ตอนที่ 329ปีต่อมา
ยามรุ่งอรุณในหุบเขาไผ่เขียวแห่งนี้ภายในป่าไผ่จะมีเมฆหมอกปกคุมหนาแน่น พลังชี่ธาตุไม้เต็มเปี่ยมเหมาะกับการฝึกเคล็ดวิชาน้ำค้างอรุณอันเป็นวิชาการฝึกตนเฉพาะของสำนักไผ่เขียว
สำนักไผ่เขียวก่อตั้งมาได้500ปีแล้ว โดยปฐมปรมาจารย์ที่ก่อตั้งสำนักคือปรมาจารย์หญิงชิงสุ่ยซึ่งเมื่อ500ปีก่อนสำนักไผ่เขียวเคยเป็นสำนักอันดับต้นๆของยุทธภพเพียงภายหลังตกต่ำลงผู้คนต่างหลงลืมสำนักนี้ไป
ที่ก้อนหินก้อนหนึ่งที่ล้อมไว้ด้วยป่าไผ่หมอกน้ำค้างหมุนเวียนเข้าหาร่างชายหนุ่มที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนนั้นเหมือนกับวังวนชายหนุ่มคนนั้นแต่งกายด้วยชุดสีเขียวอ่อน หน้าตาหล่อเหลา ผมยาวสีดำถูกเกล้ามัดไว้อย่างเป็นระเบียบ
ผ่านมา9ปีตอนนี้เด็กน้อยเจียงหวู่เฉินกลายเป็นชายหนุ่มอายุ16ปีแล้ว มัดกล้ามสมส่วนที่โผล่พ้นออกจากชายเสื้อแสดงออกว่าภายในหลายปีมานี้มันตั้งใจฝึกฝนร่างกายถึงเพียงไหนเพียงแต่...
มันยังไม่สามารถบรรลุถึงขอบเขตบำเพ็ญกายได้ซึ่งด้วยความเฉลียวฉลาดความเข้าใจในเคล็ดวิชาที่มันแสดงออกตอนยังเด็กจนทำให้เจ้าสำนักไผ่เขียวต่างตั้งความหวังไว้มากสุดท้ายนี้ทางปฏิบัติจริงมันกลับติดอยู่ขั้นเปิดชีพจร มาหลายปี ไม่สามารถทะลวงขอบเขตต่อไปได้
ปกติจอมยุทธ์ที่สามารถทะลวงขอบเขตไปถึงขั้นบำเพ็ญกายได้มีแค่1ใน100ของผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหมดในจำนวนนั้นส่วนมากถ้าไม่ได้สังกัดสำนักที่มีชื่อเสียงจะทะลวงขั้นได้ตอนอายุ40-50ปีแต่ถ้าเป็นผู้ได้รับเคล็ดวิชาและแนวทางการฝึกฝนจากสำนักที่ดีควรจะทะลวงได้ตอนอายุ15ปี...
เจียงหวู่เฉินเริ่มฝึกฝนตอนอายุ 7ขวบฝึกแค่ถึง10ขวบก็ไปถึงขั้นเปิดชีพจรขั้นสูงสุดห่างจากขอบเขตบำเพ็ญกายแค่เอื้อมด้วยพรสวรรค์ที่มันแสดงออกมันควรจะทะลวงขั้นได้ตอนอายุ10ขวบซึ่งนับเป็นยอดอัจฉริยะหลายร้อยปีทั่วทั้งแผ่นดินจะมีซักคน เพียงแต่หลังจากนั้น 6ปีมันกลับหยุดอยู่ขอบเขตเดิม...
ซูเทียนเจ้าสำนักไผ่เขียวนั้นพยายามทุกวิธีทางเท่าที่ทำได้เพื่อช่วยเด็กหนุ่มเนื่องจากมันได้รู้มาว่าหวู่เฉินเคยได้รับบาดเจ็บหนักจากลามะเฒ่า ซึ่งอาจจะทำให้เด็กชายมีปัญหาในการฝึกฝนมันนั้นทั้งหายาวิเศษต่างๆ อีกทั้งหมอวิเศษมากมายมาเพื่อรักษาความผิดปกติของเด็กชายแต่ก็ไม่มีวิธีใดประสบผลสำเร็จ...
ในขณะที่หวู่เฉินกำลังตั้งใจฝึกอย่างจริงจังก็มีเสียงดุจดุริยางค์สวรรค์แหลมเล็กของเด็กหญิงดังขึ้นมาร่างนั้นสวมชุดสีเขียวอ่อนในมือถือด้วยตะกร้าใส่อาหารเช้า
“เกอเกอได้เวลาอาหารเช้าแล้ว”เจียงหวู่เฉินได้ยินก็ลืมตามองเด็กสาววัยแรกแย้มข้างหน้า
ตอนนี้เสี่ยวไป๋นั้นกลายเป็นเด็กสาวอายุ13ปีนางยังดูเด็กมากแต่แฝงไว้ด้วยเสน่ห์ของหญิงสาวที่กำลังจะผลิบานดวงหน้าน่ารักจิ้มลิ้มขี้เล่นของนางแฝงความงามของซูรั่วซานเมื่อครั้งยังเยาวน์เอาไว้ในสายตาเด็กหนุ่มน้องสาวของมันไม่เคยเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่...
ตอนนี้เสี่ยวไป๋ทะลวงขอบเขตบำเพ็ญกายได้แล้วด้วยวัยเพียง13ปีเท่านั้น ซึ่งนั่นทำให้นางกลายเป็นอัจฉริยะอันดับ1ของสำนักไผ่เขียวตั้งแต่ก่อตั้งสำนักมา500ปี
แน่นอนเด็กหนุ่มต้องดีใจในความสำเร็จของน้องสาวเพียงแต่ความดีใจนี้ก็มีรสชาติฝาดขมอยู่บ้างเด็กหญิงตัวน้อยที่คอยอ้อนเกาะแกะมันตลอดเวลาหลายปี บัดนี้กลับก้าวข้ามมันไปในฐานะพี่ชายที่สัญญาว่าจะปกป้องนาง นี่เป็นเรื่องที่ไม่อาจรับได้!
เด็กหนุ่มหยุดฝึกฝนมันไม่แปลกใจอะไรที่เห็นเสี่ยวไป๋เพราะเสี่ยวไป๋มักจะนำอาหารเช้ามาให้มันที่เดิมเวลาเดิมมาตลอดหลายปีมันยื่นมือไปรับอาหารเช้าที่น้องสาวส่งให้
“นี่เจ้าไม่ได้ทำเองใช่มั้ย?”เสี่ยวไป๋ได้ยินคำพี่ชายก็แกล้มป่องแสดงความแง่งอนน่ารักออกมา “เป็นพี่หญิงใหญ่ฮึ่ม ท่านถามอย่างนี้ทุกวันไม่เบื่อหรือไง? ทำไม?ท่านกลัวอาหารที่ข้าทำมากนักหรือ?”
หวู่เฉินได้ยินก็กระแอมไอออกมาเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนเรื่องหยิบอาหารเช้าฝีมือศิษย์พี่หญิงขึ้นกิน รสชาติอาหารที่ศิษย์พี่หญิงทำนั้นถูกปากมันมากเป็นรสชาติที่มันได้ลิ้มลองมาหลายปี
แต่ถ้าพูดถึงอาหารที่เสี่ยวไป๋เคยทำให้กิน...ซึ่งมันกลายเป็นสิ่งที่เด็กหนุ่มกลัวไปชั่วชีวิตแน่นอนไม่ใช่แค่มัน...ทั่วทั้งสำนักไผ่เขียวแห่งนี้ต่างก็กลัวอาหารของนาง
หลังจากกินอาหารคุยเล่นกับน้องสาวเสร็จอยู่ๆนางก็เหมือนนึกขึ้นได้ว่าท่านตาของนางซูเทียนเรียกเด็กหนุ่มไปพบพวกมันทั้งสองคนต่างเก็บตะกร้าอาหารเดินผ่านป่าไผ่อันสวยงามโขดหินริมธารที่สวยงามที่เห็นอยู่ทุกวันจนชินตา
พวกมันเดินมาได้ซักพักก็มาถึงส่วนของลานของสำนักที่กลางลานมีชายหนุ่มที่ดูอายุ 20กว่าปี หน้าตาของมันดูสัจซื่อเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมกับเด็กหนุ่มวัย14ปีที่ดูห้าวหาญเอาแต่ใจ
เด็กหนุ่มอายุมากกว่ากำลังช่วยฝึกฝนกระบวนท่าให้เด็กหนุ่มอายุน้อยพวกมันออกหมัดจนเกิดละลอกคลื่นสีเขียวเล็กๆใบไผ่ที่อยู่บริเวณนั้นต่างสั่นไหวไปกับการออกหมัด
ชายอายุมากกว่าเรียกว่าจุ้ยกานสง เป็นศิษย์พี่ใหญ่ของลูกศิษย์รุ่นนี้ของสำนักไผ่เขียวมันเป็นศิษย์พี่ที่ทั้งใจดี เสียสล่ะคอยดูงานน้อยใหญ่ในสำนักส่วนคนอายุเยาวน์กว่าเรียกซูเฟิงซึ่งเป็นลูกชายคนเล็กของซูเฉินถือว่ามันเป็นลูกพี่ลูกน้องของเสี่ยวไป๋
เมื่อซูเฟิงเห็นพวกมันทั้งสองเดินเข้ามาก็หยุดฝึกฝนแล้วตรงเข้ามาหาทั้งคู่ทันที ซูเฟิงนั้นแสดงกายาปรานสีเขียวอ่อนบางเบาครอบคุมทั่วร่างกายไว้
“เจียงหวู่เฉินเจ้าดู! ข้านั้นอายุน้อยกว่าเจ้าแต่ยังสามารถก้าวเข้าขอบเขตบำเพ็ญกายได้แล้วคนไร้ประโยชน์อย่างเจ้าทำไม ไม่เลิกฝึกยุทธ์แล้วไปตัดไม้ตัดฟืนแทนล่ะ เพราะนั่นอาจทำให้เจ้ามีประโยชน์อยู่บ้าง!”
เสี่ยวไป๋ด้านข้างได้ยินก็โกรธขึงนางโคจรกายาปรานสีอ่อนที่ดูแข็งแกร่งกว่าของซุเฟิง ปากเล็กๆแยกเขี้ยวออก “เจ้าตัวฉี่รดที่นอน ถ้าเจ้ากล้าว่าพี่ชายข้าดูซิข้าจะจัดการเจ้ายังไง”
ซูเฟิงได้ยินก็สะดุ้งเล็กน้อย มันรู้ฤทธิ์เดชของเสี่ยวไป๋ดีท่านตาและท่านพ่อของมันต่างรักและเอ็นดูนางมากกว่ามันอีกจุ้ยกานสงเห็นดังนั้นจึงเข้ามาห้ามปรามเด็กทั้งสอง
ซูเฟิงไม่พอใจ “เสี่ยวไป๋ ข้าเป็นพี่ชายเจ้าทำไมเจ้าพูดกับข้าอย่างนี้?” เสี่ยวไป๋ได้ยินก็ไม่ยอม”ใครว่าเจ้าเป็นพี่ชายข้า พี่ชายข้ามีแค่หวู่เฉินเกอเกอเท่านั้น!”
ซูเฟิงได้ยินก็โกรธมากตอนเด็กๆมันดีใจมากที่จะได้มีน้องสาว แต่เสี่ยวไป๋กับไม่ยอมเรียกมันว่าพี่ชายอีกทั้งมัวแต่ไปขลุกอยู่กับเจียงหวู่เฉิน จนไม่สนใจมันตอนเด็กๆท่านพ่อและท่านตาต่างก็ชื่มชมหวู่เฉินจนมันคิดอิจฉา
แต่บัดนี้โชคดันเข้าข้างมันเจียงหวู่เฉินคนนั้นตอนนี้ดันเป็นขยะไร้ค่าอายุ16แล้วยังไม่สามารถทะลวงขั้นได้มันนั้นตั้งแต่เด็กก็ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับหวู่เฉินตลอดแต่นั้นยิ่งทำให้เสี่ยวไป๋ไม่ชอบมันมากขึ้นเข้าไปใหญ่
“เสี่ยวไป๋เจ้าไม่เรียกข้าว่าพี่ชายแต่ไปเรียกไอ้คนนอกอย่างมันว่าพี่ชาย?ทั้งๆที่มันเป็นขยะไร้ค่า”ทันใดนั้นมีเสียงสตรีที่ดูไพเราะดังขึ้นอย่างตำหนิ
“เฟิงเอ๋อใครสอนให้เจ้าพูดเช่นนี้กับหวู่เฉิน? หวู่เฉินไม่ใช่คนนอกแต่ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกับเราจะต้องให้พี่หญิงบอกเจ้าอีกกี่ครั้ง”
ผู้มาเยือนเป็นหญิงสาววัยกำลังงามสะพรั่งนางแต่งกายด้วยชุดเขียวอ่อน ขลิบชมพู ดวงหน้างามหวานหยาดเยิ้มผมยาวดำรัดเป็นมวยไว้ด้านข้าง นางคือซูตันหยิน อายุ19ปีเป็นลูกสาวคนโตของซูเฉิน
“แต่พี่หญิงมัน...” ซูตันหยินทำสายตาดุน้องชายจนมันไม่กล้าเอ่ยอันใด“เจ้ารีบไปท่องหนังสือกับท่านแม่ได้แล้ว”ซูเฟิงรับคำก่อนไปไม่วายแอบส่งสายตาอาฆาตมาที่หวู่เฉิน