ตอนที่ 11 จิตสำนึกโดนกัดกินไปหมดแล้ว
คุณนายโจวถูกว่าไปทีหนึ่ง ความหยิ่งทะนงก็หายไปเธอวางไม้เท้าของเธอ ก่อนถามออกไปด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง “เหยียนฮุ่ยเธอลองถามลูกของเธอดูสิ ว่าวันนี้ออกไปทำอะไรมา”
เหยียนฮุ่ยหันมามองโจวเทารุ่ยที่กำลังกินขนมแป้งทอดอย่างไม่รู้ไม่ชี้ราวกับไม่ได้ทำอะไร
ความสงสัยของเหยียนฮุ่ยทำให้คิ้วของเธอขมวดเข้าหากันเธอมองไปยังหวังเฟิ่งสยา เห็นเพียงแค่ว่าหวังเฟิ่งสยากำลังจ้องมองขนมแป้งทอดที่อยู่บนโต๊ะดูๆ ไปแล้ว คงคิดหาโอกาสที่จะหยิบกินสักชิ้น
ในขณะที่มือของหวังเฟิ่งสยาจะเอื้อมไปถึงขนมนั้นโจวซ่านซ่านก็หยิบขนมสองชิ้นที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาทันที ชิ้นหนึ่งไว้กินเองส่วนอีกชิ้นส่งให้โจวเทารุ่ย
มือของหวังเฟิ่งสยาชะงักค้างด้วยความอับอายไปครู่หนึ่ง ยังไม่ทันที่เธอจะชักมือกลับโจวซ่านซ่านก็หันมาพอดีกัดขนมไปหนึ่งคำก่อนจะพูด “อ้าว น้าสะใภ้ อยากกินขนมนี่หรือคะแล้วทำไมไม่บอกแต่แรกล่ะคะ ชิ้นนี้หนูกัดไปแล้ว...”
หวังเฟิ่งสยารู้สึกอับอายราวกับถูกตบซ้ายตบขวา รีบชักมือกลับก่อนจะกัดฟันพูด “ไม่กินแล้ว ฉันแค่จะดูว่ากระดาษที่รองขนมซื้อมาจากไหนก็แค่นั้นเอง!”
เหยียนฮุ่ยทั้งรักทั้งโกรธลูกสาวสุดที่รัก เธอแกล้งทำเป็ถลึงตาใส่โจวซ่านซ่านแล้วจึงถามกลับ “เฟิ่งสยา ตกลงมีเื่อะไรกัน คุณแม่ก็ไม่ยอมพูดเอาแต่ด่างั้นเธอก็พูดมา!”
หวังเฟิ่งสยากัดฟันพูด “วันนี้ แม่ไก่สามตัวในสวนของบ้านฉันกำลังออกไข่อยู่ก็มีคนมาขโมยไปหมด!เสี่ยวเฟิงบอกว่าเขาเห็นว่าเป็โจวเทารุ่ยที่พาคนเข้ามาขโมยไป!”
สายตาของเหยียนฮุ่ยจ้องมองไปยังโจวเทารุ่ย พูดเสียงดุ“โจวเทารุ่ย ลูกพูดความจริงมาสิ ว่าลูกไปขโมยไก่ที่บ้านของอารองหรือเปล่า”
โจวเทารุ่ยหัวเราะออกมา พูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม “แม่แม่เชื่อคำพูดแค่นี้หรือ บ้านของอารองเลี้ยงไก่ไว้ั้แ่เมื่อไรปีที่แล้วผมกับพ่อไปหา แม้แต่ขนไก่สักเส้นยังไม่เห็นเลยแล้วจะเอาแม่ไก่ออกไข่มาจากไหน”
ได้ยินโจวเทารุ่ยพูดออกมาแบบนี้ เหยียนฮุ่ยก็นึกขึ้นได้เดือนที่แล้วที่เหยียนฮุ่ยเอาเงินค่าใช้จ่ายไปให้คุณนายโจวสวนของพวกเขาก็ไม่มีไก่อยู่จริงๆ!
“ไม่ใช่สิเหล่าเอ้อฉันจำได้ว่าบ้านของพวกคุณไม่เคยเลี้ยงไก่ แล้วนี่... รุ่ยรุ่ยจะไปขโมยไก่ของพวกคุณได้จากไหน”เหยียนฮุ่ยจะหัวเราะก็ไม่ได้ร้องไห้ก็ไม่ออกถามกลับ เื่นี้ต้องหาเหตุผลมาให้ได้!
เมื่อเหยียนฮุ่ยถามออกมาแบบนี้สีหน้าของโจวหมินไห่ก็กระอักกระอ่วนทันที
เขาลืมไปได้อย่างไรว่าแม่ไก่สามตัวที่บ้านนั้น... เป็ฝีมือของเสี่ยวเฟิงที่ไปขโมยมาในขณะที่เขากำลังวุ่นวายกับเื่ที่ภรรยาก่อและไม่ได้คิดอะไรมาก แต่ตอนนี้...
“เธอจะมาสนอะไรว่าบ้านฉันจะมีหรือไม่มีไก่โจวเทารุ่ยลูกของเธอเป็หัวขโมย เธอสนใจเื่นี้บ้างไหม! ถ้าเธอไม่สนฉันนี่ละจะมาสนใจแทนเธอให้!” คุณนายโจวกระแทกไม้เท้า ะโด่าด้วยความโมโห
เหยียนฮุ่ยไม่ใช่คนที่ไม่สนใจความถูกต้อง แต่เห็นได้ชัดว่าข้อกล่าวหานี้ไม่ถูกต้องเธอจะไม่ยอมให้โจวเทารุ่ยมารับผิดแบบนี้หรอก การขโมยนี่นะ นี่จะเป็ข้อหาหนักหนาสักเท่าไรกัน
“แม่คะ ถ้าพูดกันถึงขนาดนี้แล้วถ้าอย่างนั้นพวกเราไปแจ้งความกันดีไหม หากโจวเทารุ่ยขโมยของจริงๆ ฉันก็จะชดใช้ให้ ฉันจะทำโทษลูกเองแต่ถ้ารุ่ยรุ่ยของฉันไม่ได้เป็คนขโมย ที่พวกคุณมาหาเื่พวกเราวันนี้นี่...”
เมื่อหวังเฟิ่งสยาได้ยินว่าจะแจ้งความ ก็ร้อนตัวขึ้นมาทันที
“ไม่จำเป็ต้องแจ้งความไม่อนุญาตให้แจ้งความ เื่นี้ฉัน้าจัดการเป็การส่วนตัว ไม่ต้องพูดให้มากความเธอจ่ายมาให้ฉัน 50 หยวนเื่นี้ก็จะจบ”
50 หยวนงั้นหรือ เธอน่าจะรู้ว่าเงินเดือนของเหยียนฮุ่ยนั้นเดือนละแค่100 หยวน ไก่ตัวเป็ๆ ในตลาดก็ราคาแค่ 3 หยวน หวังเฟิ่งสยาคนนี้กล้าดีอย่างไรมาเอ่ยปากขอ 50หยวน คิดแต่เื่เงินจนบ้าไปแล้วหรือไง
“เฟิ่งสยาพวกเราจะไม่พูดว่า 50 หยวนนี้มันมากหรือน้อย ตอนนี้ฉันสนแค่ว่า ตกลงรุ่ยรุ่ยไปขโมยของมาหรือเปล่าฉันยังยืนยันคำเดิมว่าฉันจะแจ้งความ!”
คุณนายโจวยกไม้เท้าขึ้นตีเหยียนฮุ่ยอีกครั้ง ปากก็ด่าไปด้วย“เธอจะแจ้งความไปทำไม จะจับคนแก่อย่างฉันไปหรือ มาสิ เรียกตำรวจมา เรียกมาเลยฉันจะตายในบ้านเธอให้ดู!”
ท่าทางของโจวหมินไห่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เขารู้สึกผิดขึ้นมา ทว่าเงิน 50 หยวนก็มากมายเกินไปจริงๆเงินเดือนของเขายังแค่ 40 หยวนเอง
“เหล่าเอ้อท่าทางแบบนี้แปลว่าอะไร”
เหยียนฮุ่ยมองไปที่โจวหมินไห่แล้วถามออกไปตรงๆ
โจวหมินไห่พูดอย่างตะกุกตะกัก “แค่...แค่ทำตามเฟิ่งสยาเสีย...จ่ายมา 50 หยวนก็จบ ครอบครัวเดียวกันไม่ต้องทะเลาะกันให้ยุ่งยากอีกอย่างพี่ชายฉันเดือนหนึ่งก็ได้ตั้ง 150 หยวน พวกเธอไม่ได้ขาดแคลนเงินสักนิดนี่”
โจวซ่านซ่านมองไปที่ทั้งสามคน ภายในใจรู้สึกรังเกียจอย่างพูดไม่ออก
ความเป็มาของครอบครัวโจวเธอก็รู้ คุณนายโจวมีลูกชายสามคนและลูกสาวสองคนโจวหรูไห่เป็พี่คนโต โจวหมินไห่เป็คนรอง ลูกสาวสองคนเป็ลูกคนที่สามและสี่คนสุดท้องเป็ลูกชายที่คลอดออกมาไม่นานคุณนายโจวก็ยกให้คนอื่น
ปีนั้นที่โจวหรูไห่กับเหยียนฮุ่ยแต่งงานกัน เขาเพิ่งเกษียณออกมาจากค่ายทหารตอนเป็ทหารเบี้ยเลี้ยงก็ถูกแบ่งมาให้ทางบ้าน แถมเขายังทำงานไม่หยุดหย่อน
พอทั้งสองถูกแยกจากกัน ข้าวของเครื่องใช้ก็ถูกแบ่งออกไป เหลือเพียงหม้อหนึ่งใบและมันเทศครึ่งตะกร้าทั้งยังมีเส้นข้าวโพดหนึ่งกิโลครึ่ง และยังมีพ่อแก่ๆ ที่ใกล้จะหมดลมหายใจ
โจวหรูไห่ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อยามารักษาพ่อของเขา ทว่าคุณนายโจวก็ยังคงใจแข็งสักแดงเดียวก็ไม่ยอมให้โจวหรูไห่ และยังขู่ว่าต่อไปนี้ครอบครัวจะเป็แบบนี้โจวหรูไห่ต้องเลี้ยงดูพ่อ เธอจะอยู่กับโจวหมินไห่ ไม่ยุ่งเกี่ยวกัน
คุณนายโจวเป็คนเด็ดขาด โจวหรูไห่กับเหยียนฮุ่ยจึงทำได้เพียงนำเครื่องใช้ในบ้านและพ่อที่ใกล้จะหมดลมออกจากบ้านมาอาศัยอยู่ในท่อระบายน้ำใต้สะพานอยู่สามวัน ก็ได้รับความช่วยเหลือจากพ่อของเสิ่นจ่างหลินเขาจึงได้เข้ามาทำงานที่บ่อน้ำมัน
ฤดูใบไม้ผลิปีที่สอง คุณพ่อป่วยจนเสียชีวิต หลังจากนั้นมีการปรับปรุงนโยบายเหยียนฮุ่ยที่เรียนบัญชีด้วยตัวเองก็เข้ามาทำงานในบ่อน้ำมันด้วยทั้งสองคนเป็คนมีความสามารถ ผ่านไปไม่กี่ปีหลังจากที่ทำงานในหน่วยงาน ก็สามารถแยกออกมาอยู่บ้านเดี่ยวได้และเงินเดือนก็สูงขึ้นอีกด้วย
คุณนายโจวที่เคยสั่งห้ามไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกันอีกก็กลับมาก่อเื่อีกครั้งเธอขอร้องให้โจวหรูไห่ส่งค่าครองชีพไปให้เธอสิบหยวนทุกเดือนหลังจากนั้นก็ขอเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสิบหยวนเป็สิบห้าหยวน จนถึงตอนนี้สิบแปดหยวนรวมกับต้องส่งแป้งขาวเป็จำนวนสองกิโลครึ่งน้ำมันทำอาหารอีกครึ่งกิโลกรัม งานเทศกาลต่างๆ ยัง้าเนื้อเนยนมอีก!
ช่างเป็คุณนายที่ละโมบโลภมาก คอยเกาะกินเงินเดือนของโจวหรูไห่ในขณะที่ก่นด่าดูถูกโจวซ่านซ่านและโจวเทารุ่ยเยี่ยงสัตว์ ฉันต้องพูดอะไรสักอย่างเพื่อเตือนสติเธอบ้างแล้วจิตสำนึกของเธอโดนกัดกินไปหมดแล้ว!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/47bf20e5d76e59aa0c6e1272c50d9d1a