มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 203 แสงสีทองบนผาอดีต

บทที่203แสงสีทองบนผาอดีต

 

        ฮุ่ยจวินมองคันฉ่องรูปโครงกระดูกรู้สึกได้ถึงพลังอันชั่วร้ายที่น่าสะอิดสะเอียน พลังแฝงนั่นเป็นปฏิปักษ์กับวิถีพลังญาณเป็นอย่างมากสัมผัสได้ถึงความละโมบชั่วร้ายที่พร้อมสูบกลืนพลังญาณและรวมถึงชิงวิญญาณของผู้อื่น

         

        เพียงเห็นคันฉ่องฮุ่ยจวินก็ปรากฏแววความตึงเครียดขึ้นบนใบหน้าทันทีเลือดลมในกายถูกกระตุ้นถึงขีดสุด ลมปราณเจ็ดดาราเตรียมที่จะปะทุขึ้นมาได้ทุกเมื่อ หากบุรุษชราในชุดไว้ทุกข์ลงมือมันก็ยากจะหลีกเลี่ยง มีแต่ต้องสู้เท่านั้น!

         

        เคว้ง!!

         

        ทว่าการกระทำของบุรุษชราในชุดไว้ทุกข์กลับทำให้ฮุ่ยจวินไม่เข้าใจอีกคราเพราะมันกลับทำลายคันฉ่องชิ้นนั้นไม่เหลือชิ้นดี คันฉ่องที่ดูพิสดารลึกล้ำ แฝงกลิ่นอายอันละโมบชั่วร้ายสูญสลายเป็นเถ้าธุลี

         

        เมื่อทำลายคันฉ่องในมือบุรุษชราในชุดไว้ทุกข์ค่อยกล่าวต่อ

        “แต่ชีวิตของทุกผู้สำคัญนักไม่ควรมีใครต้องตายเพราะความต้องการของใคร ไม่ควรมีวิถีใดต้องเป็นผู้เสียสละคันฉ่องนี้ของข้าจึงไม่เคยมีวิญญาณของผู้ฝึกญาณดำรงอยู่เลย จะให้ฆ่าเพื่อสนองตอบความต้องการตนเองก็ไม่ได้ถือครองมันไปก็ไม่เกิดประโยชน์”

         

        บุรุษชรามองฮุ่ยจวินอย่างจริงจังแล้วกล่าวต่อเนื่อง

        “ข้าจึงจำเป็นต้องอาศัยเจ้า"

         

        “อาศัยข้า?”

         

        บุรุษชราอธิบายไม่อ้อมค้อม

        “ข้าสัมผัสได้ว่าเจ้านั้นมีพลังญาณที่ลึกล้ำไม่ธรรมดาหลับไหลและเชื่อว่าเจ้าเองก็รู้ตัว ทั้งยังสามารถควบคุมมันได้ มิเช่นนั้นคงมิอาจตบตาคนทั้งปฐพีได้เช่นนี้…หากอาศัยพลังญาณของเจ้า นี่จะช่วยข้าได้"

         

        มาถึงขั้นนี้แล้วฮุ่ยจวินก็มิอาจปิดบัง

        “ท่านต้องการให้ข้าทำอะไรกันแน่”

         

        นัยน์ตาของบุรุษชราชุดไว้ทุกข์ปรากฏแวววาวโรจน์

        “ช่วยข้าเปิดประตูสู่อดีต!”

         

        นี่นับเป็นคำตอบที่ยากเข้าใจประตูสู่อดีตนั้นเป็นเช่นไร บุรุษชราในชุดไว้ทุกข์ต้องการกล่าวสิ่งใดกันแน่ ฮุ่ยจวินจึงได้แต่เก็บความสงสัยมีแต่ต้องไปเห็นกับตาจึงจะรู้ บุรุษชราในชุดไว้ทุกข์เองก็ไม่อธิบายต่อ เพียงพาชายหนุ่มเข้าไปยังอาณาเขตนิกายเทวะวจนะพร้อมมุ่งตรงไปยังที่แห่งหนึ่งทันที

         

        ตลอดรายทางที่เคลื่อนผ่านพบเจอยอดฝีมือของนิกายเทวะวจนะอยู่ไม่น้อย แต่ละตัวตนดูไม่ธรรมดา ทว่าพวกมันเพียงพบเจอบุรุษชราในชุดไว้ทุกข์ก็ล้วนแล้วแต่ต้องนอบน้อมการเดินทางในนิกายเทวะวจนะของคนนอกอย่างฮุ่ยจวินจึงไม่มีอุปสรรค มันไปมาที่ใดก็ได้อย่างเปิดเผยขอเพียงติดตามบุรุษชราเบื้องหน้านี้ไป

         

        ธรรมบาลปัญญา!

         

        ธรรมบาลปัญญาพาฮุ่ยจวินเดินทางมาจนสุดขอบนิกายเทวะวจนะมุ่งมาจนถึงแดนตะวันออกของนิกายที่เต็มไปด้วยขุนเขาอันสูงชัน บ้างก็มีหน้าผาที่สลับซับซ้อนเบียดเสียดกับป่าใหญ่ดูแปลกแยกแตกต่างจากตัววิหารและตึกรามอันโอ่อ่าภายในราวฟ้ากับเหว ที่แห่งนี้นับเป็นสถานที่อันปลีกวิเวกชั้นดีเพราะเมื่อมาถึงอาณาเขตแห่งนี้ มันสัมผัสไม่ได้ถึงสิ่งมีชีวิตใดเลย ผู้คนซักผู้ก็ไม่มี

         

        ธรรมบาลปัญญายื่นชุดคลุมผืนหนึ่งที่ระหว่างทางเอากับศิษยานุศิษย์ผู้หนึ่งมา

        “ใส่นี่ ชุดคลุมแห่งวิหารปัญญา"

         

        ฮุ่ยจวินไม่ถามมากความมันรับชุดมาสวมทับกับชุดแพรเงินบนกายแล้วมันก็วางตัวราวกับเป็นคนรับใช้ทันใด ตลอดรายทางที่ไปมาในนิกายบุรุษชรายังไม่ระแวดระวังเพียงนี้ นั่นแสดงให้เห็นว่าอาณาเขตเขาสลับกับหน้าผามากมายตรงหน้าคงเป็นเขตแดนสำคัญของนิกายเทวะวจนะแล้ว

         

        ธรรมบาลปัญญากล่าวเตือน

        “นี่คือเขตแดนลับอันเป็นสถานที่หวงห้าม…เจ้าเป็นคนฉลาด คงรู้ว่าต้องทำตัวเช่นไร"

         

        ฮุ่ยจวินโคลงศีรษะ

        “นายท่านไม่ต้องห่วงข้าน้อยผู้นี้พร้อมติดตามรับใช้ไปทุกแห่งหน"

         

        ธรรมบาลปัญญาผงกศีรษะให้กับความเฉลียวฉลาดและปฏิภาณของชายหนุ่มก่อนมันจะเดินนำหน้าพาฮุ่ยจวินมุ่งสู่เขตแดนหวงห้ามไป เพียงหนึ่งย่างก้าวสู่เขตแดนสายลมหวีดหวิวที่ราวกับใบมีดก็พลันกรีดเฉือนเข้ามาแล้ว!

         

        สายลมอันคมกริบ มุ่งตัดผ่ามายังร่างของฮุ่ยจวินชายหนุ่มสัมผัสได้ แต่มันนึกถึงคำเตือนของธรรมบาลปัญญาจึงมิได้แสดงฝีมือ เพราะหากมันเผยไต๋ผู้อื่นจะรู้ได้ทันทีว่ามันเป็นคนนอก และหากมันแสดงฝีมือว่ารับการโจมตีนี้ได้ ผู้อื่นก็จะรู้ทันทีว่ามันมิใช้คนใช้ธรรมดามันจึงเลือกที่จะไว้ใจธรรมบาลปัญญา แสร้งทำทีเป็นว่าไม่รู้สึกถึงสายลมอันแหลมคมสายนี้

         

        ฮุ่ยจวินนิ่งสงบมากสงบจนธรรมบาลปัญญายังเลื่อมใส ภายใต้อาณาเขตของศัตรู บุรุษหนุ่มผู้นี้ก็ยังไว้ใจตนทั้งแสดงจิตใจที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่อย่างเหนือความคาดหมาย

         

        สายลมบรรลุถึงคอหอยของฮุ่ยจวินห่างเพียงชุ่นระยะนี้ผู้มีฝีมือทั่วไปจะต้องสัมผัสได้และมีปฏิกิริยาต่อต้าน ทว่าฮุ่ยจวินกลับนิ่งเฉยไม่มีปฏิกิริยาใดทำให้ผู้ลงมือต้องเข้าใจว่ามันเป็นเพียงผู้ติดตามรับใช้ธรรมดาคนหนึ่ง มิรอให้ธรรมบาลปัญญาลงมือขัดขวางสายลมอันคมกริบสายนั้นก็พลันสูญสลายไปเอง ก่อนที่จะมีเสียงชราเสียงหนึ่งดังกังวานออกมาจากภายใน

         

        “เขตหวงห้ามเจ้าก็รู้ว่ามิอาจพาใครเข้ามาสุ่มสี่สุ่มห้า"

         

        ธรรมบาลปัญญาประสานมือขึ้น

        “ข้ายังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ย่อมมีบางเรื่องที่มิอาจทำด้วยตัวเองได้"

         

        เสียงชราที่ดังก้องอยู่ภายในพอจะรับรู้เรื่องที่ธรรมบาลปัญญากำลังประสบเหตุผลนี้จึงฟังขึ้น

        “เห็นแก่เจ้าที่ต้องสูญเสียข้าจะละเว้นให้ซักวัน"

         

        ธรรมบาลปัญญาจึงประสานมือขึ้นอีกคราก่อนเดินนำหน้าพาฮุ่ยจวินเข้าไปในส่วนลึกของเขตแดน

         

        เดินผ่านหินก้อนหนึ่งค่อยพบบุรุษชราเจ้าของเสียงนั่งขัดสมาธิอยู่บุรุษชราผู้นี้ดูมีอายุอานามใกล้เคียงธรรมบาลปัญญา แต่มีสีหน้าที่ดูผุดผ่องแดงปลั่งมากกว่ามันอยู่ในชุดคลุมเทาหม่นสะอาดสะอ้าน ดวงตาที่ขาวโพลนสองข้างดูลึกลับชวนพิศวง ผมสีเทาแซมดำปกลงปะบ่าส่งเสริมให้คนดูน่าเกรงขามรูปลักษณ์ภายนอกทำให้ผู้คนสนใจ แต่สิ่งที่ฮุ่ยจวินสนใจยิ่งกว่าก็คือ บุรุษชราผู้นี้เป็นใครขนาดตัวตนระดับธรรมบาลยังต้องเคารพมัน มันดูมิน่าใช่มหาเทวะแห่งนิกายเทวะวจนะ เมื่อไม่ใช่มหาเทวะนั่นย่อมหมายความว่านอกจากตัวตนระดับธรรมบาลแล้ว ยังมีตัวตนที่เหนือกว่าธรรมบาลดำรงอยู่นิกายเทวะวจนะยิ่งใหญ่เกรียงไกรอย่างแท้จริง มิน่าเล่า พวกมันถึงได้มีรากฐานหยั่งลึกมาอย่างยาวนานไร้มหาวิถีใดจะต่อต้านเป็นคู่มือ

         

        ฮุ่ยจวินทำความเคารพบุรุษชราตรงหน้าอย่างนอบน้อมพร้อมแสร้งทำทีเป็นตัวสั่นงันงกดั่งมุสิกเห็นแมว ตบตาคนผู้นั้นได้อย่างดียิ่ง ส่วนในใจของชายหนุ่มตอนนี้มีแต่ครุ่นคิดหาวิธีจะต้องทำอย่างไรถึงจะก้าวข้ามตัวตนระดับสูงเหล่านี้ได้ และต้องฝึกวิชานานอีกแค่ไหนมันถึงจะไปเทียบชั้นมหาเทวะเทียนหมิง

         

        ในใจคิดสับสน แต่ก็เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นมันอยากที่จะลองหาวิธีก้าวข้ามตัวตนเหล่านี้แล้ว เพราะหากมันข้ามไม่ได้ โลกนี้ก็คงมิอาจก้าวสู่ความสุขอันแท้จริงได้ตลอดไปจะรอให้คนพวกนี้มองมนุษย์โลกอย่างเท่าเทียม คงมิอาจเป็นไปได้

         

        ชั่วเวลาที่ครุ่นคิดธรรมบาลปัญญาก็ได้เดินทางนำพามันไปไกลแล้ว พอหลุดจากระยะสัมผัสของบุรุษชราน่าพิศวงผู้นั้นธรรมบาลปัญญาค่อยกล่าวขึ้น

        “มันก็คือหนึ่งในสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ตัวตนที่สูงกว่าธรรมบาล ต่ำกว่ามหาเทวะ ถ้าคิดจะข้ามกำแพงแห่งนิกายเทวะวจนะ มันก็คือหนึ่งในกำแพงที่ต้องข้าม”

         

        ฮุ่ยจวินได้ฟังก็เพียงเงียบแต่คำตอบของความเงียบก็คือ มันพร้อมที่จะข้ามทุกกำแพงเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กนี้

        “เช่นนี้เองสินะ"

         

        ฮุ่ยจวินพึมพำขึ้นแผ่วเบาและจังหวะนั้นเองฝีเท้าของธรรมบาลปัญญาก็หยุดลง พวกมันมาถึงที่หมายแล้ว

         

        ธรรมบาลปัญญาหยุดยืนบริเวณหน้าผาที่มีผนังหินเรียบลื่นราวกับถูกขัดมาเป็นอย่างดีผาแห่งนี้มีขนาดกว้างใหญ่แลตั้งตระหง่านปานจะจรดแผ่นฟ้า กึ่งกลางของผามีเกลียววงกลมซึ่งมองอย่างผิวเผินคล้ายกำลังหมุนวนตามความเข้าใจของเหล่าธรรมบาลหรือเหล่าผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์ ผาอดีตเป็นผาที่ถูกสร้างขึ้นด้วยโลหิตของตระกูลเฟยและหลงในตำนานเป็นสิ่งที่คอยกระตุ้นเตือนถึงการกำเนิดและคงอยู่ของสองสายเลือดอันเป็นภัยต่อปฐพีนั้นทว่าธรรมบาลปัญญาขึ้นชื่อเรื่องสติปัญญา มันจึงมองเห็นความแตกต่างของผาอดีตไม่เหมือนคนอื่นหากอาศัยเพียงการแจ้งเตือน เหตุใดจึงต้องชิงวิญญาณของเหล่าผู้ฝึกญาณหรือรวมถึงแก่นฐานของพลังพวกมันมาสั่งสมในที่แห่งนี้ด้วยเช่นนั้นผาอดีตจึงมิน่าใช่เพียงเครื่องมือแจ้งเตือน มันอาจเป็นเครื่องมือบางอย่างที่จะนำพาไปสู่มิติแห่งอดีตดั่งเช่นชื่อของมันที่ตั้งไว้

         

        นี่เป็นเพียงข้อสังเกตที่ธรรมบาลปัญญาได้ตั้งไว้จริงเท็จประการใดมันมิอาจรู้ได้ ผู้ที่รู้มีเพียงมหาเทวะเทียนหมิงที่สร้างผาแห่งนี้ขึ้นมาเท่านั้นตัวมันมิอาจไปเค้นถามความจริงจากปากมหาเทวะ มันจึงต้องลองมาพิสูจน์ทราบด้วยตัวของตนเองและหากเป็นไปตามทฤษฎีที่มันคิด มันก็จะสามารถไปเห็นเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงอดีตได้และการจะพิสูจน์สิ่งนี้ ตัวตนของบุรุษหนุ่มจึงนับว่าสำคัญเป็นอย่างมาก

         

        ขณะที่ธรรมบาลปัญญากำลังจะพิสูจน์ในสิ่งที่ตนคิดและลองค้นคว้าหาวิธีมาโดยตลอดมุกสุกใสที่อยู่ใจกลางหน้าผา มุกที่หม่นแสงมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่เหตุการณ์สังหารสายเลือดสุดท้ายแห่งตระกูลหลงบัดนี้จู่ๆ มันก็ทอประกายแสงเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง ราวกับว่าได้ตอบสนองต่อสายเลือดแห่งตำนานขึ้นมาอีกครา

         

        ในอดีตมุกสุกใสทอแสงสีขาวเจิดจ้านั่นหมายความว่ามันสัมผัสได้ถึงการถือกำเนิดหรือสัมผัสถึงตัวตนของสายเลือดตระกูลหลง

         

        มาครั้งนี้มันมิได้ทอแสงสีขาวเจิดจ้าเหมือนครั้งนั้นแต่มันกำลังทอแสงสีทองเรืองรองออกมา!

         

        ผาอดีตมิเคยตอบสนองต่อผู้ฝึกญาณสายเลือดอื่นเพราะมันถูกสร้างมาจากสองสายเลือด เมื่อแสงสีขาวแห่งตระกูลหลงมิได้ทอทอด เช่นนั้นย่อมหมายถึง….

         

        ธรรมบาลปัญญามองฮุ่ยจวินก่อนจะกล่าวอย่างตรึงเครียด

        “ไม่มีเวลาแล้วก่อนจะมีตัวตนระดับสูงมา จงรีบปลดปล่อยพลังญาณของเจ้าที่มีทั้งหมดไปยังมุกสุกใสนั่นเร็ว!”

         

        แม้ไม่เข้าใจท่าทีที่แปรเปลี่ยนกระทันหันของธรรมบาลปัญญาแต่สิ่งที่ทำให้บุรุษชราผู้สงบนิ่งมาโดยตลอดต้องลุกรนได้แสดงว่าไม่ธรรมดาแน่ ไม่มีเวลามาคิดใคร่ครวญให้เสียกาลเปลวเพลิงที่แผดผลาญบนโลหิตก็ถูกปลดปล่อยออกมาในทันที พร้อมกันนี้มันก็ดึงเอาพลังญาณที่มีทั้งหมดทั้งยังเบิกดวงดาราทุกจุดที่เข้าถึง ปลดปล่อยพลังสุดแรงเกิดพุ่งไปยังจุดกึ่งกลางผาอดีตอย่างเต็มกำลัง

         

        ธรรมบาลปัญญามองภาพเหตุการณ์ด้วยความตรึงเครียดไม่รู้สิ่งที่มันศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับผาอดีตมาโดยตลอด จะเป็นไปตามที่มันคาดการณ์ไว้หรือไม่เพราะหากมิใช่ มันและบุรุษหนุ่มผู้นี้แย่แน่

         

        เมื่อแสงสีทองได้ถูกกระตุ้นจนเรืองรองขึ้นบนผาอดีตนี้ก็เท่ากับว่ามันได้ปลุกให้ตัวตนระดับสูงมุ่งมายังที่นี่แล้ว

         

        หากชักช้าเพียงก้าวเท่ากับว่าพวกมันต้องจบสิ้น!