"อาจารย์ พวกเรากำลังจะถูกย่างกันอยู่แล้วนะ ไฟพวกนี้ร้อนแรงเกินไป จะเข้าใกล้ก็ยังลำบากเลย คราวนี้เราจะทำยังไงกันดีล่ะ ?" มูติชาห์หันไปถามท่านดาบสอย่างเหงื่อตก "นั่นสิท่านดาบส" ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์ก็มีเค้าหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลใจ "ไฟพวกนี้ร้อนแรงเกินไป น่ากลัวว่าพวกเราทั้งหมดน่าจะทนกันได้ไม่นาน คราวนี้ท่านเอง คงจะไม่ได้ลืมมีแผนสำรองไว้เพื่อช่วยพวกเราอีกครั้งหรอกนะ ?" มหาดาบสเหลียวหน้าไปมองท่านจ้าวแห่งมิตทราห์พลางเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง "น่ากลัวว่าเจ้านั้นจะรู้จักข้ามานานเกินไป หรือรู้จักข้าดีเกินไป จนคาดว่าข้าน่าจะมีแผนสำรองหรือทางหนีทีไล่ไว้ล่วงหน้า แต่บางทีมันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคาดหวังซะทุกครั้งหรอกนะ" สีหน้าของท่านจ้าวซีดลงจากเดิมทันทีเมื่อได้ยินท่านดาบสพูดอย่างนั้น "ท่านดาบสพูดอย่างนี้หมายความว่าท่านไม่มีแผนสำรอง...?" "ทำไมจะไม่มี ?" ท่านดาบสตอบทันที ท่านจ้าวกับมูติชาห์ต่างหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าราวกับโล่งอก "เฮ้อ... บางทีข้าก็อยากรู้นักว่า ถ้าไม่มีข้าสักคน แล้วอณาจักรมิตทราห์นี่จะเป็นไปยังไง ?" ท่านดาบสรำพึงออกมาเบาๆอย่างไม่จริงจังก่อนจะยกไม้คฑาขึ้นมาจากพื้น จากนั้นท่านก็พูดคาถาบางอย่างออกมาไม่กี่คำ ก่อนที่รอบๆบริเวณนั้นจะเกิดควันสีขาวฟุ้งกระจายขึ้นมารอบๆพวกเรา แล้วเสียงของอัณยาวีณ์ที่ยังยืนอยู่หน้าห้องขังก็ดังแว่วๆมาว่า "ไฟที่เกิดจากกุญแจอสรพิษอัคคีจะต้องมีควันเยอะเยี่ยงนี้หรือ ตอนนี้ควันกลบร่างพวกมันหมดแล้วเห็นไหม ?" "ข้าไม่รู้ ข้าเองก็เพิ่งเคยใช้มัน" เสียงของจ้าวเวตาลโลหิตตอบ "ข้าเองก็ไม่แน่ใจนะ ข้าเองก็ไม่เคยใช้ เพราะกุญแจอสรพิษอัคคีนี้ข้าเองก็เพิ่งได้มาไม่นาน" กุสุมาเสริมขึ้น "เรื่งของควันนี่ช่างมันเถอะ" จ้าวเวตาลโลหิตดูจะไม่ใส่ใจกับควันอีกต่อไป "จะอย่างไรพวกมันทั้งหมดนี่จะต้องทนฤทธิ์อันร้อนแรงของไฟนี่ไม่ไหว และไม่นาน พวกมันจะต้องร้องขอชีวิตพวกเราเอง ว่าอย่างไรล่ะ ท่านมหาดาบส จะทนได้นานอีกเท่าไร ฮ่าฮ่าฮ่า" เสียงของการเย้ยหยันและการพูดคุยระหว่างพวกมันจางหายลงไปเป็นลำดับ เพราะว่าผมและพวกเราทุกคนในขณะนี้ต่างค่อยๆทยอยไต่ลงไปทางช่องลับใต้ดินที่อยู่ใต้ห้องขัง โดยที่ผมก็ไม่รู้ว่ามีใครมาช่วยเราโดยมาเปิดทางลับใต้ดินจากพื้นข้างล่าง ผมจึงเพียงไต่ตามคนอื่นๆลงไปโดยมีท่านมหาดาบสนำหน้าไปกับท่านจ้าวแห่งมิตทราห์และมูติชาห์โดยมีเหล่าทหารที่เหลือของท่านจ้าวเดินตามปิดท้ายมาทางเบื้องหลัง และเมื่อผมได้ลงมาถึงทางเดินใต้ดินแล้ว ผมถึงได้รู้ว่า ผู้ที่มาเปิดช่องลับจากใต้ห้องขังก็คือ ชัยยา ชายหนุ่มผู้ถูกท่านดาบสไหว้วานให้มาช่วยไอรินเมื่อเร็วๆนี้ ชัยยาไม่ได้ดูเป็นคนที่ดูเหมือนได้รับบาดเจ็บหรือดูอ่อนระโหยโรยแรงเหมือนในคราแรกที่ผมได้พบเขาที่ริมธารน้ำในครั้งนั้น แต่ขณะนี้เขากลับดูแข็งแรงสดชื่นและมีสีหน้าที่สดใสแม้จะยังมีเชื้อของอสูรดำอยู่ในร่าง บางทีนี่อาจจะเป็นเพราะท่านดาบสอาจจะได้ช่วยทำให้สภาพร่างกายของเขากลับมาดูดีด้วยวิชาบางอย่างของท่านดาบสก็อาจจะเป็นได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมกลับรู้สึกไม่สบอารมณ์นักในการพบเขาในครั้งนี้ก็คือ พริบตาแรกที่เขาได้พบกับไอรินอีกครั้งที่ภายใต้ทางเดินใต้ดินนี้ เขากลับรีบเข้ามาจับไม้จับมือกับไอรินอย่างสนิทสนมและแสดงความตื่นเต้นดีใจราวกับคุ้นเคยกันเป็นอย่างมาก อืม... ผมเองก็ไม่เคยจับมือถือแขนไอรินเลยนะ ก็แล้วทำไมเขา...? "คุณไอริน แค่คุณยังปลอดภัยดีผมก็ดีใจแล้ว ผมเป็นห่วงคุณอย่างที่สุดจริงๆ" น้ำเสียงและการพูดของเขากับไอริณแบบนั้นมันกลับยิ่งทำให้อารมณ์ของผมขุ่นๆขึ้นมาซะอย่างนั้น "คุณชัยยัน คุณเองไม่เป็นไร รินก็ดีใจเช่นกันค่ะ" ไอรินตอบเขาอย่างเป็นมิตร ส่วนดวงตาของนายชัยยากลับยิ่งดูหยาดเยิ้มกับไอรินอย่างแปลกประหลาด จนผมก็อดที่จะคันไม้คันมือขึ้นมานิดหน่อยไม่ได้ก่อนที่ผมจะได้ยินเขาพูดต่อไป "ครับคุณไอริน ผมได้ปฎิบัติตามแผนที่ได้ตกลงกันไว้กับท่านดาบสอย่างไม่รอช้าเมื่อท่านดาบสได้ส่งกระแสจิตมาให้ผมรีบไปเปิดช่องลับที่อยู่ใต้ห้องขังนั่น" ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์มองหน้าท่านดาบสกับชัยยาสลับไปมา "ให้ตายสิท่านดาบส ข้าเองนั้นก็ยังไม่รู้เลยนะ ว่าตรงใต้พื้นห้องขังห้องนั้นจะมีช่องลับอยู่เหมือนกัน ดูเหมือนท่านจะยังมีสิ่งที่ซ่อนเร้นโดยที่ไม่ได้บอกให้ข้ารู้อยู่อีกหลายอย่างนะ ?" ท่านดาบสลูบเคราตัวเองอย่างพึงพอใจก่อนจะกล่าวว่า "บางอย่างถ้ารู้กันน้อยมันก็จะปลอดภัยและก่อให้เกิดประโยชน์ในยามคับขันได้ดีกว่าอีกนะ" ท่านจ้าวแห่งมิตทราห์ผงกหัวยอมรับอย่างยิ้มๆ "อืม... อาจจะจริงอย่างที่ท่านว่า ในที่สุดท่านเองก็ได้ช่วยเหลือพวกเราให้เอาตัวรอดจากสถานการณ์อ้นคับขันได้อีกครั้ง เอ... ข้าชักอยากจะรู้ว่า เมื่อพวกศ้ตรูของพวกเราที่อยู่หน้าห้องขังด้านบนได้มารู้ความจริงในตอนหลังว่า พวกเราได้ดอดหนีออกจากห้องขังไปได้ โดยที่พวกมันไม่ได้เฉลียวใจ แล้วตอนหลัง พวกมันจะมีสีหน้าเป็นยังไงกันนะ ฮ่าฮ่า" ท่านดาบสยังคงลูบเคราไปมา "สีหน้าพวกมันคงดูไม่จืด ที่จริงพวกมันไม่ถึงกับจะคิดฆ่าพวกเราในตอนนี้ แต่หลังจากที่พวกมันเริ่มผิดสังเกตุถึงการเงียบหายของพวกเรา พวกมันก็จะต้องตามพวกเราลงมาในเวลาไม่ช้าแน่ๆ เพราะเป้าหมายของพวกมันก็คือ จะต้องนำตัวสิงห์ผู้เป็นทายาทของกษัตริย์วาณิการ์ไปให้เจ้านายของพวกมันให้ได้โดยเร็วที่สุดนะ" "ท่านดาบสคะ ทำไมสิงห์ถึงมีสถานะเป็นกุญแจดอกที่ 13 ที่ถ้าไม่มีเขา ก็ไม่สามารถจะเปิดประตูนรกได้คะ ?" ไอรินกลับโพล่งถามปัญหาของปริศนานี้ขึ้นมา และหูผมก็ผึ่งด้วยความสนใจขึ้นมาทันที จนลืมเรื่องนายชัยยาไปชั่วขณะ "อา ที่มาของเรื่องราวนี้ค่อนข้างซับซ้อนพอควร เอาว่าต่อไปข้าจะค่อยๆอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ฟังก็แล้วกันนะแม่หนู แต่ณ.ตอนนี้ ขอให้พวกเราทุกคนรีบออกจากทางเดินใต้ดินนี้ไปอยู่ในจุดที่ปลอดภัยกว่านี้ ก่อนที่พวกศัตรูจะติดตามมาจะดีกว่านะ" คำแนะนำของท่านดาบสทำให้พวกเราต้องยุติการพูดคุยในครั้งนี้ไปก่อน และพวกเราต่างก็รีบเดินทางไปตามทางเดินใต้ดินนี้อย่างเร่งรีบทันที ทว่าขณะที่กำลังเดินทางไปตามทางเดินอันคับแคบ สายตาของผมก็เหลือบไปเห็นนายชัยยาที่ลงมาเดินคู่กับไอรินที่เดินอยู่ข้างหน้าผม และผมเองก็ไม่ได้ยินว่าทั้งสองคนได้พูดคุยเรื่องอะไรกัน แต่นั่นมันไม่สำคัญเท่ากับที่ผมไม่อยากเห็นทั้งสองเดินคู่กันแบบนี้ เพราะมันทำให้อารมณ์ผมกลับมาหงุดหงิดอีกครั้ง อยู่ๆพี่เมฆที่เดินอยู่ใกล้ๆผมก็เอามือจับไหล่ผม และเมื่อผมเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นสายตาที่ดูเหมือนจะยิ้มๆของเขา "สีหน้าของน้องกิตติ ดูจะไม่ค่อยดีนะ มีอะไรที่มันไม่สบายใจ หรือมีอะไรที่มันแสลงตาแสลงใจน้องอยู่หรือยังไงกัน ?" พี่เมฆพูดราวกับจะแทงใจผม "อยู่ๆผมก็รู้สึกอยากจะฆ่าคนขึ้นมาน่ะพี่" ผมพูดหน้าตาเฉย และพี่เมฆก็ร้องเบ๊ยทันที "น้อง... น้องกิตติ ชอบหนูไอรินใช่ไหม และน้องกิตติก็หึงที่นายชัยยานั่นเข้าไปตีซี้หนูไอรินใช่ไหม แต่การที่คิดจะไปฆ่าเขามันจะทำให้น้องรู้สึกดีขึ้นจริงๆหรือ ? ฮ่าฮ่าฮ่า" "แหมพี่เมฆนี่ ช่างสังเกตุช่างวิเคราะห์แม้กระทั่งเรื่องพวกนี้นะ เฮ้อ... ผมก็ว่าไปอย่างนั้นล่ะครับ หรือพี่เมฆคิดว่าผมจะทำอย่างนั้นได้จริงๆ ?" "โอ๊ย... แม้พี่เองจะรู้จักน้องกิตติไม่นานนัก แต่พี่ก็เชื่อว่าน้องจะไม่ทำอย่างนั้นแน่ เพราะนั่นมันไม่ใช่ตัวตนจริงๆของน้องซะหน่อยนี่นะ เจ้าสองคนข้างหลังเราก็ต้องไม่เชื่อเช่นกัน" แล้วเสียงหัวเราะเบาๆก็ดังมาจากข้างหลังผม ซึ่งมันก็คือเสียงหัวเราะของสิงห์ในร่างนุชที่เดินคู่มากับจันนั่นเอง "เฮ้อ... แม้แต่สิงห์เองก็ยังอ่านผมออก ผมนี่จะเอาหน้าไปไว้ไหนดีนะ ?" พี่เมฆฟังผมพูดอย่างนี้แล้วก็หัวเราะร่าทันที แต่ขณะที่ผมยังเหลียวมองสิงห์ในร่างนุชที่กำลังเดินตามผมมาติดๆข้างหลัง อยู่ๆสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน จากรอยยิ้มและเสียงหัวเราะขำๆที่ดังอยู่เมื่อครู่ ขณะนี้มันกลับเกิดอาการกระตุกค้าง สายตาค้าง ปากค้าง ร่างกายของเขาทั้งหมดกลับชงักค้าง ราวกับวิญญาณของสิงห์ไม่อาจจะควบคุมร่างของนุชได้อีกต่อไป จันที่เดินคู่มากับสิงห์เมื่อเห็นท่าทางไม่ดีแบบนั้น เขาก็กระโดดออกไปข้างๆและร้องเหวอทันที ! "พี่เมฆ !" ผมรีบกระตุกแขนของพี่เมฆ "สิงห์เขาเป็นอะไรไปแล้ว ?!"
(โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆนี้นะครับ)