ขณะควบม้าเข้ามาที่กระโจมของตน หลี่หลิวหยางพึมพำกับตนเองเสียงเบา
“จื่อเจียวอวี๋ ก็คือ เจียวเจียว เจียวเจียวก็คือ จื่อเจียวอวี๋” มุมปากของเขายกขึ้นบางๆ แววตาเ็าและเฉยเมยที่เคยมีค่อยๆ เลือนหาย แทนที่ด้วยประกายวาววับในดวงตา ราวกับได้พบสิ่งที่มิได้คาดหมายมาก่อน อารมณ์พลันดีขึ้นในพริบตา แฝงไว้ด้วยความพึงพอใจอย่างเงียบๆ ส่งผลให้บรรยากาศรอบกายดูเบาบางและสว่างไสวขึ้นอย่างน่าประหลาด
เช้านี้หลี่หลิวหยางควบม้าออกจากจวนท่านตาผู้เป็แม่ทัพอุดรมุ่งตรงมายังค่ายทหารนอกเมือง ั้แ่เขาอายุแปดขวบก็ขอเสด็จพ่อไปฝึกทหารและวรยุทธ์ที่จวนท่านตา โดยให้เหตุผลว่าเมื่อเขาเติบโตขึ้น จะช่วยเสด็จพ่อปกป้องชายแดน แต่เหตุผลที่แท้จริงแล้ว ตัวเขาเองเริ่มเบื่อหน่ายวังหลวง เรือนหลังหนึ่งแม้จะใหญ่โตเพียงใด ทว่ากลับมีคนอาศัยอยู่มากเป็กระบุงโกย ไม่ว่าจะเป็นางกำนัล ขันทีหรือว่าข้าราชบริพารส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะเหล่าพระสนม สตรีของเสด็จพ่อมีดาษดาจนเขาจดจำหน้าไม่ได้ และมักมีพวกขุนนางคอยผลักดันบุตรสาวหลานสาวเข้ามาถวายตัวอยู่เนืองๆ
เมื่อครั้งยังเป็เด็ก เขาเองก็เคยถามเสด็จแม่ว่าเหตุใดเสด็จพ่อถึงมีเพียงแค่เสด็จแม่คนเดียวไม่ได้ เสด็จแม่เพียงยกยิ้มมุมปากพลางลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน
‘เสด็จพ่อมีหน้าที่ที่ไม่เหมือนบุรุษทั่วไป การที่มีพระสนมเ่าั้ถ่วงดุลอำนาจกัน ราชสำนักก็จะแข็งแกร่งไม่สั่นคลอนได้ง่าย ฐานะฮ่องเต้ โอรส์ของเสด็จพ่อก็จะยืนอยู่อย่างมั่นคง ใต้หล้าชาวประชาก็จะสงบสุข’
ขณะนั้น หลี่หลิวหยางยังฟังเื่ราวเ่าั้ไม่ค่อยเข้าใจนัก ทว่าลึกลงไปในใจ กลับท่วมท้นไปด้วยความสงสารต่อมารดา ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็มารดาของแผ่นดิน
เขารู้ดีว่า แม้ภายนอกนางจะยิ้มแย้มอ่อนโยน วางตนสง่างามเพียงใด หากแท้จริงแล้ว ภายในใจคงอัดแน่นด้วยความโศกเศร้าและความเปล่าเปลี่ยวอันยากจะเอื้อนเอ่ยออกมา ต่อให้ถูกรายล้อมด้วยเหล่านางกำนัลและขันทีมากมาย ก็หาได้ทดแทนความเดียวดายที่คอยเฝ้ามองสามีอยู่กับสตรีอื่นได้
ฉะนั้น การไปพำนักอยู่ที่จวนแม่ทัพใหญ่เซี่ยิเฉิน จึงทำให้หลี่หลิวหยางรู้สึกเป็อิสระ ได้ทำในสิ่งที่ตนปรารถนาอย่างแท้จริง เขาได้ฝึกวรยุทธ์ ขี่ม้า ยิงธนู ฝึกเพลงดาบ กระบี่ ทวน ตลอดจนกลศึก ล้วนเป็วิชาที่ท่านตาถ่ายทอดให้ด้วยตนเองทั้งสิ้น
ขณะเดียวกัน ท่านตายังเชิญอาจารย์ฝ่ายบุ๋นมาสอนทั้งหมาก เพลงพิณ อักษร และการวาดภาพ ซึ่งหลี่หลิวหยางสามารถเรียนรู้และจดจำได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
ทว่าในบรรดาวิชาทั้งหลาย การขี่ม้าและยิงธนูกลับเป็สิ่งที่เขาถนัดและโปรดปรานที่สุด
บ่อยครั้ง ท่านตามักพาเขาไปยังค่ายทหารแดนอุดร ให้ร่วมฝึกกับเหล่าทหารใต้บังคับบัญชา เรียนรู้กลศึกาและวิถีการทำศึกกับแว่นแคว้นต่างๆ ประสบการณ์เ่าั้ค่อยๆ หล่อหลอมให้เขาเติบโตแข็งแกร่งทั้งกายและใจ
จนกระทั่งเขามีอายุสิบสามปี จึงมีโอกาสติดตามกองทัพท่านตาไปร่วมรบออกศึกทางเหนือกับเผ่าซยงหนู จนชนะศึกกลับมา
เสด็จพ่อจึงเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็ผู้ช่วยแม่ทัพใหญ่ ควบตำแหน่งฟู่เจียง แม่ทัพศูนย์กลางควบคุมกำลังหลักของกองทัพ เป็รองเพียงแม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาการทหารสูงสุด
เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ศึกา ไม่นานมานี้ แม่ทัพใหญ่แดนอุดร เซี่ยิเฉิน ได้รับรายงานจากทหารสอดแนมชายแดนเหนือว่า แคว้นเหยี่ยนเริ่มแสดงท่าทีแข็งกร้าว ชนเผ่าต่างๆ ภายในแคว้นได้รวมกำลังสะสมไพร่พล เตรียมยกทัพทำศึกกับแคว้นจินเล่อใน่ต้นปีหน้า
หลี่หลิวหยางได้รับบัญชาจากเซี่ยิเฉินท่านตา ให้เร่งเตรียมความพร้อมของเหล่าทหารกล้า และจัดเตรียมเสบียงเพื่อไปสมทบกับกองทัพหลักทางเหนือก่อนสิ้นปี ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเร่งเดินทางมายังค่ายทหารนอกเมืองหลวงแห่งนี้ เพื่อดูแลการฝึกซ้อมและจัดระเบียบไพร่พลด้วยตนเอง เพื่อให้มั่นใจว่าทุกอย่างจะพร้อมรับมือศึกที่กำลังจะมาถึง และวันนี้เขาก็บังเอิญได้มาพบ…นางอีกครั้ง
หลังจากร่ำลาพี่ชาย เจียวอวี๋จึงขึ้นรถม้าเดินทางกลับ โดยมีอาฟู่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม การเดินทางกลับค่อนข้างทุลักทุเลไม่ต่างจากขามา พื้นถนนขรุขระ เต็มไปด้วยกรวด ทราย และก้อนหิน ทำให้รถม้าส่ายโคลงเคลงตลอดเส้นทาง
สองข้างทางรายล้อมด้วยป่ารกทึบ ต้นไม้สูงชะลูดบดบังทัศนียภาพ ด้านข้างไปจนหมด รอบกายช่างเงียบเชียบไร้สรรพเสียง หนทางเปลี่ยวร้างไร้ผู้คน เพิ่มบรรยากาศอึมครึมชวนให้รู้สึกไม่สบายใจ
จนกระทั่งรถม้าแล่นมาได้ครึ่งทาง ทันใดนั้น สารถีกลับดึงกระชากบังเหียนขึ้นอย่างกะทันหัน ม้าลากรถทั้งสี่ตัวผงะร้องด้วยความใ แรงกระชากฉับพลันทำให้ร่างของเจียวอวี๋และอาฟู่กระแทกเข้ากับผนังด้านหน้าของรถม้าอย่างจัง
ครั้นตั้งสติได้ อาฟู่รีบเอื้อมมือไปสำรวจร่างคุณหนูด้วยท่าทางแตกตื่น ตะลีตะลานถามไถ่ว่านางได้รับาเ็ตรงที่ใดหรือไม่ เจียวอวี๋เพียงส่ายหน้า พลางยกมือลูบแขนที่กระแทกกับผนังรถม้าเบาๆ สีหน้าแม้ยังซีดอยู่บ้าง แต่ก็พยายามฝืนตั้งตัวให้มั่นคง
“ข้างนอกเกิดอะไรขึ้น!?” อาฟู่ะโถามสารถีแทนเจียวอวี๋
“ขะ…ข้างหน้า มีโจรขวางรถม้าเราไว้ขอรับ” กลุ่มชายฉกรรจ์คาดปิดหน้าด้วยผ้าสีดำพร้อมอาวุธแหลมคม ปลายดาบสะท้อนเงาคมกริบ ยืนขวางรถม้าหน้าตาถมึงทึง ท่าทางน่ากลัวไม่ยอมให้พวกเจียวอวี๋ผ่านทางได้ง่ายๆ
เจียวอวี๋ใจนมือสั่น หน้าขาวซีดเผือดราวไร้โลหิต นางสบตากับอาฟู่ คิดว่าวันนี้เพียงมาพบสหายจึงไม่สะดวกให้ผู้คุ้มกันติดตามมา และยิ่งไม่คิดว่าพวกโจรจะเหิมเกริม ดักปล้นบนทางที่ห่างจากค่ายทหารไม่ถึงสิบลี้เช่นนี้
“หากพวกเ้า้าเงิน พวกเราก็จะมอบให้ แต่ห้ามทำร้ายคน แล้วปล่อยพวกเราไปเสีย” อาฟู่กล่าวตามคำสั่งของเจียวอวี๋ แท้จริงแล้วหัวหน้าโจรพร้อมสมุนได้ลอบติดตามพวกนางมาั้แ่อยู่ในโรงเตี๊ยม คราแรกที่เห็นเจียวอวี๋ พวกมันสังเกตว่านางแต่งกายงดงามประหนึ่งคุณหนูผู้สูงศักดิ์ ผิวพรรณขาวสะอาด ต้องเป็บุตรีของตระกูลผู้มั่งคั่งแน่นอน จึงบังเกิดความคิดจะจับนางไปเรียกค่าไถ่ พวกมันซ่อนตัวอยู่ในพงรกข้างทาง คอยจนรถม้าของนางย้อนกลับมา จึงเตรียมลงมือดักปล้นอย่างอุกอาจ
“พวกข้า้าทั้งเงิน…้าทั้งคน ฮ่าๆๆๆ” เสียงของหัวหน้าโจระโตอบอาฟู่ พวกโจรหยาบช้าพากันหัวเราะชอบใจ อาฟู่กอดเจียวอวี๋แน่น ร่างสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องปกป้องคุณหนูให้ได้ นางจึงได้ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว
“คุณหนูไม่ต้องกลัวเ้าค่ะ บ่าวจะปกป้องคุณหนูเอง บ่าวจะถ่วงเวลารั้งพวกมันเอาไว้ คุณหนูวิ่งกลับไปยังค่ายทหาร ขอให้คุณชายใหญ่ช่วยนะเ้าคะ” เสียงอาฟู่สั่นเครือ ปลายหางตาปรากฏนำ้ตารื้นขึ้นมา เจียวอวี๋เห็นอาฟู่แล้วแทบหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก บอบบางเพียงนี้จะช่วยอะไรได้ เจียวอวี๋ตบมือปลอบอาฟู่เบาๆ
“ข้าจะจัดการเองเ้ามิต้องกลัว” ว่าแล้วก็หยิบขวดยาสมุนไพรมีพิษที่นางเคยปรุงเผื่อไว้ป้องกันตัวขึ้นมาจากถุงปักข้างเอว หากผู้ใดได้รับพิษนี้จะทำให้เกิดหลอดลมหดเกร็ง หายใจไม่ออกไปชั่วขณะ จนหมดสติไปในที่สุด
มือขาวเนียนจับขวดยาไว้แน่น เหงื่อใสผุดซึมบนฝ่ามือและแผ่นหลัง หวังลึกๆ ว่ายาขวดนี้ จะช่วยพวกนางให้รอดพ้นจากพวกโจรชั่วเหล่านี้ไปได้
เพียงพริบตาเดียว หนึ่งในพวกโจรก็ะโขึ้นมาบนรถม้าอย่างอุกอาจ สะบัดเท้าเตะสารถีจนล้มหน้าคะมำตกลงไปจากรถม้า แล้วกระชากผ้าม่านเปิดออกทันที
ณ เสี้ยวเวลานั้นเอง เจียวอวี๋ตัดสินใจลงมือ นางสาดผงยาพิษใส่หน้าของโจรที่กำลังก้าวเข้ามาอย่างไม่ลังเล ฝ่ายโจรไม่ทันตั้งตัว เผลอสูดผงยาพิษเข้าไปจนเต็มปอด เจียวอวี๋และอาฟู่รีบยกมือปิดจมูกแน่น ขยับถอยหลังออกมาอย่างรวดเร็ว