เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 111 จบสิ้นแล้ว

              เมื่อสิ้นเสียงนั้นร่างของไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็สั่นสะท้าน นางพยักหน้ารับรอบดวงตายังแดงก่ำ

              เมิ่งฝานแก้เชือกให้กับไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก่อนจะรู้สึกหมดแรงเกือบจะล้มไปหาตัวของอีกฝ่ายไป๋สุ่ยเอ๋อร์จึงรีบพยุงอีกฝ่ายเอาไว้ก่อนจะรีบเอ่ยถาม “เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

              “ไม่เป็นไร พาข้าออกไปจากที่นี่ออกไปจากเมืองไท่หยาง!”

              เมิ่งฝานเอ่ยช้าๆการต่อสู้กับสวีจ้านเมื่อครู่ทำให้พลังในร่างของเขาสูญสิ้นไปแทบทั้งหมด ยามนี้เขาบาดเจ็บสาหัสจึงต้องหาสถานที่พักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลัง

              เวลานี้เมิ่งฝานรู้ดีว่าหลังจากที่ตนเองสังหารสวีจ้านไปก็ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้เขาอยากจะอาศัยอยู่ที่นี่ต่อไปแล้วสุดท้ายเขาก็ต้องก้าวเดินไปบนเส้นทางแห่งโลหิตเพื่อการบำเพ็ญตนอีกครั้ง!

              แต่ในเวลาต่อมาเมิ่งฝานก็ไม่อาจอดทนได้อีกต่อไปจึงล้มลงบนตัวของไป๋สุ่ยเอ๋อร์นอกจากบาดแผลภายนอกแล้วนั้นพลังจิตของเขาก็ได้รับความเสียหายไม่น้อยเช่นกันซึ่งเป็นอาการบาดเจ็บที่น่ากลัวที่สุดต่อให้เป็นผู้ที่แข็งแกร่งอย่างรั่วสุ่ยอีแต่เมื่อพลังจิตได้รับความเสียหายสาหัสก็ยังไม่อาจฟื้นฟูได้ สุดท้ายจึงต้องกลายเป็นไข่อสูรทมิฬเช่นในปัจจุบัน

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์มองเมิ่งฝานแล้วพยักหน้ารับก่อนจะหันหลังแล้วแบกเมิ่งฝานเอาไว้

              แม้ว่าร่างของเมิ่งฝานจะหนากว่านางเล็กน้อยแต่ไป๋สุ่ยเอ๋อร์ก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งของขั้นหลอมปราณระดับที่หกแล้วฉะนั้นการแบกเมิ่งฝานเอาไว้บนหลังจึงหาได้มีปัญหาใดไม่

              นางพาเมิ่งฝานออกไปจากสถานที่แห่งนี้โดยเร็วแม้จะถูกสวีจ้านกักขังมานานถึงสามวันแต่เพราะอีกฝ่ายต้องการหยามเกียรติเมิ่งฝานต่อหน้าผู้คนทั้งหลายจึงไม่ได้แตะต้องนาง

              นอกจากใบหน้าที่ซีดเซียวแล้วพละกำลังของนางก็ยังคงมีไม่น้อย

              คนขององครักษ์แพรโลหิตทั้งหลายนิ่งงันดุจไก่ไม้ได้แต่มองทั้งสองคนจากไปด้วยความตกตะลึงแต่ไม่กล้าที่จะกระทำการใดบุ่มบ่าม

              ถึงอย่างไรผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในหน่วยทหารรับจ้างของพวกเขาก็ได้ถูกเมิ่งฝานสังหารไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วฉะนั้นพวกเขาในยามนี้จึงไร้ที่พึ่งพิงและหวาดกลัว อย่าว่าแต่ลงมือกระทำการใดๆเกรงว่าในวันข้างหน้าเมืองไท่หยางแห่งนี้คงจะไร้ซึ่งนามขององครักษ์แพรโลหิตอีกต่อไป

              เพราะมันได้ถูกเมิ่งฝานทำลายไปด้วยการต่อสู้ในครั้งนี้แล้ว!

              ผู้คนทั้งหลายต่างก็มองตามการจากไปของไป๋สุ่ยเอ๋อร์และเมิ่งฝานสีหน้าของผู้ทรงอิทธิพลทั้งหลายล้วนแต่บ่งบอกถึงความตกตะลึงทั้งสิ้น ก่อนจะส่งสารให้กับตระกูลของตนเองซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องบอกกับทุกคนว่าอย่าหาเรื่องเมิ่งฝาน การต่อสู้ในวันนี้ยิ่งทำให้ผู้ที่ได้รับสมญานามว่าดาวมฤตยูอย่างเมิ่งฝานนั้นโด่งดังกว่าเดิม

              ต่อให้มาจากผู้มีอิทธิพลอันแข็งแกร่งก็ยังไม่อยากหาเรื่องกับเขา

              ความตกตะลึงบนใบหน้าของเซี่ยหลันที่ยังคงอยู่ที่เดิมก่อนจะค่อยๆจางหายไป หลังจากนั้นจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เกรงว่าเขาคงจะจากไปเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยสินะ?”

              “ใช่แล้วล่ะ”

              ตงหลายต้าซือพยักหน้านัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “สำหรับเขาแล้วเมืองไท่หยางยังคงเล็กเกินไปเจ้าเด็กคนนั้นต้องเลือกที่จะออกไปบำเพ็ญตนภายนอกอยู่แล้วแม้อาจจะไม่ได้เห็นเด็กน้อยที่ทำให้ผู้อื่นตกตะลึงคนนั้นได้อีก แต่ข้าก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าในภายหน้าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นอีกไม่รู้ว่าหากเขากลับมายังเมืองไท่หยางแห่งนี้อีกครั้งจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงใด!”

              ทั้งที่อายุยังน้อยแต่กลับมีความสามารถในการสังหารจอมยุทธ์ขั้นเกลาวิญญาณได้ฉะนั้นแล้วความสำเร็จในภายหน้าของเมิ่งฝานจึงเป็นเรื่องที่ตงหลายต้าซือไม่อาจคาดเดาได้

              ทางฝั่งขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์อย่างเซี่ยหลันก็รู้สึกได้ถึงความพ่ายแพ้เล็กน้อยนางเองคาดไม่ถึงว่าความรู้สึกนี้จะเกิดขึ้นเพราะตนได้พบกับเด็กหนุ่มผู้แข็งแกร่งที่เบื้องหลังนั้นไร้ซึ่งผู้ทรงอิทธิพลคอยหนุนนำหากเป็นเมื่อก่อนนางก็คงจะไม่เชื่อ แต่ในยามนี้นางจำต้องเชื่อ

              นางมองแผ่นหลังของเมิ่งฝานที่จากไปแล้วพึมพำออกมาอย่างครุ่นคิด“ข้าเองก็วาดหวังเอาไว้เช่นกันเมิ่งฝาน...หวังว่าหากพวกเราได้พบหน้ากันอีกครั้งอาณาจักรต้าก้านจะต้องสั่นสะท้านไปเพราะเจ้า!”

              ......

              ขุนเขาเขียวขจี สายธารสวยใส

              ณ ยอดเขาซึ่งอยู่ท่ามกลางความเขียวขจีของพงไพร ต้นไม้ใหญ่สูงตระหง่าน น้ำตกขนาดใหญ่ร่วงลงจากฟากฟ้าทิวทัศน์ของสถานที่แห่งนี้น่าชมไม่น้อย ท่ามกลางขุนเขาทั้งหลายสามารถมองเห็นกระท่อมไม้หลังหนึ่ง

              ข้างในนั้น เมิ่งฝานค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาเขาพลันสัมผัสได้ถึงความอ่อนล้าที่ถาโถมไปทั่วร่าง หลังจากที่ลุกขึ้นนั่งเมิ่งฝานก็กวาดตามองไปโดยรอบแต่ไม่พบไป๋สุ่ยเอ๋อร์จากนั้นจึงนำเอาไข่อสูรทมิฬออกมา นั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มทำการรักษาอาการบาดเจ็บภายใน

              การต่อสู้ก่อนหน้านี้ต่อให้เป็นเมิ่งฝานก็ยังบาดเจ็บภายในอย่างสาหัส เส้นแขนงปราณถูกทำลายหลังจากที่ดูดซับพลังภายในไข่อสูรทมิฬนานนับหนึ่งชั่วยามเมิ่งฝานจึงลืมตาขึ้นมา อาการบาดเจ็บภายในรักษาได้เพียงครึ่งเดียว

              ยิ่งเป็นพลังจิตภายในสมุทรจิตก็ยังไม่ดีขึ้นมา

              “เกิดอันใดขึ้นกัน?” เด็กหนุ่มลูบปลายจมูกแล้วเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย

              “หึ เจ้าคิดว่าข้าทำได้ทุกอย่างเลยหรือไร?หากกายหยาบของเจ้าได้รับบาดเจ็บข้าย่อมสามารถรักษาได้ทั้งหมดแต่หากพลังจิตได้รับความเสียหายละก็...เจ้าต้องฟื้นฟูพลังของมันด้วยตนเอง!”

              รั่วสุ่ยอีเอ่ยเสียงเบา เมื่อได้ยินดังนั้นเมิ่งฝานก็ยิ้มเจื่อนจริงอย่างที่นางบอก เพราะหากรั่วสุ่ยอีมีวิธีฟื้นฟูพลังจิตก็คงไม่บอกให้ตนเองตามหาบุปผาเหวินเหรินเมื่อรู้ว่าตนเองคงต้องพักผ่อนสักระยะเมิ่งฝานจึงได้แต่ส่ายหน้า

              แต่แล้วในขณะนี้เองมีเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านนอกก่อนจะตามด้วยเสียงที่ไพเราะดุจขลุ่ยสวรรค์

              “เจ้าตื่นแล้วหรือ!”

              เมื่อเจ้าของเสียงนั้นเดินเข้ามาภายในกระท่อมเมิ่งฝานจึงได้เห็นว่าเจ้าของร่างบางอรชรงดงามนั้นมีนัยน์ตาที่วาวโรจน์ นางก็คือไป๋สุ่ยเอ๋อร์นั่นเองนางสวมชุดสีขาว เส้นผมยาวไปถึงแผ่นหลัง บนใบหน้าอันสวยสดมีรอยยิ้มปรากฏ ก่อนที่นางจะยื่นเนื้อย่างที่อยู่ในมือให้แก่เมิ่งฝานด้วยรอยยิ้ม

              เมิ่งฝานรับมาด้วยนัยน์ตาที่วาวโรจน์เขายอมรับเลยว่าไป๋สุ่ยเอ๋อร์มีท่าทางคล้ายกู่ซินเอ๋อร์ไม่น้อย เพียงแต่กู่ซินเอ๋อร์อ่อนโยนยิ่งกว่าส่วนไป๋สุ่ยเอ๋อร์นั้นแม้ว่านางจะพยายามปกปิดความอ่อนโยนของตนเองเอาไว้แต่เมิ่งฝานก็ยังสัมผัสได้ซึ่งมันไม่ได้อ่อนโยนหรือแข็งกระด้างจนเกินไปทั้งยังน่าหลงใหลเป็นอย่างยิ่ง

              “ที่นี่คือที่ใดกัน?”

              หลังจากที่กัดเนื้อย่างไปหนึ่งคำเมิ่งฝานก็เอ่ยถามขึ้น

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์คลี่ยิ้ม ก่อนจะบอกเสียงเบา“ที่นี่เป็นเทือกเขาที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองไท่หยางเท่าใดนักแต่ก็ค่อนข้างห่างไกลจากผู้คน ปกติแล้วไม่มีผู้ใดเข้ามา เป็นกระท่อมที่ข้าใช้พักพิงชั่วคราวเมื่อออกมาบำเพ็ญตนภายนอก”

              ดูท่าแล้วอีกฝ่ายจะฉลาดไม่น้อย จึงได้เป็นดั่งกระต่ายน้อยแสนรู้สร้างที่พักไว้หลายแห่งเช่นนี้! เมิ่งฝานหัวเราะเสียงเบาก่อนจะกล่าวว่า “ข้าคงต้องอาศัยอยู่ที่นี่เพื่อรักษาอาการบาดเจ็บสักระยะ”

              “จะอยู่ก็อยู่ไปสิข้าไม่ได้ไล่เจ้าเสียหน่อย!” ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กลอกตามองเมิ่งฝานแล้วเอ่ยออกไป

              เมื่อได้เห็นท่าทีของอีกฝ่ายเมิ่งฝานก็หัวเราะเสียงเบาแล้วถามอย่างเย้าหยอก “อยู่ในป่าที่เงียบงันวังเวงเช่นนี้เจ้าไม่กลัวข้าคิดมิดีมิร้ายกับเจ้าหรือไร?”

              “หึหึ!”

              ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กระตุกยิ้มแล้วเอ่ยว่า“หากเจ้าเป็นคนเช่นนั้นจริง ข้าก็จะยอม!”

              ขณะที่เอ่ยวาจานางก็ยืดอกขึ้น ทำให้สัดส่วนที่งดงามนั้นยิ่งเด่นชัดกว่าเดิม เมิ่งฝานเปลี่ยนไปในทันใด หากเพียงแค่ปะทะฝีปากเมิ่งฝานยังพอสู้ไหวแต่จริงๆ แล้วเขาก็รู้สึกเก้อเขินยิ่ง อาการของเขาทำให้ไป๋สุ่ยเอ๋อร์กระตุกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยในทันใด

              แม้เห็นเช่นนั้นแล้วเมิ่งฝานจะรู้สึกไม่สบอารมณ์แต่เขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้

              หลังจากนั้นหลายวันเมิ่งฝานก็ได้แต่อยู่ในกระท่อมไม่ออกไปที่ใดเพราะการฟื้นฟูพลังจิตนับว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่น้อย แม้ว่าเขาจะมีพลังจิตในขั้นจิตก็ยังต้องใช้เวลาสักระยะ

              ทางฝั่งของไป๋สุ่ยเอ๋อร์พักอยู่อีกห้องหนึ่งแต่ก็ปิดประตูไม่ออกไปที่ใดเช่นกัน คล้ายว่ากำลังครุ่นคิดหรือศึกษาสิ่งใดบางอย่าง

              ท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำเมิ่งฝานยืนอยู่บนหินก้อนใหญ่ ขณะที่กำลังฟื้นฟูพลังจิตเขาก็ไม่ลืมที่จะฝึกบำเพ็ญพลังปราณไปด้วยร่างกายของเมิ่งฝานเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าท่ามกลางหมัดทั้งสองมีพลังอันทรงอานุภาพและร้อนแรงดุจดั่งดวงอาทิตย์ถาโถม!

              หมัดเงี้ยวโลกันตร์!

              วิชายุทธ์ที่เมิ่งฝานฝึกฝนในปัจจุบันก็คือหมัดเงี้ยวโลกันตร์ซึ่งเป็นเคล็ดวิชายุทธ์ของตระกูลเมิ่งเขาออกหมัดอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า ขณะเดียวกันพลังปราณในร่างของเขาพลันหลั่งไหลไปที่กำปั้นก่อนจะถูกปล่อยออกไปพลังอันแข็งแกร่งและยิ่งใหญ่แผ่ซ่านจากหมัดของเด็กหนุ่มออกไปทั่วสารทิศ

              ยามนี้เขาเบิกพลังแห่งดวงอาทิตย์ของหมัดเงี้ยวโลกันตร์ได้สามเส้นแขนงปราณแต่พลังที่ปล่อยออกมากลับสามารถต่อกรกับสวีจ้านได้แล้ว หากวันหนึ่งเขาสามารถเบิกพลังแห่งดวงอาทิตย์ได้ครบทั้งเจ็ดเส้นแขนงปราณไม่อยากคิดเลยว่าจะน่าสะพรึงถึงเพียงใด

              เมื่อคิดได้ดังนั้นเมิ่งฝานก็วาดหวังอยู่ในใจว่าจะต้องไปให้ถึงวันนั้นหมัดทั้งสองยังคงขยับเคลื่อนด้วยความเร็วปานสายฟ้า พลังปราณแผ่ซ่านออกไปทุกครั้งที่เมิ่งฝานชกออกไปในอากาศก็ต้นไม้ใบหญ้ารอบกายก็จะสั่นสะเทือนเมื่อเวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามเมิ่งฝานจึงได้หยุดลง เหลือไว้เพียงกลิ่นไอความร้อนที่ยังคงค้างอยู่ในอากาศ

              ต้องยอมรับเลยว่าถึงแม้ว่าการต่อสู้กับสวีจ้านจะทำให้เมิ่งฝานตกอยู่ในอันตรายเกือบถึงชีวิตแต่มันก็ทำให้เขาได้เข้าถึงเส้นทางแห่งการสังหารได้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

              หลังจากที่เช็ดเหงื่อออกไปเด็กหนุ่มก็สัมผัสถึงสิ่งที่ตนได้รับแล้วในวินาทีต่อมาพลังปราณมหาศาลในร่างกายพลันถาโถมแล้วแผ่ซ่านไปทั่วร่าง

              ลมปราณเดือดพล่านดั่งสายธารหลาก คือเค้าลางของการบรรลุนั่นเอง!

              เมื่อสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในร่างกายนัยน์ตาของเมิ่งฝานก็วาวโรจน์ด้วยความสุขดูท่าแล้วการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่ผ่านมาทำให้เขาพัฒนาจนเกือบบรรลุระดับพลังฉะนั้นแล้วหลังจากที่พลังปราณภายในร่างกายฟื้นตัวจึงไม่อาจสยบมันได้อีกต่อไปจึงทำให้เขาบรรลุระดับพลัง!

              เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิอยู่กับที่แล้วสัมผัสถึงพลังปราณที่ไหลเวียนไปทั่วร่างรวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเลือดลมเดือดพล่าน ระลอกคลื่นแห่งพลังสั่นสะท้าน พลังปราณที่ผสานตัวเข้าทะลวงอุปสรรคกายาครั้งแล้วครั้งเล่าเมื่ออยู่ภายใต้การระเบิดพลังมหาศาลทำให้ไม่มีเค้าลางว่าจะล้มเหลวกลับกลายเป็นการถาโถมที่ดุดันไร้เทียมทาน

              พลังงานแห่งฟ้าดินที่มากมายโดยรอบล้วนแต่ถาโถมไปรวมตัวอยู่ในจุดที่เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิร่างกายของเมิ่งฝานดูคล้ายดั่งเด็กน้อยที่ไม่รู้จักพอก็ไม่ปาน ไม่ว่าสิ่งใดถาโถมเข้ามาก็เปิดรับอย่างไม่ปฏิเสธแล้วปล่อยให้มันสอดผสานเข้ากับร่างกายอย่างรวดเร็ว

              เมิ่งฝานออกจากหมู่บ้านอูเจิ้นมาได้เกินครึ่งปีแล้วเขาจดจ่ออยู่กับการบำเพ็ญตนและเผชิญหน้ากับอันตรายอย่างไม่ยำเกรง และดูคล้ายว่าในวันนี้เขาจะได้รับการตอบแทนแล้ว

              ในวินาทีต่อมานั้น เมิ่งฝานตวาดเสียงต่ำระลอกคลื่นแห่งพลังแผ่ซ่านไปทั่วขุนเขา ขณะเดียวกันพันธนาการที่อยู่ภายในร่างกายของเด็กหนุ่มพลันพังทลายพลังปราณอันน่าสะพรึงแผ่ซ่านไปทั่วสารทิศ ก่อนที่ร่างกายของเมิ่งฝานจะสั่นสะท้านและอากาศรอบกายก็คล้ายดั่งเริ่มลุกไหม้

              หลังจากที่บรรดานกน้อยทั้งหลายสัมผัสได้ถึงพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของเมิ่งฝานก็พากันบินขึ้นบนท้องฟ้าด้วยอาการที่ตื่นตกใจ

              ยามนี้เมิ่งฝานได้อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเก้าแล้วอีกเพียงก้าวเดียวเขาก็จะอยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเซียนเสียที!

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน