ดวงตามัจจุราช

    ตอนที่ 56 นครดาราจักร

    กลุ่มของอัสนีนั้นยังคงเป็นกลุ่มคนที่รั้งท้ายเพราะตอนนี้มีเสียงปืนกลหนักดังขึ้นสะท้านไปทั่วอุโมงค์ใต้ภูเขา

    “พวกมันคงเจอสัตว์ร้ายบางอย่าง ไม่รู้เป็นตัวอะไร”

    แม่ทัพชาลีหันมามองหน้าเรยาเพราะเห็นว่า เรยามีแผนที่อยู่ในมือ และสามารถบอกรายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์ร้ายได้

    “เดินเข้าไปก็รู้เอง” อัสนีไม่รอคำตอบเขาเดินนำหน้าไปในทันที เพียงไม่กี่ก้าวภาพเบื้องหน้า ก็ทำให้ทุกคนขนหัวลุกซู่ขึ้นมาพร้อมๆ กัน

    “ แมงป่องยักษ์”

    เสียงของทุกๆคนต่างร้องออกมาอย่างตกใจ เพราะทุกคนเห็นกองทัพแมงป่องที่มีขนาดใหญ่กว่ามนุษย์สามเท่า มันกำลังถูกกองกำลังจากสามกลุ่ม ระดมยิงอาวุธหนักเข้าใส่ แม้นว่าพวกมันจะตายไปเป็นจำนวนมาก  แต่พวกมันก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเรื่อยๆมันผุดขึ้นมาจากซอกหิน ตามผนังถ้ำ และพื้นดินมากมายมหาศาล และมันก็ยังกระจายกำลังบุกเข้ามาโจมตีกลุ่มของอัสนีแล้วเช่นกัน

    กระสุนปืนกลต่างก็รัวๆ เข้าใส่กองทัพแมงป่องยักษ์จนตายเกลื่อนพื้นดินไปเป็นจำนวนมากกลุ่มมนุษย์ ทั้งยิง ทั้งขว้างระเบิด และทั้ง ยิงเครื่องพ่นไฟเข้าใส่พวกมันทำให้กองทัพแมงป่องยักษ์ตายกันเป็นเบือ

    เสียงหัวเราะดังจากเหล่าพวกมนุษย์หัวเราะเยาะเย้ย กองทัพแมงป่อง กันอย่างสนุกสนาน

    “ ฮ่า ฮ่า ฮ่าก็แค่แมงป่องสัตว์ สัตว์ชั้นต่ำ จะทำอะไรมนุษย์อย่างพวกเราได้”

    เสียงกลุ่มทหารอเมริกันพูดออกมา

    แต่ใบหน้าของเรยาตอนนี้รู้สึกแย่เป็นอย่างยิ่ง จับแขนอัสนีเอาไว้ แล้วบอกว่า

    “ พี่หมอเราถอยกันก่อนดีกว่า”

    เรยาเอ่ยแล้วมองหน้าเขาอัสนีพยักหน้า แล้วกล่าวกับ ท่านแม่ทัพชาลีและรองมนต์ชัย

    “ ก็แค่แมงป่องทั่วไปไม่เห็นต้องกลัวเลย” แม่ทัพชาลีเอ่ยพร้อมกับสั่งให้เดินหน้าต่อไป ส่วนสามกลุ่มนั้นเดินนำหน้าไปแล้ว

    “ พี่หมอข้างหน้ายังมีแมงป่องตัวแม่อีกตัว” เรยาเอ่ยกับอัสนีเบาๆ

    พอเรยาเอ่ยจบก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งรัวๆ คราวนี้มีเสียงคนร้องออกมาอย่างโหยหวนอัสนีเพ่งมองเข้าไปในเส้นทางข้างหน้า ก็พบว่ามีแมงป่องยักษ์ขนาดใหญ่กว่ามนุษย์คราวนี้ถึง สิบเท่าตัวมันใหญ่แทบจะเต็มอุโมงค์ใต้ดิน ที่น่ากลัวก็คือ มันมีหางถึงเก้าหาง ทั้งปล่อยพิษและ ยังแทงร่างของ ทหารอเมริกัน ล้มตายกันไปอีกหลายคน

    ทั้งสามกลุ่มกับวิ่งหนีกันมาทางกลุ่มของอัสนีสีหน้าแตกตื่นยิ่งนัก แม่ทัพชาลีจะเอ่ยถาม ก็ไม่ทันแล้วพวกเขาก็เห็นเงาดำทมึนขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามา

    จึงสั่งลูกน้องยิงทันที

    เปรี้ยง ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ !!! ตูม  ๆ  ๆ ๆๆ ๆ !!!!!!!

    ทั้งปืนกลปืนยิงหัวระเบิด ไม่สามารถทำอะไรมันได้ กระดองของมันแข็งแกร่งยิ่งนัก อาวุธทั่วๆไปไม่อาจทำอะไรมันได้  แถมมันยังมีถึงเก้าหางสามารถโจมตีได้ทั้งเก้าทิศทาง

    “ จุดอ่อนของมันอยู่ที่หัวใจ” เรยาเอ่ย แต่อัสนีกลับเอ่ยถามกลับว่า

    “ แค่เข้าใกล้มันก็ถูกหางทั้งเก้าหางจัดการเสียก่อน”

    อัสนีกำลังหาโอกาสเพื่อที่จะเข้าไปใต้ท้องของมันเพื่อจัดการกับหัวใจของมัน

    แต่ว่ามีดมฤตยูของเขาดันไปปักคาหลังของเจ้างูยักษ์นั้นเสียได้

    เวลานี้คนต่างหนีออกไปจากบริเวณอุโมงค์กันหมดเจ้าแมงป่องเก้าหางมันคำรามออกมาด้วยเสียงแหลมปรี๊ด เหมือนกับประกาศว่าไม่มีใครที่จะใหญ่ไปกว่ามันอีกแล้ว

    “รีบออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะหมอ”

    รองมนต์ชัยรีบเอ่ยกับอัสนี เพราะตอนนี้ทุกๆ คนต่างรีบหนีตายกันไปจนหมดไม่มีเหลือแล้ว

    “ คุณอาออกไปก่อนผมจะจัดการกับมันเอง” อัสนีไม่ถอยเพราะเขาไม่อยากเสียเวลาอีก

    “ พี่หมอจะสู้มันยังไง” เรยาหันมามองหน้าอัสนี

    ตอนนี้อัสนีไม่ตอบเขาเดินเกมวิ่งเข้าไปยืนเผชิญหน้ากับ เจ้าแมงป่องยักษ์เก้าหางมันส่งเสียงร้องที่แหลมเล็กของมันขู่ให้อัสนีกลัวแล้วมันก็ปล่อยหางที่แหลมคมพุ่งเข้าใส่อัสนีพร้อมกันทีเดียว เก้าหาง

    อัสนีเคลื่อนไหวหลบหางที่แหลมคมของมันทั้งเก้าอย่างว่องไว อัสนียังยิงปืนสั้นเข้าใส่ดวงตาของมัน อย่างแม่นยำ แต่ทว่ามันกลับมีม่านตาที่กันกระสุนได้ ทำให้อัสนีไม่อาจทำอะไรมันได้แต่เจ้าแมงป่องเก้าหาง ก็ไม่สามารถทิ่มหางใส่อัสนี จนหางทั้งเก้าของมัน พันกันไปมาจนกระทั่งมันเอียงตัวล้มไปด้านข้าง

    อัสนีสะบัดมือของตนเองออกมาเผยให้เห็นดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตา ที่ตอนนี้เขาแค่ปล่อยพลังเข้าไปตัวดาบก็เกิดลุกเป็นไฟ อัสนีเองยังแปลกใจ ทำไมมันถึงได้มีไฟเช่นนี้ได้แต่ไม่มีเวลาสนใจ เขากระโดดขึ้นกลางอากาศ แล้วพุ่งตัวแทงสวนเข้าไปกลางหลังทะลุหัวใจของมัน

    ฉึก !!!!!!

    เจ้าแมงป่องเก้าหางถึงกับสะดุ้งเฮือก ดิ้นรนไปมา อัสนีชักดาบออกแล้วลอยตัวถอยออกมามีหางของมันสามหางพุ่งเข้าหาเขา พร้อมๆ กัน แต่ช้ากว่าการเคลื่อนไหวของอัสนี

    หางทั้งสามของมันถูกเขาฟันขาดไปทีเดียวทั้งสามหาง เจ้าแมงป่องถึงกับส่งเสียงร้องออกมาอย่างโหนหวนก่อนที่ร่างของมันจะค่อยๆ ดิ้นรนอย่างช้าๆ แล้วก็ตายไปในทันที

    สายตาของทุกๆคนต่างตื่นตะลึงที่เห็นอัสนีใช้ดาบฆ่าแมงป่องเก้าหางได้ แต่เรยาเท่านั้นที่ยังคงเพ่งมองดาบที่อัสนีใช้อย่างสงสัย

    “พวกเราไปกันได้แล้ว” อัสนีไม่รอให้มีใครถาม กลับออกคำสั่ง แม่ทัพชาลีก็สั่งการให้ทหารทั้งหมด รีบเดินทางนำหน้าไปในทันที ซึ่งครั้งนี้ กลุ่มของอัสนีได้นำทางทุกๆ กลุ่ม เป็นครั้งแรก

    “ พี่หมอพี่หมอไปเอาดาบอัคคีมาจากไหน?”

    “นี่คือดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตา ไม่ใช่ดาบอัคคีอะไรนั่น”อัสนีเก็บดาบศักดิ์สิทธิ์แล้วก็เดินทางต่อทันที

    เรยาก็ไม่พูดอะไรต่อเดินตามอัสนีไปในทันที

    แต่พอกลุ่มของอัสนีเดินไปจะออกจากอุโมงค์งูใหญ่ อัสนีก็หยุดลง แล้วยกมือให้ทุกๆ คนหยุดลงเขามองไปทางปลายอุโมงค์ พบว่า มีบางสิ่งกำลังรอพวกเขาอยู่

    “ ทุกๆคนอย่างเพิ่งออกไป ผมจะนำหน้าไปเอง”

    “ เกิดอะไรขึ้นครับ”  แม่ทัพชาลี กับ รองมนต์ชัย รีบถามทันที

    “ ผมคิดว่าเจ้างูใหญ่นั่นรอ อยู่หน้าปากอุโมงค์นี้ครับ”

    “ อะไรนะ แล้วคุณหมอจะไปไล่มันคนเดียวเนี่ยนะ”

    แม่ทัพชาลีเอ่ยอย่างตกใจแต่รองมนต์ชัย กลับพยักหน้า แล้วให้แม่ทัพชาลีทำตามที่อัสนีบอก

    แต่เรยาเดินตามเขาไปห่างๆ

    อัสนีมาถึงปากอุโมงค์ทางออกเขาก็พบงูยักษ์ที่มีหงอน แผ่แม่เบี้ย รอเขาอยู่ ด้านหลังมีมีดมฤตยูของเขาปักอยู่อัสนีตอนนี้ ถือดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตาเอาไว้ในมือ

    เจ้างูใหญ่ทีแรกก็อ้าปากขู่ฟ่อๆ แต่พอเห็นอัสนีเดินมา พร้อมกับถือดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตามาด้วยมันถึงกับสงบนิ่ง แล้วก็ค่อยๆ หมอบกับพื้น แสดงความเคารพออกมา

    “ฉันก็ไม่อยากฆ่าแกเหมือนกัน ไปจากที่นี่ซะ”

    อัสนีเอ่ยจบก็ยกมือขึ้น มีดสั้นมฤตยูที่ปักคาหลังของ เจ้างูใหญ่ ก็ลอยกลับขึ้นมาอยู่ในมือเขา

    เจ้างูใหญ่พอได้ยินคำพูดของอัสนีมันก็ค่อยๆ เลื้อยหายกลับขึ้นไปบนเขา ไม่คิดแก้แค้นอีกเลย

    อัสนีเดินเข้ามาแล้วกวักมือทุกๆ คนให้ออกเดินทางกันต่อ

    “ พี่หมอพูดภาษาพาร์เซลด้วยหรือคะ”

    “ภาษาพาร์เซลคืออะไร?”

    “ ก็ภาษางูไงเห็นพี่หมอพูดกับเจ้างูใหญ่นั่น มันก็ถอยหนีไปเลย”

    “ นี่ตามฉันมาอีกแล้วใช่ไหม ไม่กลัวอันตรายเลยนะ ฉันบอกแล้วให้ทำตามคำสั่งของฉัน”

    “ ก็แค่เป็นห่วงคนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตายนะคะ”

    “สองคนจะตายหมู่มากกว่า”

    “ เอาน่าสอนฉันพูดภาษาพาร์เซลหน่อยซิ พี่หมอ”

    “ ไร้สาระฉันไม่ได้พูดภาษางูอะไรนั่น แค่ส่งจิตบอกกับมันไป ว่าฉันไม่อยากฆ่ามันแค่นั้นเอง”

    “ ว้าวนั่นมันพญางูใหญ่เลยนะ”

    อัสนีไม่ได้พูดอะไรต่อแต่เรยารู้ว่า ที่เจ้างูใหญ่นั้นกลัว ไม่ใช่เพราะอัสนี แต่ที่มันกลัว คือดาบศักดิ์สิทธิ์มุเตานั่นต่างหาก

    ทั้งหมดเดินทางมาถึงสถานที่แห่งหนึ่งมันเป็นเมืองโบราณ ขนาดใหญ่ คนที่ยืนเฝ้าประตูเมืองพวกมันแต่งกายคล้ายกับนักรบโบราณถือดาบใหญ่  ทวนยาว สะพายธนูยืนมองชาวบ้านที่เข้าออกเมืองอย่างเข้มงวด

    และที่ทำให้พวกเขาตื่นตกตะลึงก็คือ มองจากเนินเขาของเขา พบเห็นเฮลิคอปเตอร์ ทิ่มไปที่กำแพงเมืองจนทะลุเป็นรูแต่ตัวเฮลิคอปเตอร์นั่นกลับไม่ระเบิด ทหารยามได้นำเชือกมาปักล้อมเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดเข้าไปใกล้

    แต่สิ่งที่พวกเขาตกใจยิ่งนักนั่นคือ กำแพงเมือง ล้วนถูกสร้างจากทองคำ ราวกับว่าทองคำในที่นี้มันเป็นเพียงวัตถุที่ไร้ค่ายิ่งนัก

    “นั่นมันกำแพงทองคำจริงๆ ใช่ไหมนี่” แม่ทัพชาลีเอ่ยอย่างสงสัย แต่ทุกๆคนก็อยากรู้เช่นกัน

    “ เอาละ พวกเรามาถึงแล้วไม่ว่าจะอย่างไร ต้องตามหาเจ้าหญิงเมธิกา กับ มินตราก่อน”

    รองมนต์ชัยเอ่ย

    “แผนที่ของเธอบอกด้วยไม่ใช่หรือ ว่าเมืองนี้มีชื่อว่าอะไร”

    อัสนีมองไปที่ เรยาเพราะเขาเห็นภาพของเมืองนี้ตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว

    เรยาเองก็ไม่ได้ปกปิดรีบเอ่ยว่า

    “ นี่คือ นครดาราจักรมีอายุนับพันปี  นี่คือสิ่งที่แผนที่ได้บอกเอาไว้” เรยากางแผนที่แล้วอ่านให้ทุกๆ คนดู

    ทันใดนั้น กลุ่มของฝ่ายผู้พันอาเธอร์ที่เหลือเพียง 10 คน     กลุ่มของผู้พันหานเฟยเหลือแค่ 10 คนและกลุ่มของฝ่ายแม่ทัพอาโป  ที่เหลือเพียง 20 คน ก็ออกมาจากอุโมงค์เช่นกัน  ฝ่ายของแม่ทัพชาลีเหลือมากที่สุดคือ 40 คน

    ทั้งหมดมองกำแพงทองคำด้วยสายตาละโมบกันแทบทุกๆคน เพราะจุดประสงค์หลักที่พวกเขาเข้ามานั้น ก็คือสมบัติบุเรงนอง แต่นึกไม่ถึงกลับพบกับเมืองทองคำ ยิ่งกว่าสมบัติบุเรงนองเสียอีก

    ทันใดนั้นเองก็มีธนูลึกลับ พุ่งเข้ามาหลายร้อยดอก พวกมันตกลงพื้น ปลายลูกธนูมีเชื้อไฟจุดอยู่ควันพวยพุ่งไปทั่วบริเวณพอสูดดมเข้าไป ทุกคนก็ค่อยๆ สลบไป

     “ ปลดอาวุธพวกมัน แล้วจับพวกมันยัดใส่กรงขังพากลับเข้าไปในเมือง” เสียงนายทหารหนุ่ม ค่อยๆ เดินปรากฏตัวออกมาจากที่ซ่อนในป่าพร้อมกับทหารอีกนับร้อยคน...........