เรยากางแผนที่แล้วอ่านให้ทุกๆ คนดู
ทันใดนั้น กลุ่มของฝ่ายผู้พันอาเธอร์ที่เหลือเพียง 10 คน กลุ่มของผู้พันหานเฟยเหลือแค่ 10 คนและกลุ่มของฝ่ายแม่ทัพอาโป ที่เหลือเพียง 20 คน ก็ออกมาจากอุโมงค์เช่นกัน ฝ่ายของแม่ทัพชาลีเหลือมากที่สุดคือ 40 คน
ทั้งหมดมองกำแพงทองคำด้วยสายตาละโมบกันแทบทุกๆคน เพราะจุดประสงค์หลักที่พวกเขาเข้ามานั้น ก็คือสมบัติบุเรงนอง แต่นึกไม่ถึงกลับพบกับเมืองทองคำ ยิ่งกว่าสมบัติบุเรงนองเสียอีก
ทันใดนั้นเองก็มีธนูลึกลับ พุ่งเข้ามาหลายร้อยดอก พวกมันตกลงพื้น ปลายลูกธนูมีเชื้อไฟจุดอยู่ควันพวยพุ่งไปทั่วบริเวณพอสูดดมเข้าไป ทุกคนก็ค่อยๆ สลบไป
“ ปลดอาวุธพวกมัน แล้วจับพวกมันยัดใส่กรงขังพากลับเข้าไปในเมือง” เสียงนายทหารหนุ่ม ค่อยๆ เดินปรากฏตัวออกมาจากที่ซ่อนในป่าพร้อมกับทหารอีกนับร้อยคน...........