บทที่102สนทนา
“บิดาของเจ้ามันเป็นผู้ที่มากด้วยพรสวรรค์แลอัจฉริยะผู้หนึ่งแม้หน้าตาหล่อเหลามิสู้เจ้า แต่ความโดดเด่นเหนือผู้เยาว์คนอื่นในบึงลี้ลับแห่งนี้ก็ทำให้มันได้ตกเป็นที่หมายตาของสตรีทั้งหลาย"
จางเยี่ยนจือกล่าวไปพลางลูบศีรษะของฮุ่ยจวินไปพลางนางเล่าเรื่องของบุตรชายให้หลานฟังมาอย่างมากมายแล้ว แต่นางก็ยังคงเล่าต่อไปไม่หยุดจนทำให้ฮุ่ยจวินได้รู้จักบิดาเป็นอย่างดีทั้งที่มิเคยได้พบพานตัวจริงแม้เพียงหน
“และที่โดดเด่นกว่าความเป็นอัจฉริยะแลความเก่งกาจก็คือความมากด้วยน้ำใจและคุณธรรมของมัน บางครั้งแม้จะมีเรื่องอันตรายถึงชีวิต แต่เพื่อคำว่าคุณธรรมแล้วมันก็เต็มใจที่จะช่วยจนสุดชีวิตซึ่งในนิสัยเช่นนี้เจ้าเหมือนกับบิดาของเจ้ามาก"
ฮุ่ยจวินได้ผงกศีรษะรับฟังมาอย่างตั้งใจแต่จนถึงตอนนี้มันยังไม่รู้จักมารดาของตนเลย มันจึงกล่าวถามออกไป
“ท่านย่าแล้วมารดาของข้าเล่า”
จางเยี่ยนจือมีนัยน์ตาที่หวนนึกก่อนจะเอ่ยออกมา
“มารดาเจ้าหากจะให้พูดถึงหน้าตาพอได้พินิจมองใบหน้าเจ้าอย่างถี่ถ้วนแล้ว เจ้าแทบจะถอดแบบมาจากมารดาของเจ้าเลย นางเป็นสตรีที่สะคราญโฉมราวกับธิดาเซียนมาจุติทุกองคาพยพดั่งถูกวาดจากจิตรกรแห่งแดนสวรรค์ แต่สตรีที่ดูสูงศักดิ์งดงามถึงเพียงนั้นกลับไร้ที่มาไร้ต้นตอ ไร้ตระกูลให้สืบถึง เป็นสตรีปริศนาที่บังเอิญบาดเจ็บสาหัสจนความจำเสื่อมและพานพบเข้ากับบิดาของเจ้านั่นเอง"
เห็นฮุ่ยจวินเงียบฟังอย่างใจจดใจจ่อจางเยี่ยนจือจึงกล่าวต่อ
“อย่างที่ย่าเคยบอกว่าบิดาเจ้ามากด้วยคุณธรรมเห็นคนตายแล้วมิช่วยไม่ใช่นิสัยของมัน โดยที่มิรู้ว่ามารดาของเจ้าไปตอแยหรือสร้างบุญคุณความแค้นกับผู้ใดแต่มันก็พามารดาเจ้าหลบเข้ามายังบึงลี้ลับแห่งนี้ ด้วยเหตุการณ์หลายสิ่งทำให้พวกมันได้ตบแต่งเป็นสามีภรรยากัน"
ใบหน้าของจางเยี่ยนจือดูหม่นหมองลงเล็กน้อย
“จนสุดท้ายความจำของมารดาเจ้าฟื้นคืนกลับแต่นางก็ยังคงปกปิดตัวตนไม่เปิดเผยว่าตนเป็นใคร หนำซ้ำได้หนีออกจากบึงลี้ลับแห่งนี้ไปโดยไม่บอกกล่าวบิดาเจ้าตอนแรกเสียใจเป็นอย่างมาก ออกตามหานางมาเนิ่นนานก็ไม่พบ แต่มารู้ภายหลังถึงเหตุผลในการหนีของนางบิดาเจ้าก็ไม่เป็นอันกินอันนอนเลยทีเดียว"
ฮุ่ยจวินขมวดคิ้ว
“เหตุผลที่มารดาแอบหลบหนีไปคืออะไรหรือ"
“ข้อมูลเปิดเผยว่าศัตรูของนางก็คือนิกายเทวะวจนะนางได้ข่าวว่านิกายเทวะวจนะติดตามสืบค้นมาถึงบริเวณน่านน้ำของตอนเหนือนี้ เพราะไม่อยากให้บึงลี้ลับถูกเปิดเผยและมิอยากให้บิดาของเจ้าต้องพลอยได้รับความเดือดร้อนนางจึงเลือกที่จะหลบหนีเพื่อหลอกล่อให้นิกายเทวะวจนะตามไปและเลิกมาสนใจแม่น้ำร้อยลี้บริเวณแห่งนี้"
“มารดาข้ากลับกล้าหาญถึงเพียงนี้"
“แรกพวกเราก็ออกตามหานางอย่างลับๆมากว่าเก้าเดือน ทว่าก็ไม่พบแม้แต่ร่องรอย ด้วยความร้อนใจและเป็นห่วงภรรยา บิดาเจ้าจึงหุนหันแอบบุกไปเพียงลำพังซึ่งมันได้ไปหาคนของนิกายเทวะวจนะที่รวมตัวอยู่แคว้นซานเพราะมีข่าวลวงเรื่องมารดาเจ้าถูกจับที่นั่นมาทราบภายหลังก็ตอนนี้ว่านั่นเป็นฝีมือของซุนซวี่ฉีที่คิดกำจัดสายเลือดแห่งตระกูลจางโดยยืมมือของนิกายเทวะวจนะ"
จางเยี่ยนจือมีนัยน์ตาสั่นไหว
“เป็นผู้อาวุโสชิงหวงและชิงถงนำคนออกไปติดตามพอไปถึงพบว่ามารดาเจ้าได้บุกไปช่วยเหลือบิดาเจ้าก่อนแล้ว แต่คนนิกายเทวะวจนะมียอดฝีมือที่มากจนเกินไปพวกมันจึง….”
จางเยี่ยนจือมิอาจกล่าวเหตุการณ์ที่เหลือออกมาได้เพราะนึกถึงเรื่องนี้ทีไรความสะเทือนใจก็ปรากฏ ฮุ่ยจวินจึงกุมกำชับมือที่เหี่ยวย่น
“เข้าใจแล้วเพียงเท่านี้ข้าก็ได้รู้จักบิดามารดาอย่างดียิ่ง ทำให้ข้าสามารถภาคภูมิได้อย่างเต็มอกว่าบิดาและมารดานั้นเป็นผู้ที่ประเสริฐเพียงไหน”
จางเยี่ยนจือมองใบหน้าของหลานชาย
“ย่ารู้สึกผิดต่อมารดาเจ้านักที่มิอาจตามหาตัวนางแลพากลับมาได้ยิ่งมารู้ในตอนนี้ว่าเก้าเดือนที่นางจากไปนั้นเป็นช่วงที่ตั้งครรภ์เจ้า นางที่หลบหนีเพียงลำพังทั้งที่ตั้งครรภ์อยู่คงจะลำบากแลสาหัสเป็นอย่างมากนางช่างเป็นสตรีที่กล้าหาญแลเข้มแข็งจริงๆ"
ฮุ่ยจวินได้คิดถึงกล่องปริศนาที่ท่านลุงซ่อนเอาไว้ก่อนกล่าวถาม
“ท่านย่าท่านเคยเห็นกล่องไม้ที่ข้ามักสะพายเป็นประจำหรือไม่"
จางเยี่ยนจือส่ายศีรษะ
“ทำไมหรือ"
เห็นสีหน้าที่งุนงงของย่าตนฮุ่ยจวินก็ได้รู้ว่าแท้จริงแล้วกล่องไม้นั่นมิใช่ของบิดา และกล่องไม้ปริศนาอาจเป็นของมารดาที่ตกทอดไว้บางทีกล่องไม้นี้อาจนำพามันให้รู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของมารดาก็เป็นได้
นึกถึงชะตาชีวิตของมารดาเสียงพึมพำของฮุ่ยจวินก็ดังขึ้นแผ่วเบา
“นิกายเทวะวจนะเหตุใดต้องตามสังหารท่านด้วย”
“อาจเป็นเพราะนางเป็นผู้ฝึกญาณเช่นเดียวกับพวกเรา”
ฮุ่ยจวินทอดสายตามองไปยังหน้าต่างที่เปิดอยู่
“ต่างวิถีก็เป็นมารอย่างนั้นหรือความคิดเช่นนี้ช่างเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัวยิ่งกว่าสิ่งใดนัก… นิกายเทวะวจนะสมควรจะถูกเปลี่ยนแปลง”
จางเยี่ยนจือก้มมองใบหน้าหลานชาย
“จะเปลี่ยนแปลงเจตจำนงของนิกายเทวะวจนะต้องเปลี่ยนที่ผู้ปกครอง มหาเทวะเทียนหมิงนับเป็นคนที่เปลี่ยนแปลงได้ยากยิ่งนัก เพราะไม่เช่นนั้นการสังหารผู้อื่นราวผักปลาก็คงมิเกิดขึ้น"
ได้ยินแต่สมญานามให้ผู้คนทั้งปฐพีได้ยกย่องแต่ตัวตนที่แท้จริงของมหาเทวะเทียนหมิงผู้อยู่จุดสูงสุดของปฐพีแห่งนี้ยากพบพานตัวเป็นยิ่งนักบนผืนปฐพีนี้มีไม่กี่ตัวตนที่เคยพานพบมัน ซึ่งคนเหล่านั้นก็ล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีศักดิ์ฐานะสำคัญในนิกายเทวะวจนะทั้งนั้นฮุ่ยจวินเองแน่นอนว่าเป็นอีกผู้ที่มิเคยพบเห็นมหาเทวะผู้นี้ แต่ความรู้สึกมากมายที่เกิดขึ้นเจตจำนงหลายอย่างที่เหล่าศิษยานุศิษย์แห่งนิกายเทวะวจนะแสดงออกมา ทำให้ฮุ่ยจวินประเมินได้ถึงตัวตนของมหาเทวะผู้นี้ได้โดยที่ยังไม่พบเห็น
“ปกครองคนด้วยความกลัวขจัดผู้ที่เห็นต่าง เสพสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น ภายภาคหน้าปฐพีย่อมไม่เกิดสุขอย่างยั่งยืนความเลวร้ายและกลียุคก็จะบังเกิด มีแต่ต้องทำอะไรซักอย่างจึงจะตัดไฟเสียแต่ต้นลมได้ในเมื่อมหาเทวะเทียนหมิงคือปัญหา ก็จักต้องแก้ที่ปัญหา แม้จะต้องปีนป่ายเจ็ดชั้นฟ้าก็จะต้องเปลี่ยนแปลงปัญหานี้"
“สิ่งนี้จึงทำให้เจ้าเหมือนกับบิดาแต่การจะเปลี่ยนแปลงมหาเทวะที่เปรียบได้กับฟ้า นั่นย่อมมิอาจประมาณได้ถึงความยากเย็นแสนเข็ญรวมถึงอันตรายที่มากมายนานัปการย่าแม้มิใช่คนเห็นแก่ตัว แต่พอคิดว่าหลานมีปณิธานที่ยิ่งใหญ่แลอันตรายเพียงนี้ ความเห็นแก่ตัวของย่าก็เริ่มก่อตัวแล้ว"
ฮุ่ยจวินรู้ว่าสตรีชราผ่านความสูญเสียมามากตนที่เปรียบเสมือนสายเลือดที่แท้จริงสุดท้ายของนางจึงนับเป็นสิ่งที่สำคัญในชีวิตของนางมิน้อยฮุ่ยจวินจึงไม่คิดกล่าวปณิธานอันยิ่งใหญ่ของตนกับท่านย่าอีก มันเพียงกล่าวให้สตรีชราได้สบายใจว่า
“ตัวข้านั้นยังรู้จักประเมินตนสิ่งไหนกระทำได้ สิ่งไหนกระทำมิได้ย่อมรู้อยู่แก่ใจดีเป็นที่สุด เช่นนั้นท่านมิต้องกังวลหากเหนือบ่ากว่าแรงจริงๆ ข้าจะไม่ฝืนอย่างดื้อด้านแน่นอน"
จางเยี่ยนจือแม้พึ่งพานพบหลานชายได้เดือนเศษแต่ตลอดเวลาที่รู้จักตัวตนของชายหนุ่ม นางก็รู้ได้ถึงความฉลาดหลักแหลมของหลานชายที่เหนือล้ำเป็นอย่างมากซึ่งสิ่งนี้ชายหนุ่มนับว่ามีมากกว่าปู่และบิดาเป็นไหนๆ หากเผชิญกับอันตรายนางยังรู้สึกว่าหลานจะใช้ปัญญาหาทางเอาชีวิตรอดได้ยิ่งหากกล่าวถึงมหาวิถีแห่งพลังลมปราณที่ลึกล้ำยากหยั่งถึงนั่นแล้ว หลานของตนผู้นี้ยังเทียบชั้นเป็นยอดอัจฉริยะชนิดคมในฝักพลังภายนอกดูไม่โดดเด่น ทว่าภายในกลับมิอาจประเมินได้ นางจึงรู้สึกว่าหลานผู้นี้ไม่สมควรที่ตนจะไปกังวลแลคิดแทนมันมากจนจำกัดอิสระทางความคิดของมันเกินไป
“ย่ากลับเป็นคนแก่ที่คิดมากไปเสียได้จนกลับกลายเป็นสบประหม่าในตัวเจ้าแล้ว"
ฮุ่ยจวินกระชับมือของย่าตน
“ท่านย่าโปรดวางใจแม้หนทางในภายภาคหน้าที่ข้าเลือกเดินจะเป็นเช่นไร แต่ข้าจะก้าวขาอย่างระมัดระวังเป็นที่สุดแม้นมีหลุมก็จะหลบ หากหลบไม่ได้ก็จะข้าม หรือแม้นมิอาจข้ามก็จะก้าวถอยหลัง วิธีมีมากมายนานัปการเพียงหลุมตรงหน้าไหนเลยจะยากรับมือ”
“ช่างพูดช่างเจรจาเหมือนมารดาเจ้าไม่มีผิด”
ความกังวลของจางเยี่ยนจือคลายลงก่อนที่นางจะลูบศีรษะของชายหนุ่มแผ่วเบาแล้วกล่าวว่า
“เอาล่ะไม่รบกวนเจ้าแล้ว เดี๋ยวย่าจะพาเหลียนเอ๋อและเทียนเอ๋อไปเมืองศูนย์กลาง เจ้าศึกษาคัมภีร์ต่อเถิด"
ได้ยินถึงเมืองศูนย์กลางก็นึกได้ถึงเหล่าประมุขเจ็ดพรรคใหญ่ที่กลายเป็นคนสติเลอะเลือนและถูกจำกัดอาณาเขตอยู่ที่นั่นฮุ่ยจวินจึงกล่าวว่า
“ท่านจะไปดูคนเหล่านั้นหรือ"
จางเยี่ยนจือผงกศีรษะ
“มิผิด"
ฮุ่ยจวินมีสีหน้าครุ่นคิดแลกล่าวว่า
“ข้าได้คิดถึงในประเด็นหนึ่งมาโดยตลอด"
“ว่ามาเถิด"
“การหายตัวอย่างลึกลับของประมุขเจ็ดพรรคใหญ่อาจเป็นปัญหาในภายหลังจริงอยู่ว่าแม่น้ำร้อยลี้ขึ้นชื่อในปริศนา ผู้ใดได้เข้ามาก็ยากที่จะออกไป แต่เสมอมาผู้ที่เข้ามาล้วนเป็นคนพเนจรไร้สังกัดพรรคหรือไม่ก็มิใช่ตัวตนสำคัญอันใด แต่ประมุขทั้งเจ็ดนี้แตกต่าง"
ฮุ่ยจวินลุกนั่งแล้วกล่าวต่อ
“นอกจากพวกมันจะเป็นประมุขของเจ็ดพรรคใหญ่ในแผ่นดินมีเหล่าบริวารในค่ายพรรคมากมาย พวกมันยังอยู่ใต้ร่มเงาของนิกายเทวะวจนะ จริงอยู่ว่านี่คือแผนที่ซุนซวี่ฉีหลอกให้นิกายเทวะวจนะส่งพวกมันมาแต่การหายตัวไปพร้อมกันของพวกมันทั้งเจ็ดจะเป็นประเด็นจุดชนวนความสงสัยให้นิกายเทวะวจนะมาที่นี่ลำพังหากเป็นเพียงเหล่าบริวารเจ็ดพรรคใหญ่มาค้นหาคงไม่น่ากลัวเท่าใด”
จางเยี่ยนจือมีสีหน้าครุ่นคิด
“เสมอมานิกายเทวะวจนะก็มิใช่มิเคยมาที่นี่แต่เพราะความลึกล้ำของค่ายกลและความร่วมมือของผู้คนในที่แห่งนี้จึงทำให้พวกมันมิอาจพบเห็นการดำรงอยู่ของพวกเรามิหนำซ้ำพวกมันยังประสบกับค่ายกลที่ดูคล้ายธรรมชาติเร้นลับเล่นงานจนเพลี่ยงพล้ำและไม่คิดมาเสี่ยงอีก"
ฮุ่ยจวินจึงกล่าวขึ้น
“แต่ตอนนี้คนในบึงลี้ลับพึ่งผ่านการแย่งชิงกันเองขุมอำนาจแห่งพลังที่มีหน้าที่ปกป้องน่านน้ำในแต่ละรูปแบบบ้างก็ตกตายบ้างก็เสียสติ ค่ายกลพลังญาณที่สลับซับซ้อนแลสอดคล้องกันจนคล้ายก่อกำเนิดขึ้นจากธรรมชาติก็ลดทอนพรรคม่านมายาล่มสลาย หมอกหนาที่ปิดคลุมบึงลี้ลับก็เริ่มลดน้อย พรรคอสรพิษวารีสิ้นสูญการควบคุมอสรพิษวารีจึงขาดประสิทธิภาพ อสรพิษจู่โจมไม่เลือกฝ่าย และแผ่ขยายไม่เลือกที่จำนวนจึงเบาบางลดน้อยลง ความแข็งแกร่งในปราการป้องกันน่านน้ำเหนือบึงลี้ลับก็คงไม่แข็งแกร่งดังเดิมซึ่งสภาพการณ์ที่ยกอ้างมานี้อาจเป็นข้อบกพร่องและทำให้ค่ายกลที่ซ่อนบึงลี้ลับถูกเปิดเผยและมิอาจทำให้บึงเป็นบึงที่ลี้ลับอีกต่อไป"
จางเยี่ยนจือกล่าวอย่างได้คิด
“สมกับที่เป็นหลานนับตั้งแต่เรื่องวุ่นวายจบลง ย่าก็มัวแต่หลงอยู่ในห้วงความสุขจนลืมข้อเท็จจริงประการนี้ไปก่อนหน้าแม้มีสองกองกำลังคานอำนาจซึ่งกัน แต่การปกป้องบึงลี้ลับจากภายนอกยังมั่นคงแข็งแรงอยู่ทว่าตอนนี้หน้าที่สำคัญสี่อย่างได้ลดทอนพลังลงไปพร้อมกับสามพรรคหนึ่งตระกูลแล้ว หากจะอาศัยเพียงลูกพรรคที่เหลืออยู่คงไม่มีพลังเพียงพอที่จะคงไว้ซึ่งหน้าที่ดังเดิมของพวกมันได้แน่"
กล่าวมาถึงตอนนี้จางเยี่ยนจือจึงมองที่หลานชายด้วยความซาบซึ้งและภูมิใจ
“นี่สินะจึงเป็นเหตุผลให้หลานตรากตรำทุกคืนวันเพื่อซ่อมแซมค่ายกลบัวอัคคีไร้จีรังให้คืนกลับสู่พลังดังเดิมอีกครั้ง"
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะจางเยี่ยนจือจึงโผเข้ามาโอบกอดหลานของตนด้วยความทนุถนอม
“หลานย่าเจ้านับเป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่ฟ้ายังประทานให้แก่พวกเราจริงๆ"
ฮุ่ยจวินกลับส่ายศีรษะ
“เป็นบุตรชายและบุตรสะใภ้ท่านต่างหากที่ส่งข้ามาฟ้าที่ไร้เมตตาหาได้ส่งเสริมพวกเราไม่"